มุกดา นรินทร์รักษ์

ไอโฟนเป็นเหตุ! เปิดเส้นทางนางเอก เจ้าแม่เรตติ้งของ มุกดา นรินทร์รักษ์

Alternative Textaccount_circle
event
มุกดา นรินทร์รักษ์
มุกดา นรินทร์รักษ์

มุกดา นรินทร์รักษ์ จากเด็กสาวที่ตัดสินใจร่วมประกวดเวทีมิสทีนไทยแลนด์เพราะอยากได้ไอโฟน! ใครจะคิดว่าที่สุดเธอจะได้โกอินเตอร์เป็นนางแบบอยู่ที่ญี่ปุ่นนาน 3 ปี ก่อนจะกลับมารั้งตำแหน่งนางเอกเจ้าแม่เรตติ้งคนใหม่ของช่อง 7

ไอโฟนเป็นเหตุ! เปิดเส้นทางนางเอก เจ้าแม่เรตติ้งของ มุกดา นรินทร์รักษ์

มุกดา นรินทร์รักษ์

ไอโฟนเป็นเหตุ

“มุกเกิดและโตที่ระนอง เป็นเด็กขี้อาย โลกส่วนตัวสูง ไม่ชอบเจอใคร แต่ก็ไม่ถึงขั้นเก็บตัว ยังทำกิจกรรมของโรงเรียนได้ ตอนนั้นเคยฝันอยากเป็นนางพยาบาล เพราะป่วยบ่อย ไม่ได้เป็นโรคร้ายแรงนะคะ แค่ร่างกายเหมือนจะเซ้นสิทีฟกับทุกสิ่ง โดนฝนนิดหน่อยก็ไข้ขึ้น เข้าโรงพยาบาลถี่จนชินกลิ่น จึงคิดตามประสาเด็กว่าถ้าทำงานอยู่โรงพยาบาลคงดี

“ที่บ้านเลี้ยงมุกแบบไม่ตามใจ อยากได้อะไรต้องขวนขวายทำเอง เพราะฉะนั้นกว่าจะขออะไรได้คือยากมาก ที่จำได้ไม่ลืมคือตอนเรียนป.6 มุกอยากได้ไอโฟน 4 แต่ตื๊อแม่เป็นสิบๆครั้งยังไงก็ไม่ใจอ่อน ผ่านมา 3 ปี มุกเรียน ม.2 ช่วงปิดเทอมมาพักที่กรุงเทพฯ พี่ชายพาไปเดินห้าง แล้วได้ใบปลิวประกวดรายการมิสทีนไทยแลนด์ ปี2011 พี่ชายไม่ชอบให้มุกอยู่นิ่ง ๆ จึงเชียร์ว่า ‘ไปประกวดสิ’

“ตอนแรกมุกปฏิเสธ คือชอบดูการประกวด แต่ไม่ได้อยากเป็นผู้แข่งขันแต่พี่ยังคะยั้นคะยอ สุดท้ายยกเรื่องโทรศัพท์ที่มุกอยากได้มากมาล่อเป็นของรางวัลบอกว่าถ้าชนะ จะซื้อไอโฟน 4 ให้ จึงตัดสินใจไปเพราะไอโฟน แค่นั้นเลยค่ะ
(หัวเราะ) แอบคิดเข้าข้างตัวเองว่าถ้ากล้าเข้าประกวด แม่ต้องเห็นใจที่เรามีความพยายาม ถึงไม่ชนะก็อาจจะได้โทรศัพท์เป็นรางวัลปลอบใจ

“ตอนอยู่ในกองประกวดมุกคิดอย่างเดียวว่าเมื่อไหร่จะเสร็จ เพราะอย่างที่บอกว่าโลกส่วนตัวสูง การอยู่รวมกับคนเยอะๆไม่ใช่สิ่งที่ถนัด อธิษฐานทุกวันว่าขอให้โดนคัดออก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ตั้งใจทำตามที่ครูฝึกสอนนะคะ
แค่ไม่เคยคิดถึงชัยชนะ สุดท้ายวันประกาศผลมุกได้ที่ 1 งงมาก กรรมการคงเห็นอะไรบางอย่างในตัวเรา ซึ่งต้องขอบคุณเวทีนี้นะคะ นอกจากโอกาสดีๆ ในชีวิตแล้ว ที่สุดแม่ยังยอมซื้อไอโฟนให้ด้วย” (หัวเราะ)

มุกดา นรินทร์รักษ์

โชคชะตาพาไปญี่ปุ่น

“พอจบจากเวทีมิสทีนไทยแลนด์ ตอนนั้นมุกเริ่มคิดว่าวงการบันเทิงอาจจะเหมาะกับเรา แต่ยังไม่รู้หรอกว่าจะได้งานอะไร เพราะมีโอกาสไปแคสติ้งที่ช่อง 7 แต่ไม่ผ่าน ด้วยหุ่นที่ยังอวบๆ พูดติดทองแดง แอ๊คติ้งไม่ดี อีกอย่างคือยังเด็กมาก จึงกลับไปเรียนตามปกติ กระทั่งปี2013 เอเจนซี่จากญี่ปุ่นติดต่อมาทางมิสทีนไทยแลนด์ อยากได้นางแบบคนไทยไปเดินเวทีโตเกียว รันเวย์ ปี2013 โดยเขาเดินทางมาคัดเลือกที่ไทย และมุกมีโอกาสไปแคสติ้งด้วย ตอนนั้นหุ่นดีขึ้นแล้ว ปรากฏว่าผ่าน จึงได้ไปเดินแบบที่โตเกียวรันเวย์

“ครั้งนั้นถือเป็นการเดินทางออกนอกประเทศครั้งแรกในชีวิต ตื่นเต้นมาก ความรู้สึกคือเหมือนไปเที่ยว แต่เรื่องจริงไม่ใช่เลย ต้องทำงานล้วนๆ ซึ่งมุกก็ตั้งใจเต็มที่ หลังจากนั้นเอเจนซี่ที่ญี่ปุ่นสนใจอยากร่วมงานกับมุก โดยให้ไปทำงาน
อยู่ที่นั่นจริงจัง มุกรีบคว้าโอกาสนั้นไว้ สำหรับเรื่องเรียน ตอนนั้นมุกเรียนอยู่ม.5 ที่โรงเรียนพิชัยรัตนาคาร ก็ตัดสินใจดร็อปไว้ เพราะไม่แน่ใจว่าจะไปนานเท่าไร แต่ปรากฏว่าอยู่ยาว จึงเลือกเรียนทางออนไลน์ตลอด 2 ปี แล้วกลับมาสอบเทียบจนได้วุฒิม.6 พอกลับมาเมืองไทยก็สอบเข้าคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยค่ะ

“ตอนอยู่ญี่ปุ่นมุกไม่เคยคิดถึงบ้านหรือร้องไห้เลย เพราะชอบอยู่คนเดียวอยู่แล้ว แต่ความยากคือเรื่องงานและการใช้ชีวิตที่นั่นในช่วงแรก อย่างเวลาไปแคสติ้ง เขาจะคัดจากรูปก่อนเจอตัวจริง ถ้ารูปผ่านก็จะพาไปเจอบรรณาธิการนิตยสารต่างๆ แล้วลุ้นอีกทีว่าเขาจะชอบเราหรือเปล่า ที่ญี่ปุ่นเขาชอบนางแบบแนวธรรมชาติ สบายๆ โชคดีที่ส่วนใหญ่ชอบมุก จึงได้เซ็นสัญญาเป็นนางแบบประจำของนิตยสาร Ray อยู่ 3 ปี ตอนแรกที่ไปอยู่มีล่ามคนไทยไปเป็นเพื่อน
1 สัปดาห์เพื่อสอนทุกอย่าง ทั้งวิธีขึ้นรถไฟฟ้า ขึ้นรถบัส ซื้อตั๋ว ช่วงนั้นชิล เพราะมีเพื่อน มารู้ซึ้งตอนที่พี่เขากลับ ยากทุกอย่างตั้งแต่ซื้อตั๋วรถไฟ เพราะภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ ภาษาอังกฤษก็ไม่แม่น ต้องคอยเปิดดิกภาษาญี่ปุ่นถาม บางที
ก็หลง ใช้เวลาสักพักกว่าจะปรับตัวได้

“แม้จะได้เซ็นสัญญาอยู่ยาว แต่การแคสติ้งแต่ละงานก็ยังยากอยู่ดี อาจต้องแคสติ้ง 30-40 ครั้งกว่าจะได้งาน 1 ชิ้น  เพราะที่นั่นมีนางแบบเยอะ ทั้งจากจีน บราซิล ฝรั่ง แล้วยังหน้าตาดีมาก ดีที่มุกเป็นนางแบบประจำนิตยสาร Ray ซึ่งเขาการันตีว่าได้ถ่ายงานทุกเดือน เฉลี่ยเดือนละ 5 งาน ถ้าพีคก็อยู่ที่ 10 งานจึงไม่ค่อยกดดันเรื่องเงิน ซึ่งการอยู่ญี่ปุ่นค่าใช้จ่ายสูง และมุกออกเองทั้งหมด ไม่อยากรบกวนที่บ้าน หนักหน่อยคือค่าที่พักเดือนละ 5 หมื่นบาท นอกนั้นเป็นค่ากินและใช้จ่าย พอได้เงินก้อนมาต้องรีบแบ่งเป็นค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเดินทาง แยกไว้ต่างหาก”

มุกดา นรินทร์รักษ์

เจ้าแม่เรียกเรตติ้ง

“มุกทำงานอยู่ที่ญี่ปุ่น 3 ปี ได้กลับมาเมืองไทยปีละครั้งเพื่อต่อวีซ่า จึงได้มีโอกาสไปแคสติ้งงานที่ช่อง 7 อยู่ 2 ครั้ง  ปรากฏว่า าผ่าน  ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้อยู่เมืองไทยถาวร ตอนแรกก็คิดเหมือนกันว่าถ้าอยู่ที่นี่เราจะรุ่งไหม คำตอบ
คือไม่รู้ แต่อยากลอง คือถ้ามุกอยู่ญี่ปุ่นต่อแล้วพัฒนาภาษา อาจมีโอกาสเติบโตได้งานดีๆ แต่อาจต้องใช้เวลา 7 – 10 ปีกว่าจะมีคนป้อนงานละครหรือได้ออกรายการทีวี แต่ถ้าอยู่เมืองไทย แม้ต้องเริ่มทุกอย่างใหม่ แต่คงง่ายกว่าที่ญี่ปุ่นมาก

“หลังจากเซ็นสัญญา 1 ปีก็ได้เล่นเรื่องแรก ขมิ้นกับปูน แล้วก็มี งานแสดงมาเรื่อยๆ จนมาดังเรื่องมธุรสโลกันตร์ และล่าสุดคือโซ่เวรีที่ฉายที่จีนด้วย ละครทุกเรื่องได้รับกระแสตอบรับดี ต้องขอบคุณตั้งแต่ผู้เขียนบทและทีมงานทุกคน  รวมถึงตัวเองด้วย เวลาแสดงละครมุกจะทำความเข้าใจบท แล้วปล่อยตัวเองไปตามความรู้สึกเต็มที่”

นางเอกโลกส่วนตัวสูง

“ทุกวันนี้มุกยังมีโลกส่วนตัวสูงอยู่นะคะ ถ้าช่วงไหนเหนื่อยหรือเครียดมากก็กลับไปอยู่ในโลกของตัวเอง คืออยู่นิ่งๆ  และจะทำสิ่งที่อยากทำเท่านั้น เช่น อยู่บ้านหรือถ้าอยากไปไหนก็ไปคนเดียว ปกติมุกจะหน้านิ่ง ไม่ค่อยยุ่งกับใคร พูดน้อยด้วยความหน้านิ่งจึงทำให้คนเข้าใจผิดง่ายมาก ทุกวันนี้ก็ยังมีหลายคนคิดว่ามุกดุหรือหยิ่ง บางคนเห็นเราแว่บแรกก็รู้สึกกลัว ซึ่งที่จริงมุกไม่ได้มีอะไร แค่หน้านิ่งเงียบๆ คุยไม่เก่ง บวกกับตาดูดุ จึงง่ายต่อการที่ใครจะเข้าใจผิด แต่ถ้าได้คุยกันความรู้สึกพวกนั้นจะหายไปค่ะ และที่ผ่านมามุกพยายามปรับตัวเยอะ เพราะเป็นบุคคลสาธารณะแล้ว ไม่ถึงขั้นเปลี่ยนตัวเองทั้งหมด แค่ยิ้มให้มากขึ้น

“ต้องขอบคุณแฟนคลับ ทีมงาน และคนรอบข้างที่เข้าใจมุกเสมอมาค่ะ”


ที่มา : นิตยสารแพรว ฉบับ 975

Praew Recommend

keyboard_arrow_up