ปล่อยใจให้ Flow… ปีที่ท้าทายชีวิตของ แพม ประนัปดา พรประภา
คนทั่วไปมองว่าเธอคือ Working Woman ที่เหมือนชีวิตมีครบทุกอย่าง แต่
ความจริงชีวิตของคุณแพม- ประนัปดา พรประภา ผู้บริหารอาณาจักรสยามกลการ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทสยามดนตรียามาฮ่า จำกัด และผู้ก่อตั้ง Dragonfly 360 ก็เคยเจอช่วงเวลาที่โดดเดี่ยว และยังต้องการคนที่เข้าใจ ให้ความช่วยเหลือ‘
หากมองอีกด้าน นี่อาจกลายเป็นภาพที่สังคมตีกรอบว่าชีวิตเธอคงมีแต่เรื่องสมบูรณ์แบบเท่านั้น ตรงข้ามกับความจริงของธรรมชาติที่ชีวิตมนุษย์ทุกคนล้วนมีทั้งเรื่องสมหวังและไม่ได้ดั่งใจ และปีนี้อุปสรรคต่าง ๆ ที่เข้ามาได้สอนให้เธอปล่อยว่าง หลุดจากกรอบที่สร้างให้ตัวเอง ถ้าเปรียบกับ Dragonfly เธอก็คือแมลงปอที่กำลังเติบโต
ทราบว่าปีนี้ Dragonfly Summit จัดขึ้นเป็นครั้ง ที่ 3 เล่าถึงคอนเซ็ปต์ให้ฟังหน่อยค่ะ
“เท้าความก่อนว่าในปี 2019 เป็นปีแรกที่จัดงาน เราใช้คอนเซ็ปต์ Wo-Men สร้างความเท่าเทียมให้ผู้หญิง ส่วนปีที่แล้วเราทำธีม Heal หมายถึงการเยียวยา จึงคิดว่าไหน ๆ ฮีลจิตใจกันไปแล้ว ปีนี้มาทำเรื่อง Flow หรือการปล่อยชีวิตให้ลื่นไหลดีกว่า ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 27 – 28 กันยายน ณ พารากอนฮอลล์ สยามพารากอน กรุงเทพฯนี้ค่ะ

วิทยากรปีนี้มีใครน่าสนใจบ้างคะ
“เยอะเลยค่ะ เช่น Mo Gawdat เขาคืออดีต Chief Business Officer Moonshot ของ
Google เขียนหนังสือเรื่อง Solve for Happy แพมรู้จักเขาเมื่อ 9 ปีที่แล้ว ซึ่งเขาเสียลูกชายวัย 21 ปี ไม่ใช่ธรรมชาติที่พ่อแม่จะเสียลูกก่อน จึงทำมิชชั่นว่าหลังลูกจากไป เขาจะมีความสุขได้อย่างไร แล้วค้นหาวิธีที่ช่วยให้ชีวิตมีความสุขอีกครั้ง
“อีกคนคือ Matthew Walker ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนและ นักเขียนหนังสือชื่อดัง Why We Sleep (เล่มแปลภาษาไทยในชื่อ นอนเปลี่ยนชีวิต) แพมสนใจท่านนี้มาก เพราะในฐานะ ที่ตัวเองนอนยาก อยากฟังว่าเขามีวิธีจัดลำดับความสำคัญให้นอนดีขึ้นได้อย่างไร
วิทยากรที่เชิญมาระดับโลกทั้งนั้น ติดต่อยากไหม
“แพมคิดว่าไม่ยากเลย ถ้าเขามีความตั้งใจเดียวกันกับเรา เพราะมีสปีกเกอร์บางท่านที่เราเคยชวนแล้วเขาปฏิเสธ เราก็ไม่ตื้อ สิ่งที่ยากกว่าคืองานของเราจัดแค่ปีละ 2 วัน มีทั้งการพูด แสดงดนตรี เวิร์กช็อป และต้องให้ผู้เข้าร่วมงาน 2,000 คนต้องทำกิจกรรมพร้อมกัน จะทำอย่างไรให้เขาได้พลังงานกลับไป ซึ่งไม่ง่าย เพราะฉะนั้นแม้จะเป็นงานสองวัน แต่เราก็วางแผนกันเป็นปี”
ทราบว่าปีนี้มาในคอนเซปต์ Flow
“ใช่ค่ะ เราจะแบ่งแกนหลักของงานเป็นสองด้าน คือ
Wellbeing การมีสุขภาพจิตที่ดี กับ Leadwell หรือการเป็นผู้นำที่ดี สาเหตุที่แพมอยากทำธีมนี้เพราะสภาวะเศรษฐกิจที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ในฐานะที่เป็นผู้นำบางครั้งเราคิดว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ แต่ยิ่งคอนโทรลยิ่งกดดัน และแพมได้พิสูจนแล้วว่าหากเรายอมปล่อยบ้าง ชีวิตจะยิ่งโฟลว์
“ที่จริงคำว่า Flow มีหลายความหมายนะคะ หนึ่ง คือปล่อยไปตามสถานการณ์ ไม่ไปฝืน แค่ยอมรับและปรับตัวให้ได้ สอง คือการอยู่ในภาวะไหลลื่นเมื่อกำลังโฟกัสกับบางสิ่งบางอย่างจนลืมเรื่องอื่น ๆ สาม โฟลว์ยังเกี่ยวข้องกับธรรมชาติ แพมสังเกตว่าเมื่อเรามองธรรมชาติ เราจะเห็นความโฟลว์บางอย่าง เช่น แม่น้ำที่ไหลไปเรื่อยๆ หรือใบไม้ที่พัดไปตามลม ที่จริงธรรมชาติสอนเราเกี่ยวกับการเป็นอิสระและปล่อยวางเยอะ เพียงแต่ในฐานะมนุษย์ เราชอบตั้งกฎเกณฑ์ให้ตัวเอง”

เคยตั้งกฎเกณฑ์ให้ตัวเองไหมคะ
“เคยค่ะ ในฐานะซีอีโอแพมชอบควบคุมทุกอย่าง (หัวเราะ) จะบอกว่าเป็น Control Freak ก็ได้ คือจะลงรายละเอียดยิบมาก เวลาสั่งงานเหมือนยิงจรวด แต่กลายเป็นว่าวิธีนี้ทำงานเหนื่อย เพราะต้องคุมเองทุกอย่างและก็ชินกับความคิดที่ว่า ถ้างานชิ้นไหนทำเองได้ก็จะทำ เพราะเร็วและคล่องกว่า กลายเป็นเรายิ่งเหนื่อย แถมไม่ได้ส่งเสริมศักยภาพหรือมอบอำนาจการตัดสินใจให้พนักงานด้วย ทำให้ทีมตัดสินใจไม่เป็น รวมแล้ววิธีการทำงานแบบนี้ไม่ได้ทำให้ชีวิตของเราและคนอื่นง่ายขึ้น จึงเริ่มเรียนรู้ว่าถอยบ้างก็ได้ ปล่อยให้คนอื่นลุยบ้าง ถึงแม้ผลลัพธ์อาจจะไม่ได้อย่างที่ต้องการร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ทีมจะเก่งขึ้น แล้วเราก็เหนื่อยน้อยลง”
เป็นเรื่องท้าทายสำหรับผู้บริหารเหมือนกันนะคะที่ต้องถ่ายเทอำนาจและไม่สามารถคาดเดาผลลัพธ์ได้เลย
“ใช่ค่ะ ท้าทายมากที่ต้องให้คนอื่นตัดสินใจเอง แม้แต่ในฐานะแม่ก็เช่นเดียว เรามักไม่อยากเห็นลูกพลาด แต่ก็รู้ว่าต้องปล่อย เพราะหนึ่งในวิธีที่เขาจะเรียนรู้ได้ คือเรียนรู้จากความผิด การทดลองคือหนทางเดียวเท่านั้น
“กับชีวิตตัวเองก็เหมือนกัน ตลอดชีวิตการทำงานแพมเจออุปสรรคมาเยอะ แต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาแพมเจอเรื่องยากที่สุด จนลังเลว่าจะจัดงาน Dragonfly ดีไหมเพราะสภาพจิตใจแย่มาก ไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น จึงตัดสินใจโทร.หาซินดี้ (สิรินยา บิชอพ) กับวู้ดดี้ (วุฒิธร มิลินทจินดา) ซึ่งเป็นผู้ร่วมจัดงานว่า ‘ปีนี้เราขอไม่ทำนะ’ ทั้งสองคนตอบกลับมาว่า ‘ไม่ พวกเราจะทำ แต่ยูน่ะไม่ต้องทำ’ แต่ในฐานะ Founder ที่ชอบควบคุมทุกอย่าง ก็คิดในใจว่าเราปล่อยได้เหรอ แต่เราไม่ไหวจริงๆ สุดท้ายจึงยอมปล่อยและพักไปเลยหนึ่งเดือนเต็ม ๆ”
การตัดสินใจปล่อยในครั้งนั้นส่งผลอย่างไรคะ
“เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นในชีวิตเลยค่ะ เพราะเมื่อชีวิตแย่ ทุกอย่างพัง ทุกคนลุกขึ้นมาจัดการทุกอย่างแทน ไม่ใช่แค่ Dragonfly แต่ยังรวมถึงทุกบริษัทที่แพมดูแล อย่างชินดี้กับวู้ดดี้ก็มีความรู้สึกเป็นเจ้าของงานมากขึ้น หรือในส่วนของ ธุรกิจ ทีมก็เก่งขึ้น ตัดสิ้นใจเองได้ เมื่อแพมกลับไปทำงาน งานของเราก็น้อยลง มีเวลาพักมากขึ้น
“แพมได้เรียนรู้ว่าอุปสรรคครั้งนั้นไม่ได้หมายถึงล้มเหลว แต่คือบทเรียนที่ทำให้เติบโต ทั้งยังทำให้คนอื่นเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแพม แต่ก่อนคนมักคิดว่าแพมเป็น Strong Working Woman ที่ไม่ต้องการความช่วยเหลือ ชีวิตมีครบทุกอย่าง ซึ่งค่อนข้างว้าเหว่นะคะ เพราะทุกคนพึ่งแพมตลอดเวลา เหมือนเราไม่ได้รับอนุญาตให้ทำผิด แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ทุกคนหันมาช่วยแพม เขาเข้าใจว่าเราก็ต้องการความช่วยเหลือ ทุกคนเริ่มมองเห็นว่าแพมคือมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องมีทั้งการให้และรับ
“ก่อนหน้านี้แพมเคยคิดว่าตัวเองพลาด แต่ทุกวันนี้รู้แล้วว่าไม่ใช่ มันคือของขวัญจากพระเจ้าที่ทำให้แพมโตขึ้น และได้เรียนรู้ว่าควรทิ้งในสิ่งที่ไม่ตอบโจทย์ชีวิต แพมคิดว่าหลายคนก็คงติดอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ แต่เขาไม่โชคดีพอที่จะก้าวออกมาได้ ไม่ว่าจะจากสถานการณ์การเงินหรือชีวิตคู่ แต่แพม รู้สึกว่าตัวเองยังโชคดีที่หลุดพ้นออกมาได้
“เพราะฉะนั้นโปรเจกต์ Dragonfly ในปีนี้ที่เล่าถึงเรื่อง Flow ส่วนหนึ่ง ก็มาจากเรื่องราวของตัวเองด้วย มันจึงทรงพลังมาก เพราะให้ใจกับงานนี้จริงๆ”
จุดเริ่มต้นที่ทำโปรเจกต์ Dragonfly คืออะไรคะ
“จุดประสงค์แรกของ Dragonfly คือแพมอยากส่งเสริมศักยภาพของผู้หญิงให้มีความเท่าเทียมในทุก ๆ ด้าน หากย้อนไปวัยเด็ก แพมเติบโตมาในครอบครัวที่มีแต่ผู้ชาย โตมากับการเล่นแข่งรถ ฟันดาบ ชินกับการเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ต้องเล่นรถแข่งแทนแต่งตัวบาร์บี้ บวกกับที่บ้านทำธุรกิจที่เป็นผู้ชายมากๆ
“กระทั่งมีอยู่ปีหนึ่งแพมย้ายไปอยู่นิวยอร์ก และได้มีโอกาสไปงานสัมมนา
Women in the World ที่พูดถึงเรื่องพลังของผู้หญิง ซึ่งช่วยเปิดโลกหลาย ๆ อย่าง รู้สึกว่าทำไมในเอเชียไม่มีใครพูดเรื่องเหล่านี้บ้าง พอกลับมาเมืองไทย ตอนนั้นเริ่มมีคนทำโปรเจกต์รณรงค์เกี่ยวกับสิทธิสตรีแล้ว บวกกับได้เจอรุ่นน้องที่มีความเจ็บปวดจากความไม่เท่าเทียมมาด้วย ก็คิดว่าตัวเรามีความสามารถ มีเครือข่าย น่าจะช่วยเหลือผู้หญิงได้ จึงเป็นที่มาของDragonflyโดยใช้แมลงปอเป็นสัญลักษณ์เพราะเป็นเครื่องหมายของการเปลี่ยนแปลงและเติบโต เราเชิญสปีกเกอร์ผู้หญิงชื่อดังมาพูดถึงความเท่าเทียมและเปิดขายบัตรให้กับผู้ที่สนใจ ซึ่งได้รับฟิดแบ็กค่อนข้างดี เพราะลึก ๆ ผู้หญิงเอเชียก็รู้สึกถึงความไม่เท่าเทียม แต่อาจเพราะที่ผ่านมาเสียงของเราไม่ดังเท่าไร เมื่อได้จัดงานสัมมนาในพื้นที่ที่ปลอดภัย ทุกคนจึงเปล่งเสียง ตัวเองได้”
ฟีดแบ็กเป็นอย่างไรคะ
“มีทั้งเศร้าและดีค่ะ อย่างเรื่องที่อ่านแล้วรู้สึกเศร้าคือเมื่อ 5 ปีที่แล้ว มีผู้หญิงอายุ 25 เขียนมาหาแพมว่าเขาว่ายน้ำไม่ได้ เพราะพ่อแม่ไม่อยากให้ผิวเสีย ฟังแล้วรู้สึกว่าปัญหาที่ผู้หญิงเคยเผชิญเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ทำไมปัจจุบันถึงยังมีอยู่นะ แปลว่าการเปลี่ยนแปลงค่านิยมหรือแนวคิดในสังคมไทยเราเปลี่ยนช้ามาก ส่วนในแง่กำลังใจก็มี มีคนญี่ปุ่นเขียนมาบอกว่าขอบคุณที่จัดงานนี้นะ เพราะนี่คือ สิ่งที่เขาต้องการจริง ๆ
“แพมรู้สึกว่าสังคมไทยอาจคิดว่าให้โอกาสผู้หญิงเยอะแล้ว แต่ถ้าเจาะลึกจริง ๆ ก็ยังไม่ใช่ ช่วงโควิดที่ผ่านมาผู้หญิงเบิร์นเอ้าต์กันเยอะมากนะคะ เพราะหน้าที่การเลี้ยงลูก ทำงานบ้าน ออกไปทำงาน ยังตกเป็นของผู้หญิงทั้งหมด ไม่ได้มีการแบ่งความรับผิดชอบ แพมยอมรับว่าผู้หญิงไทยเก่งมาก แต่แค่เพราะเราเก่งไม่ได้หมายความว่าเราต้องทำทุกอย่าง”
จากปีแรกที่ Dragonfly จัดเพื่อความเท่าเที่ยมของผู้หญิง ทราบมาว่าปีนี้มีการรีแบรนด์ใหม่
“ใช่ค่ะ ปีนี้เราเปลี่ยนมาเป็นเพื่อคนทุกคน แพมรู้สึกว่าถ้าเราสอนแต่ผู้หญิงอย่างเดียว ไม่ได้ให้ความรู้ผู้ชายด้วย กลายเป็นเราต้องสู้อยู่ฝั่งเดียว ซึ่งเราจะเหนื่อยมาก จึงรีแบรนด์ใหม่ว่าอยากเข้าใจความเท่าเทียมซึ่งเป็นเรื่องของมนุษย์ทุกคน เพราะฉะนั้นภายใต้ธีม Flow เรามีแกนหลักอย่างคำว่า Leadwell คือทำตัวเองให้เป็นผู้นำที่ดีก่อนทั้งร่างกายและจิตใจ จึงจะเป็นผู้นำคนอื่นได้ ซึ่งเราพบว่า ผู้ชายสนใจงานนี้มากกว่าที่คิดนะคะ จำได้ว่าตอนจัดงานปีแรกสปอนเซอร์ที่มาร่วมเป็นองค์กรของผู้ชายไปแล้ว 99 เปอร์เซ็นต์ ก็คิดว่าเขาคงต้องการรู้เรื่องเหล่านี้ด้วยเช่นกัน
“แพมคิดว่าโลกทุกวันนี้เปลี่ยนไปเร็วมาก คนเบิร์นเอ๊าต์เยอะขึ้น เพราะเราเชื่อมต่อกับโซเชียลตลอดเวลา เมื่อก่อนเลิกงาน 5 โมงเย็น กลับบ้านพักผ่อนแต่ตอนนี้ไม่มีคำว่าหยุดWork-Life No Balance กลายเป็นเทรนด์ของยุคนี้ห้ามหยุด ห้ามพัก ไม่อย่างนั้นคุณจะพลาดโอกาส เราไม่สนใจสุขภาพ เราสนแค่ Productivity มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ป่วย ซึ่งอันตรายนะ แพมจึงอยากให้ผู้บริหารเห็นความสำคัญของการพัก
“ถ้าให้เปรียบเทียบกับรถยนต์ รถทุกค้นต้องหยุดวิ่งและเติมน้ำมัน และหากวิ่งเร็วเกินไปเครื่องยนต์จะร้อนมาก เพราะฉะนั้นธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตทุกอย่างบนโลกใบนี้ต้องพัก เมื่อได้หยุด Productivity จะสูงกว่าเดิม ซึ่งเรื่องนี้แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน ถ้าเป็นเด็กไฟแรงอาจมีกำลังสั้นเหลือ ขยันมาก แต่เรา ก็ต้องสร้างเครื่องมือให้เขารู้ว่าคุณต้องพัก“

ยังเป็นเรื่องที่ท้าทายในเมืองไทยนะคะ เพราะหลายองค์กรชินกับการทำงานเกินเวลาหรือทำงานในวันหยุด
“นี่คือสิ่งที่ผู้บริหารต้องถามตัวเองว่าแล้วพนักงานมี Productivity หรือเปล่า ส่วนตัวแพมพยายามใช้ Work-Life Balance กับพนักงานตลอดเวลา เช่น หากประชุมครบ 1 ชั่วโมง แพมต้องขอให้ทุกคนลุกขึ้นมาขยับร่างกาย หรือช่วงพักเที่ยง ที่สยามกลการจะปิดแอร์ เพื่อให้คนออกไปกินอาหารข้างนอก พอถึง 17.00 น. เราปิดไฟแล้ว เพื่อให้ทุกคนกลับบ้าน แพมคิดว่าสุขภาพมาก่อนเรื่องอื่น เพราะถ้าเราป่วยก็เท่ากับเสียวันทำงานไปแล้ว 5 วัน ขณะเดียวกันน้อยครั้งมากที่จะมีงาน ด่วนจริง ๆ ทุกอย่างสามารถรอถึงพรุ่งนี้ได้
“แพมเห็นตัวอย่างเรื่องนี้จากคุณพ่อและน้องชาย ทุกคนตื่นเช้ามาก เวลาทำงานก็คือทำงาน พอถึง 5 โมงเย็นกลับบ้าน 3 ทุ่มครึ่งเข้านอนแล้ว ซึ่งการนอนสำคัญนะคะ ถ้านอนไม่มีคุณภาพแล้วยังต้องฝืนร่างกายทำงานตั้งแต่ 9 โมงเช้าจนถึง 3 ทุ่ม มนุษย์อดทนทำงานได้ค่ะ แต่คงเหมือนซาก สู้กลับไปพักจะดีกว่า”
คุณแพมเคยเบิร์นเอ๊าต์ไหมคะ
“เคยค่ะ แต่ก่อนแพมเป็น Workaholic ทำงานไม่หยุด Productivity จ๋ามาก คือเวลาทำงานก็ไปสุด ช่วงเริ่มทำงานใหม่ ๆ แพมทำทั้งที่สยามกลการและเริ่มธุรกิจแฟชั่นทำมัลติแบรนด์ร่วมกับเพื่อน ๆ รูทีนคือทำงานที่สยามกลการ 8.00 น. – 17.00 น. พอกลับถึงบ้านก็จะไปทำธุรกิจของตัวเองต่อตั้งแต่ 19.00 น. – 01.00 น. เพราะทำงานตามเวลาของนิวยอร์ก ใช้ชีวิตอย่างนี้ราว 5-6 ปี ตอนนั้นเราเด็กพอที่จะใช้ชีวิตแบบนั้นได้ แต่ก็แลกด้วยการเป็นโรคนอนไม่หลับ
“สาเหตุคือแพมทำงานหนักจนสมองไม่ได้หยุด เหมือนพื้นที่เก็บความทรงจำเต็ม จำอะไรไม่ค่อยได้ ส่งผลให้หลับไม่ลง ซึ่งทรมานที่สุด แต่ก่อนแพมติดยานอนหลับ พออยากจะเลิกก็พยายามหาทางรักษาทุกวิถีทาง แต่ไม่หาย ตัดสินใจ หักดิบด้วยการเลิกกินยาเด็ดขาด ซึ่งหมอเคยเตือนว่าไม่ดีต่อร่างกาย ควรจะค่อย ๆ ถอน แต่เพราะดื้อจึงไม่ฟัง ซึ่งการหักดิบเป็นช่วงที่ลำบากที่สุดในชีวิต เหมือนจะตายเลยค่ะ ใจสั่น กินอะไรไม่ลง ซึมเศร้า ผ่านไปสองอาทิตย์เหมือนร่างกายได้ดีท็อกซ์ครั้งใหญ่ เริ่มหลับได้โดยไม่ต้องพึ่งยา และอีกวิธีที่ช่วยให้นอนดีขึ้นคือการนั่งสมาธิ เป็นวิธีบริสุทธิ์ที่สุดในการเยียวยาตัวเอง เพราะเกิดจากเราเองล้วน ๆไม่ต้องให้ใครช่วย ไม่ต้องกินยา ที่สำคัญฟรีด้วยค่ะ (หัวเราะ)
“นอกจากนั่งสมาธิ เวลาพักผ่อนก็พยายามพักจริง ๆ อย่างทริปล่าสุดไปเที่ยวกาลาปากอสกับลูกชาย (น้องภาโรห์ พรประภา) ก็พกคอมพิวเตอร์ไป แต่แพม ตัดสินใจไม่เปิดคอมเลย ซึ่งดีมาก พอกลับมาทำงานทุกคนทักว่าหน้าตาสดใสขึ้นคงเป็นเพราะได้เบรกจริง ๆ แถม Productivity พลุ่งพล่านมาก”

ทริปนี้เปลี่ยนวิธีคิดอย่างไรคะ
“สุดๆ หนึ่ง เราไม่ได้เที่ยวเมือง เพราะฉะนั้นไม่ได้กินหรูอยู่สบาย สอง กิจกรรมที่ทำแอดเวนเจอร์มาก เป็นครั้งแรกในชีวิตที่แพมดำน้ำเย็นลึก 20 เมตร ซึ่งแพมเกลียดความเย็น ทักษะดำน้ำก็แย่มาก ดำลงไปเกือบตาย เสร็จจากผจญภัยที่กาลาปากอสต้องไปปืนเขาที่เปรู ซึ่งก่อนหน้าจะออกเดินทางนิ้วก้อยที่เท้าแพมหักมาเดือนกว่า แต่เราวางแผนทริปนี้มานานมาก ไม่อยากเปลี่ยนแพลน ก็อดทนยอมเดินขึ้นเขาสูง 3,200 เมตร หายใจก็ลำบาก นิ้วก้อยก็หัก ที่สำคัญคือก่อนปีนเขาเจ้าหน้าที่ให้แพมกินยากันอาการแพ้ความสูง แต่กลายเป็นแพ้ยา ผื่นขึ้นทั้งตัว ผลข้างเคียงคือนอนไม่หลับ ตลอดทริปนั้นแพมได้นอนคืนละ 2 ชั่วโมงเท่านั้น แต่ต้องฝืนปีนเขาวันละ 8 ชั่วโมง แต่ท้ายสุดแล้วแพมก็ผ่านมาได้ทุกอย่าง
“ทริปนี้จึงเปลี่ยนความคิดในมุมที่ว่าบางครั้งมนุษย์จำกัดชีวิตตัวเองมากเกินไป ถ้าแพมมัวจำกัดตัวเองว่าเกลียดน้ำเย็น ไม่ดำหรอก หรือนิ้วก้อยเจ็บ ปืนเขาไม่ได้หรอก เราจะทำอะไรไม่ได้เลยค่ะ และความกลัวไม่ได้ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น อีกเรื่องคือถ้ารู้ว่าไม่ชอบอะไรจริงๆ เราปฏิเสธได้ อย่างทริปนี้แพมได้รู้ตัวแล้วว่า ตัวเองไม่ชอบการดำน้ำเลย เพราะฉะนั้นครังหน้าคงผ่านแล้วละ อะไรไม่อยากทำไม่ต้องฝืนก็ได้”
หัดเชย์โนกับเรื่องอื่นๆ ในชีวิตด้วยไหมคะ
“ด้วยค่ะ ทุกวันนี้ถ้าต้องอยู่กับคนที่ทำให้แพมไม่มีความสุข จะไม่เกรงใจเลย ที่จะขอปฏิเสธไม่ไปดินเนอร์หรือร่วมงานกับเขา แน่นอนว่าหลายครั้งเราต้องทำตามหน้าที่ แต่ถ้าไม่จำเป็น แพมจะไม่ใช้เวลากับสิ่งที่ไม่อยากทำ เพราะคิดว่าเวลาคือสิ่งมีค่า เริ่มรู้สึกถึงเรื่องนี้เพราะอายุเพิ่มขึ้น เรารู้ว่าทุกอย่างมีวันจบ ไม่มีอะไรคงอยู่ตลอดกาล บวกกับคนรอบข้างป่วยเยอะ เสียชีวิตไปแล้วก็มี เพราะฉะนั้น ชีวิตไม่แน่นอน เราอาจจะตายเมื่อไรก็ไม่รู้ จึงสำคัญมากว่าจะใช้เวลาไปกับใครและอะไร”
มีวิธีจัดการเวลาอย่างไร
“ทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงต่อวัน เพราะฉะนั้นเราไม่ควรใช้ให้แค่ผ่านไป แต่ต้องใช้อย่างมีคุณภาพ เช่น ถ้าแพมนั่งอยู่กับลูก แต่ใช้เวลาไถมือถือเป็นชั่วโมงอย่าไปนั่งตรงนั้น สู้วางมือถือลงแล้วใช้เวลา 10 นาทีคุยกับเขายังดีกว่า คุณภา ที่เราใช้ไปกับสิ่งต่าง ๆ สำคัญมาก และเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งว่าถ้าเราใส่ใจกับอะไร สิ่งนั้นจะเติบโต ส่วนสิ่งไหนที่เราไม่ให้เวลาก็จะเฉา
“เวลาที่ใช้ในขณะนี้ อันดับหนึ่งคือต้องดูแลตัวเอง ทั้งจิตใจและร่างกาย แพมออกกำลังกายทุกวัน พยายามออกไปอยู่กับธรรมชาติให้มากขึ้น แต่ก่อนให้ความสำคัญกับสิ่งอื่นก่อนตัวเองเสมอ แต่พอได้ทำโปรเจกต์ Dragonfly ก็พบว่าถ้าเราไม่โอเคคนรอบข้างจะเดือดร้อนหมด
“รองจากตัวเอง แพมให้ความสำคัญกับคุณพ่อคุณแม่ เพราะท่านอายุมากแล้วและท่านให้แพมมาเยอะเหลือเกิน สิ่งเดียวที่ท่านต้องการจากแพมคือเวลา ส่วน อีกคนสำคัญในชีวิตก็คือลูกชาย“
ความสุขในวันนี้คืออะไรคะ
“คือเรื่องเล็ก ๆ น้อยๆ เช่น กอดคุณพ่อคุณแม่ กอดลูก กอดหมา บางทีการได้อยู่คนเดียว ได้ฟังเพลงนาน ๆ หรือได้เห็นพระอาทิตย์ตก ซึ่งพระอาทิตย์ก็ตกอยู่ทุกวันนะ แต่ถ้าวันไหนใจเรานิ่งพอ เราจะเห็นความสวย เห็นสีรุ้งของพระอาทิตย์ ความสุขคือแค่นี้เลย ไม่จำเป็นต้องพิสดาร “ความสุขเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดในทุก ๆ วันค่ะ”
เรื่อง Fai
ภาพ อิทธิศักดิ์