เดอะแบก..แบกอย่างไร ให้รอด
‘เดอะแบก’ ศัพท์ที่กลุ่มคนเจน Y รู้จักดี ในฐานะวัยทำงานที่กลายเป็นเสาหลักของครอบครัว ซึ่งต้องรับผิดชอบดูแลสมาชิกในครอบครัวหลาดกหลายวัย ทั้งลูก ภรรยา-สามี ไปจนถึงพ่อแม่ รวมถึงค่าใช้จ่ายในบ้าน ที่ต้องดูแลจัดการการเองทั้งหมด สิ่งที่ตามมาคือความเครียดและภาระในการจัดการ คำถามคือ หากคุณยังต้องรับหน้าที่นี้ต่อไป จะแบกอย่างไรไม่ให้หนักกายและใจเกินไป ‘คุณน้ำ -ธนธร กาญจนิศากร’ จากเพจ NamFinance มีคำแนะนำ
1.แบกด้วยสติ
“สำหรับเดอะแบก สิ่งแรกที่คุณต้องทำคือ สร้างพลังให้ตัวเองว่า เราสุดยอดมากนะที่กลายเป็นคนควบคุมเงินและมีอำนาจเหนือกว่าทุกคนในบ้าน อยากให้มองว่าทุกอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้น ฉันควบคุมได้ เพราะน้ำเข้าใจว่า คนที่เป็นเดอะแบก ย่อมมีความเครียดที่ต้องรับผิดชอบหลายอย่าง
“สิ่งแรกที่อยากให้ทำคือ เช็คลิสต์ความเครียดที่คุณเจอ เช่น มีรายได้ไม่แน่นอน, พ่อแม่ไม่สบาย, สับสนกับเส้นทางชีวิตตัวเอง ฯลฯ จากนั้นเรียงลำดับความสำคัญก่อนหลัง เดอะแบกหลายคน ยกให้ภาระครอบครัวเป็นอันดับต้น และให้ความสำคัญกับตัวเองท้ายสุด แต่น้ำกลับคิดว่า ยิ่งแบกเยอะ ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับตัวเอง เพราะไม่อย่างนั้น ชีวิตเราจะกลายเป็นเหมือนสุภาษิตที่ว่า ‘เตี้ยอุ้มค่อม’ ขอให้คิดใหม่ว่า คุณต้องรอดก่อน จึงจะช่วยคนอื่นได้ ไม่อย่างนั้นจะพังทั้งครอบครัว
“ข้อต่อมาคือ คำนวนรายได้ของคุณว่าเพียงพอที่จะช่วยเหลือคนอื่นเท่าไร หากพบว่าแทบไม่มีเงินเหลือใช้ส่วนตัว ต้องคุยกับครอบครัวว่า คุณกำลังเจอสถานการณ์อะไรอยู่ เพราะหลายครั้งที่เดอะแบกเก็บปัญหาไว้ ทำให้บางครอบครัวไม่ทราบความทุกข์ร้อน เขาจึงยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม ทั้งที่จริงแล้วคนในครอบครัวอาจช่วยคุณได้ เช่น ถ้าพ่อแม่มีหนี้ ก็ต้องดูว่าท่านมีทรัพย์สินอะไรที่สามารถแปลงเป็นเงินสดได้บ้าง แล้วนำมาช่วยตรงนี้
“สำหรับบ้านที่มีหนี้สิน สิ่งที่ไม่แนะนำคือ อย่านำหนี้ของพ่อแม่ มาเป็นหนี้ของเรา เพราะในทางกฎหมาย คุณไม่จำเป็นต้องรับสภาพหนี้แทนพ่อแม่ หากวันหนึ่งท่านเสีย หนี้จะหายไปพร้อมกับท่าน และที่สำคัญคือ หนี้ใครคือหนี้คนนั้น เขาต้องรับผิดชอบเอง เราไม่สามารถรับผิดชอบให้ใครบางคนสร้างหนี้ได้ตลอดชีวิต
“สำหรับกรณีที่ต้องดูแลคนในครอบครัวระยะยาว น้ำอยากให้คุณมีบัญชีออมใจหรือบัญชีความสุข ไว้ใช้จ่ายในสิ่งที่คุณชอบ เพราะคนเป็นเดอะแบก ภาระหน้าที่และความรับผิดชอบจะชี้มาที่คุณคนเดียว ย่อมเครียดและวิตกหลายอย่าง การมีบัญชีที่ได้ซื้อความสุขให้ตัวเอง และการพยายามหาเวลาว่างให้ได้พกบ้างย่อมสำคัญ เพราะส่วนใหญ่คนกลุ่มนี้ ไม่กล้าใช้เงินซื้อความสุขให้ตัวเอง น้ำอยากเตือนว่า ในวันที่คุณถือเงิน มีคนเข้าแถวรอรับเงินจากคุณมากมาย อย่าจ่ายเงินให้ตัวเองเป็นคนสุดท้าย เพราะคุณกำลังใช้ชีวิตตัวเองเช่นกัน ไม่ต้องรู้สึกผิดกับการใช้เงิน เพราะทุกบาท ทุกสตางค์ คุณหามาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง”
2.เก็บเงินสำรอง ก่อนลงทุน
“ในโลกที่ไม่แน่นอน เดอะแบกย่อมวิตกกังวลถึงปัจจัยเสี่ยงจากภายนอก แต่ความเสี่ยงจากภายนอกจะน้อยลง ถ้ารู้จักสร้างความเข้มแข็งทางการเงินให้ตัวเองก่อน สิ่งสำคัญคือ ควรดูบัญชีว่ามีเงินสำรองอยู่เท่าไร เพราะส่วนใหญ่เมื่อมีเงินเหลือ สิ่งแรกที่คนมักทำคือ อยากนำเงินไปลงทุน แต่ที่จริงก่อนจะลงทุนอะไรก็ตาม ควรตั้งคำถามว่า เรามีเงินสำรองฉุกเฉินเพียงพอแล้วหรือยัง เพราะถ้ามีเงินสำรองมากพอ ต่อให้มีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเข้ามา เราจะยังสามารถประคับประคองชีวิตต่อไปได้อย่างน้อย 3-6 เดือน แต่ถ้าไม่มีเงิน คุณจะไม่มีเวลาคิด ต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าวันต่อวัน
“หากถามน้ำว่า ควรจะเก็บเงินสำรองฉุกเฉินมากขนาดไหน ขึ้นกับปัจจัยของแต่ละคนค่ะ อย่างแรกคือต้องดูอาชีพ ถ้าอาชีพการงานมั่นคงและมีงานประจำ เงินสำรองฉุกเฉินอาจจะอยู่ที่ 3-6 เดือน แต่ถ้าเป็นฟรีแลนซ์ รายได้ไม่แน่นอน เงินสำรองควรอยู่ที่ 6-12 เดือน
“ข้อต่อมาคือ ต้องคำนวณว่า แต่ละเดือนต้องรับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายมากขนาดไหน ถ้าต้องรับผิดชอบพ่อแม่ ลูก ฯลฯ เงินสำรองฉุกเฉินควรจะอยู่ที่ 1 ปีขึ้นไป ข้อสุดท้ายก็คือขึ้นกับประสบการณ์ส่วนตัว บางคนเก็บเงินสำรองฉุกเฉินหลักล้าน เพราะเขาเคยเจอเหตุการณ์ที่คุณพ่อต้องผ่าตัดฉุกเฉินที่โรงพยาบาล ซึ่งต้องวางเงินมัดจำที่ 1 ล้านบาท เขาจึงต้องมีเงินก้อนนี้สำรองไว้ เพราะฉะนั้นเงินสำรองฉุกเฉินมีหลายมิติขึ้นกับชีวิตของแต่ละคน อย่างน้ำจะเก็บเงินฉุกเฉินไว้ที่ 3-6 เดือน เพราะรับผิดชอบชีวิตตัวเองเป็นหลักและมีเงินจากหลายช่องทาง เเงินจำนวนนี้ถือว่าเพียงพอแล้ว”
3.เกษียณไม่ใช่เรื่องไกลตัว
“สิ่งที่ทุกคนต้องเจอรวมถึงเดอะแบกด้วยก็คือ วันเกษียณ แต่เรามักชะล่าใจ เพราะรู้สึกว่าอีกนานกว่าจะเกษียณ แต่วันที่การเกษียณมาถึง ความเสี่ยงจะเยอะมาก ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่ยังรวมถึงสภาพร่างกายที่ไม่แข็งแรงเหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทุกคนต้องลงทุนและดูแลตั้งแต่วันนี้คือ สุขภาพและสภาพคล่องทางการเงินในวันเกษียณ
“การลงทุนของแต่ละคนจะขึ้นกับสไตล์ ประสบการณ์ ความรับผิดชอบส่วนบุคคล สำหรับน้ำจะเก็บเงินสำหรับการออมและเกษียณอยู่ที่ 20 เปอร์เซ็นต์ อีก 10 เปอร์เซ็นต์สำหรับประกันชีวิต อย่างเงินเกษียณจะไม่เก็บในบัญชีเงินฝาก แต่จะเก็บไว้ในกองทุนรวม โดยให้ผู้จัดการกองทุนดูแลให้ เพราะคิดเสมอว่า อะไรที่เราไม่เก่ง ก็ให้คนถนัดหรือผู้เชี่ยวชาญคอยทำแทน
“นอกจากนี้ก็จะลงทุนด้วยการซื้อทองค่ะ น้ำเก็บสะสมทองมาเรื่อยๆ ทุกวันนี้ถึงทองจะแพงก็ยังซื้อเพราะรู้สึกว่า เพราะเป็นสินทรัพย์ที่มั่นคงในระยะยาว ณ ปัจจุบันการซื้อทองมีหลากหลายรูปแบบ เช่น สามารถซื้อครึ่งสลึง หรือจะซื้อผ่านแอพฯ ซื้อขายทองคำ แล้วค่อยไปรับของจริงได้ อีกแบบคือกองทุนรวมทองคำ ที่เราไม่ได้ทองแต่จะได้เงินปันผลที่ผันผวนไปตามราคาทอง
“สุดท้ายเราควรตั้งเป้าหมายในวัยเกษียณ สำหรับน้ำ เป้าหมายคือการมีชีวิตที่ดีในวัยเกษียณ เมื่อเป้าหมายชัด การใช้ชีวิตและการใช้เงินจะไม่สับสน ควรตั้งยอดไว้เลยว่าอยากเก็บเงินเกษียณไว้ที่กี่บาท เพื่อวางแผนว่าเราจะเก็บเงินวันนี้อย่างไร เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายนั้นในวัยเกษียน ในแต่ละปีควรทำบันทึกสินทรัพย์ ว่ามีทั้งหมดเท่าไหร่ ลงทุนไปกับอะไรบ้าง เช่น หากเป้าของคุณคือ วันเกษียณอยากมีเงิน 10 ล้าน จึงต้องเก็บเงินเดือนละ 10,0000 บาทในกองทุน พอสิ้นปีค่อยรีเช็คว่า เงินที่เก็บใกล้ถึงเป้าหมายแล้วยัง ถือว่าเป้านี้เป็นกำลังใจให้ตัวเองก็ได้
“สำหรับเดอะแบกที่อยากลงทุนหรือเก็บเงินออม น้ำแนะนำว่า เงินที่นำมาออมหรือลงทุน ต้องไม่ตึงจนเกินไป เป็นจำนวนเงินที่สามารถเก็บได้สม่ำเสมอ โดยยึดตามความเป็นจริงของชีวิต เช่น ถ้ามีเงินอยู่ 100 บาท ใช้ 80 บาท เหลือเก็บ 20 บาท เราก็เก็บเท่านี้ แต่เก็บสม่ำเสมอทุกวัน อย่างทองก็ซื้อได้นะคะ แต่ซื้อเป็นสลึงหรือซื้อแบบกองทุนอย่างที่เล่าไป ไม่ต้องใช้เงินก้อนจ่าย แล้วค่อยเพิ่มจำนวนมากขึ้นเมื่อสภาพคล่องดีขึ้น น้ำคิดว่าเงินน้อยไม่ใช่ปัญหาในการออม ปัญหาคือไม่เริ่มเก็บต่างหาก
“อย่ามองว่าการเป็นเดอะแบก ต้องหมายถึงการแบกภาระผู้อื่นเพียงอย่างเดียว อย่าลืมว่าคุณยังมีชีวิต มีความฝัน และความหวังของตัวเองให้แบกและดูแลเช่นกัน เพราะฉะนั้นคงวางแผนชีวิตตั้งแต่วันนี้
“ชีวิตจะได้มีแต่สิ่งดีๆ ให้แบกค่ะ”
เรื่อง Fai