ทายาทรุ่น 3 นำทัพ ปรีดา เรียลเอสเตท ปั้น Solace Phahol-Pradipat แลนด์มาร์คแห่งใหม่ย่านพหลโยธิน-ประดิพัทธ์
“ปรีดา เรียลเอสเตท” สร้างชื่อเสียงและผลงานมากว่า 60 ปี ในฐานะบริษัทที่ดำเนินธุรกิจก่อสร้างและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของคนไทย วันนี้คุณกฤษณะ ปรีดานนท์ ได้ส่งไม้ต่องานบริหารให้กับทายาทเจนเนอเรชั่นที่ 3 นำโดย คุณติ – ปิติพัฒน์ ปรีดานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และคุณตาล – ปิยะฉัตร ปรีดานนท์ กรรมการผู้จัดการ ถือเป็นทัพหน้าแห่งปรีดา เรียลเอสเตท ร่วมด้วยพี่ชาย คุณปาล์ม ปรีดานนท์ ในฐานะกรรมการบริหาร เป็นหลังบ้านคอยซัพพอร์ตในทุกมิติ
ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม สำหรับผลงานโครงการอสังหาริมทรัพย์มูลค่า 3,200 ล้านบาท ภายใต้ชื่อ Solace Phahol-Pradipat คอนโด High Rise สูง 50 ชั้น บนถนนประดิพัทธ์ เขตพญาไท ถือเป็น New CBD หรือย่านศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่ใกล้สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์

ส่งไม้ต่อ
คุณติยอมรับว่าการเข้ามารับหน้าที่บริหารองค์กรต่อจากคุณพ่อ ในฐานะซีอีโอแห่ง ปรีดา เรียลเอสเตท นั้น ถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญในชีวิต “ต้องบอกว่าโชคดีที่คุณพ่อ (กฤษณะ ปรีดานนท์) สร้างฐานให้เรามาเป็นอย่างดี ประกอบกับเราได้มีโอกาสไปร่ำเรียนที่ต่างประเทศ และเคยได้ทำงานในบริษัทชั้นนำในสหรัฐอเมริกามาก่อน อย่าง คุณตาล เป็นสถาปนิก ส่วนผมเป็นวิศวกร จบปริญญาโทด้านวิศวกรรมโยธา ที่ University of California Berkeley สหรัฐอเมริกา แล้วมาทำงานในบริษัทที่ปรึกษาด้านการก่อสร้างที่สหรัฐอเมริกากว่า 9 ปี รวมถึงได้เป็นอุปนายก และเลขานุการ ของสมาคมอาคารชุดไทย มากว่า 14 ปี จึงได้นำความรู้และประสบการณ์จากการทำงานทั้งต่างประเทศและในประเทศมาพัฒนาบริษัทในทุกด้าน
“ถึงอย่างนั้น ความท้าทายที่ทุกบ้านที่เป็นธุรกิจครอบครัวน่าจะเจอปัญหาเดียวกันคือ Generation Gap ทำให้ต้องมีการปรับจูนระหว่างเจนเนอเรชั่น แต่เราก็สามารถก้าวข้ามผ่านมาได้ ต้องเข้าใจก่อนว่า วิธีการทำงานของคนสมัยก่อนกับคนสมัยนี้แตกต่างกัน อย่างสมัยคุณพ่อ เริ่มต้นจากนับหนึ่งและสเกลของอสังหาริมทรัพย์ยังไม่ใหญ่มาก ท่านจึงมองว่าเราควรทำทุกอย่างด้วยตัวเองเพื่อควบคุมงบค่าใช้จ่าย ซึ่งเราเข้าใจมุมมองนี้ของท่าน
“แต่ด้วยตลาดที่เปลี่ยนไปและสเกลงานของเราใหญ่ขึ้น จากโครงการ 8 ชั้น มาเป็นโครงการมูลค่า 2,000 – 3,000 ล้านบาท ทำให้เราไม่สามารถลงทุกรายละเอียดด้วยตัวเองได้หมดทุกด้านเหมือนเมื่อก่อน ช่วงแรกที่เข้ามาช่วยงานคุณพ่อ ผมกับตาลต้องถ่ายรูป ออกแบบโบรชัวร์เอง แล้วไปออกบูธ ยืนแจกโบรชัวร์และแนะนำโครงการด้วยตัวเอง แต่วันนี้ถ้าจะแข่งกับคนอื่นก็ต้องทำทุกอย่างให้ออกมาดีที่สุด”
คุณตาลช่วยเสริมว่า “เราทราบดีว่าเราไม่ได้เชี่ยวชาญทุกด้าน จึงอยากได้คนเก่งมาช่วยงาน อย่าง ตาลเป็นสถาปนิก ในยุคแรกๆ ตาลออกแบบทั้งภายนอกและภายใน รวมทั้งออกแบบสวน แต่วันนี้ต้องยอมรับว่า มีคนที่เชี่ยวชาญกว่าเรา ในเมื่อเราต้องการจะทำให้บริษัทโตขึ้นก็ต้องทำให้ดีขึ้น โดยการหาผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านมาช่วยเสริมทัพ การเลือกผู้ร่วมงานที่มีความสามารถก็ถือเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาบริษัท ซึ่งสุดท้ายคุณพ่อก็เข้าใจในจุดนี้ค่ะ”
เจนฯ 3 แห่ง ปรีดา เรียลเอสเตท ลุยต่อยอดธุรกิจ จนประสบความสำเร็จกับโปรเจ็กต์อสังหาริมทรัพย์มูลค่า 3,200 ล้านบาท ภายใต้ชื่อ Solace Phahol-Pradipat

มรดกทางแนวคิด “เลือกสิ่งที่ดีที่สุด”
นอกจากนี้คุณติยังนำคำสอนต่างๆ ที่ถือเป็นมรดกทางความคิดจากคุณพ่อ มาใช้เป็นแนวทางในการนำพาธุรกิจครอบครัวให้เติบโตอย่างยั่งยืน
“คุณพ่อสอนผมเสมอว่า ต้องรู้จริงในสิ่งที่ทำ และต้องลงไปที่หน้างาน เพราะเราเป็นเจ้าของ จะได้เห็นในสิ่งที่ลูกน้องไม่เห็น ถ้าเราไม่ลงไปในหน้างาน อาจมีความเสียหายเกิดขึ้นได้ จึงไม่ควรนั่งทำงานแต่ในออฟฟิศ ทุกวันนี้คุณพ่อยังลงมาดูไซต์งานก่อสร้างด้วยตัวเองตลอด ทำให้เราติดนิสัยใส่ใจในทุกรายละเอียด ผมจะลงไปดูการทำงานของผู้รับเหมา ว่าผูกเหล็กอย่างไร กรีดผนังลึกไปไหม แม้แต่การประเมินราคา การตรวจสอบราคาวัสดุก่อสร้าง เราจะเปิดให้ 4-5 ร้านมาเสนอราคา เพื่อเลือกวัสดุที่มีคุณภาพและราคาเหมาะสมที่สุด การได้พูดคุยกับซัพพลายเออร์โดยตรงก็สำคัญ เพราะเรามักมีคำถามในมุมที่ลูกน้องไม่เคยถาม บางครั้งทำให้ได้ทราบว่า เขามีเทคโนโลยีหรือผลิตภัณฑ์อะไรใหม่ๆ ให้ได้เลือกนำมาพัฒนาโครงการของเรา”
ส่วนคุณตาล บอกว่าหนึ่งใน Legacy ของคุณพ่อที่ลูกๆ ยึดถือ คือความซื่อสัตย์ “คุณพ่อเน้นเสมอว่า เราต้องซื่อสัตย์กับลูกค้า ใช้ของดีที่สุดและทำให้ดีที่สุด อย่าง วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ที่โครงการปรีดา เรียลเอสเตท เราเลือกสิ่งที่เราใช้อยู่แบบปัจจุบันนี้มานานแล้ว หรือ แต่ก่อนเราทำหมู่บ้าน “ศรีสุวรรณ” ที่ชลบุรี คุณพ่อบอกว่าต้องฝังเสาเข็มยาวเท่านี้ตรงพื้นที่จอดรถ ซึ่งบางโครงการอาจไม่มีการฝังเสาเข็มใดๆ เมื่อเวลาผ่านไปส่งผลให้พื้นบ้านทรุด แต่โครงการของเราทำอย่างนี้มาตลอด ซึ่งเวลาอธิบายให้ลูกค้าฟัง เขาอาจไม่รู้สึกถึงความแตกต่าง แต่เมื่อได้เข้ามาอยู่แล้วจะทราบเลยว่า สิ่งที่เราทำให้นั้นสำคัญและเป็นประโยชน์กับลูกค้าจริงๆ”
คุณติจึงยกให้คุณพ่อเป็น Role Model “เพราะคุณพ่อเป็นต้นแบบที่ทำให้เราเห็นมาตลอด อย่าง การออกแบบโครงสร้างของ Solace Phahol-Pradipat ตึกที่อยู่ด้านหลังเป็นส่วนของ Auto Parking เราออกแบบให้มีความแข็งแรงผ่านตามกฎและมาตรฐานของการออกแบบอาคารสูงแล้ว แต่คุณพ่อไม่ยอมให้ผ่าน ต้องกลับมาทำให้แข็งแรงกว่าเดิมด้วยการเสริมเหล็กเข้าไปอีก ซึ่งต้องเพิ่มเงินอีกเป็นล้านบาท จึงอยากให้ลูกค้ามั่นใจว่า เราตั้งใจทำและเลือกแต่ของดีที่สุดจริงๆ”

ทุกดีเทล คือหัวใจ
อีกหนึ่งเรื่องที่ถือเป็นจุดแข็ง คือ การบริหารนิติบุคคล ถือเป็นงานที่เจ้าของโครงการส่วนใหญ่ไม่อยากทำเอง และใช้วิธีจ้างบริษัทอื่นมาบริหาร แต่สำหรับสองผู้บริหารรุ่นใหม่กลับอาสาลงมาดูแลด้วยตัวเองในทุกโครงการของบริษัท ปรีดา เรียลเอสเตท จำกัด คุณตาลอธิบายให้ฟังว่า
“เรื่องของนิติบุคคล เรามอบหมายให้บริษัท พรีเมี่ยม แอสเซท แมนเนจเมนท์ บริษัทในเครือปรีดา กรุ๊ป ดูแลนิติบุคคลในทุกโครงการ ไอเดียนี้เริ่มจากคุณพ่อ ท่านเกรงว่า การปล่อยให้คนอื่นมาดูแลอาคารที่เราพัฒนาขึ้นมา จะทำให้อาคารทรุดโทรมและไม่น่าอยู่ ทำให้ตั้งแต่โครงการแรกของเราเมื่อ 15 ปีที่แล้ว คุณติเป็นผู้จัดการนิติบุคคล ส่วนคุณตาลเป็นหนึ่งในคณะกรรมการ แรกๆ ลูกค้าไม่เข้าใจ นึกว่าเราจะมาหาผลประโยชน์ตรงนี้ แต่เราพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เรามาเพื่อช่วยจริงๆ”
ในฐานะผู้จัดการนิติบุคคล คุณติพูดถึงแนวคิดนี้ว่า “เราต้องการบริหารให้โครงการอยู่ในสภาพที่ดีและน่าอยู่ไปได้นานที่สุด และใช้เงินอย่างคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบราคาอย่างละเอียด อย่างการจัดซื้ออุปกรณ์ทำความสะอาด และอุปกรณ์ไฟฟ้า เราจะดูว่าแต่ละร้านที่นำเสนอเป็นอย่างไร โดยเน้นที่คุณภาพต้องดี และราคาประหยัด ไม่อย่างนั้น จะกลายเป็นเปิดโอกาสให้ผู้จัดการอาคารหรือกรรมการบางคน ที่เป็นเจ้าของร้านค้า ได้ช่องให้ไปใช้ของร้านเขา ทำให้ได้ของที่ไม่ได้คุณภาพ เราจึงต้องลงไปดูแล เพราะมองว่า ทุกโครงการเป็นความภาคภูมิใจของเรา การที่ลูกบ้านอยู่แล้วมีความสุขก็เป็นความภาคภูมิใจของเราเช่นกัน
“ทุกวันนี้ผมกับตาลจะเข้าร่วมประชุมใหญ่ประจำปีของนิติบุคคลในทุกโครงการ เพื่อรับฟังปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งปกติเจ้าของโครงการอื่นจะไม่ค่อยอยากเข้าร่วมประชุมนี้ เพราะต้องมาฟังคำร้องเรียนมากมาย แต่เราเข้ามาเพื่อจะได้ทราบปัญหาแล้วรีบแก้ไข ผมเชื่อว่าไม่มีใครอยากร้องเรียน ถ้าชีวิตเขาดีอยู่แล้ว
“ต้องยอมรับว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับหลายโครงการ ผู้จัดการหรือธุรการของอาคารไม่ได้มีองค์ความรู้ด้านการก่อสร้าง จึงไม่รู้ว่าจะซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างไร ทำให้เขาคิดว่าแก้ไม่ได้หรือไม่ใช่เรื่องสำคัญแล้วปล่อยผ่าน จนลูกค้าร้องเรียนอยู่หลายรอบ อย่างเรื่องเสียงดังจากข้างห้อง ผมเป็นวิศวกร จึงทราบว่าปัญหาน่าจะเกิดจากการเจาะผนังเพื่อทำปลั๊กไฟ แล้วบางห้องผู้รับเหมาเจาะผนังทะลุตรงกันกับอีกห้องเพื่อทำปลั๊กไฟเหมือนกัน หรือเกิดจากการกรีดผนังลึกเกินไป จนทำให้เสียงลอดเข้ามาได้ เราจึงเข้าไปช่วยแก้ไขด้วยการส่งช่างให้ไปย้ายตำแหน่งปลั๊กไฟและอุดช่องผนังเดิม เรียกว่าแก้ไขที่ต้นเหตุจริงๆ แล้วหลายปัญหาจากโครงการก่อนๆ เราก็นำมาปรับแก้ในโครงการต่อๆ ไป ถือเป็นรายละเอียดที่ถ้าไม่ใช่เจ้าของ อาจมองว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่เราเห็นเป็นเรื่องใหญ่ นี่จึงถือเป็นจุดเด่นของปรีดา เรียลเอสเตท ที่ทำให้ลูกค้าถึงเลือกมาอยู่กับเราและบอกต่อ
ถึงตรงนี้ คุณตาลช่วยเสริมด้วยว่า “ขณะเดียวกัน เราก็ต้องทำการบ้านเยอะกว่าเดิม ว่าโครงการอื่นให้อะไรกับลูกค้าบ้าง เราสามารถให้ได้มากกว่า เพื่อเป็นจุดแข็งให้กับโครงการของเราไหม อย่าง โครงการอื่นราคาจะสูงกว่าเรา 20-25% แต่เราให้ของดีเทียบเท่าหรือมากกว่า อย่างห้อง Loft โครงการทั่วไป จะให้ความสูง 4.2 เมตร ทำให้ความสูงฝ้าเพดานบนเหลือเพียง 1.9 เมตร ส่วนพื้นที่ข้างล่างจะเหลือแค่ 2 เมตร ถือว่าเตี้ยมาก เราจึงคุยกันว่า โครงการ Solace Phahol-Pradipat ของเราให้ความสูงถึง 4.6 เมตร เพราะเราต้องการเป็นทางเลือกให้ลูกค้าได้ของที่ดีกว่า ในราคาที่จับต้องได้จริง และอยู่ได้ยาวๆ ค่ะ”

ขยายวิสัยทัศน์
คุณติทิ้งท้ายไว้สำหรับการนำองค์กรให้ก้าวต่อไปในอนาคตว่า “สำหรับผม การได้ออกไปเที่ยวดูโลกกว้าง อย่างการพาครอบครัวไปเที่ยวต่างประเทศ ทำให้เราได้เปิดโลก มีโอกาสเห็นโรงแรมในต่างประเทศ รวมถึงการออกไปทำงานกับสมาคมอาคารชุดไทย และได้พบเจอผู้คน รวมทั้งผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ได้ทราบว่าคนอื่นทำอะไร มีแนวคิดบริหารธุรกิจอย่างไร แล้วโลกไปในทิศทางไหน เช่น เรื่อง Net Zero (ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลกได้รับการชดเชยหรือลดลงจนเหลือศูนย์) หรือ go Green (การนำแนวปฏิบัติที่ช่วยลดอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมความยั่งยืนมาใช้) ทำไมยุโรปถึงรณรงค์การลด Carbon Footprint (ปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่ถูกปล่อยออกมาจากกิจกรรมต่างๆ ของผู้คน ทั้งทางตรงและทางอ้อม) ถ้าเราไม่ทราบก็จะตามเขาไม่ทัน ซึ่งควรนำกลับมาปรับใช้กับโครงการของเราได้เยอะทีเดียว ไม่อย่างนั้นก็ไม่สามารถยกระดับโครงการอสังหาริมทรัพย์ของเราได้
“การนำไลฟ์สไตล์เข้ามาผสมผสมกับการพัฒนาธุรกิจของเรา จึงมีส่วนสำคัญ เพราะผู้นำที่จะพาองค์กรเจริญก้าวหน้าได้ จะต้องขยายวิสัยทัศน์ให้กว้างไกล ไม่ยึดติดกับอดีต และสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ของโลกได้ ก็จะทำให้ธุรกิจนั้นเติบโตไปได้อย่างยั่งยืนครับ”