คุณจ๋า- ธนนนท์ ชาญวีรกูล กับภารกิจจุดประกายพลัง ‘เพอรานากัน’
บุคคลสำคัญที่มีส่วนในการจุดประกายและขับเคลื่อนวัฒนธรรม ‘เพอรานากัน’ (Peranakan) ให้เป็นที่รู้จักจนเกิดกระแสความนิยมในวงกว้างคือ คุณจ๋า-ธนนนท์ ชาญวีรกูล สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของประเทศในยามนี้
แพรว ฉบับนี้ได้รับเกียรติจากคุณจ๋ามาร่วมถ่ายทอดเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมเพอรานากัน ด้วยการเป็นนางแบบกิตติมศักดิ์ขึ้นปกและถ่ายแฟชั่นเซตในเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับเพอรานากันเต็มรูปแบบ ซึ่งคุณจ๋าคอนเฟิร์มว่าเป็นครั้งแรกในชีวิต แถมยังให้เวลา แพรว ได้สัมภาษณ์พิเศษถึงความผูกพันกับวัฒนธรรมเพอรานากัน อย่างเป็นกันเอง….
อ่านจบแล้วหลายคนน่าจะอยากสมัครเข้า “ทีมแม่จ๋า” พร้อมสวมชุดเคบายา ประดับปินตงสักครั้งในชีวิตแน่นอนค่ะ

ถือเป็นครั้งแรกที่คุณจ๋าได้สวมชุดเคบายา (เครื่องแต่งกายพื้นเมืองของชาวเพอรานากันที่มีส่วนผสมของจีนและมลายู) อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อถ่ายทอดวัฒนธรรมการแต่งกายแบบเพอรานากันผ่านแฟชั่นเซตนี้กับ แพรว รู้สึกอย่างไรบ้างคะ
“รู้สึกเป็นเกียรติและดีใจมากค่ะ เพราะวัฒนธรรมเพอรานากันเป็นมรดกที่มีคุณค่าและมีเสน่ห์ เฉพาะตัวมาก ๆ จ๋าเชื่อว่าวัฒนธรรมคือเรื่องราวที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าไว้ด้วยกัน การได้มาถ่ายแฟชั่นเซตกับ แพรว ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การพรีเซนต์ความสวยงามของชุดเคบายาเท่านั้น แต่เป็นการส่งต่อประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานด้วย จ๋าหวังว่าภาพเซตนี้จะทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่า วัฒนธรรมเพอรานากันไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย แต่มีความร่วมสมัยและสามารถผสมผสานเข้ากับชีวิตประจำวันในทุกยุคได้อย่างงดงามและลงตัวที่สุด”

สำหรับการถ่ายแบบกับ แพรว วันนี้ ทราบว่าคุณจ๋าเตรียมเครื่องประดับส่วนตัวมาเองด้วย มีชิ้นไหนที่มีคุณค่าทางใจเป็นพิเศษไหมคะ
“สำหรับจ๋า เครื่องประดับของชาวเพอรานากันทุกชิ้นล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ชิ้นที่หยิบมาใช้แล้วทำให้นึกถึงครอบครัวตลอดก็คงเป็น ปินตั้ง (Bintang) เป็นเข็มกลัดหรือจี้ห้อยคอโบราณที่ไว้ใช้กลัดผ้าแทนกระดุมเสื้อ คํานี้ในภาษามลายูแปลว่า “ดวงดาว” จึงมักมีรูปทรงและลวดลายเป็นรูปดาวแปดแฉก สื่อถึงแสงสว่าง ความหวัง ความเจริญรุ่งเรือง และการนําทางชีวิต ไปในทิศทางที่ดี ทำให้เวลาติดปินตั้งบนชุดเคบายาจะยิ่งทำให้ดูสวยสง่า สะดุดตามากค่ะ
“ดังนั้นปินตั้งชิ้นส่วนตัวที่จ๋าเลือกมาใช้ถ่ายในแฟชั่นเซตนี้จึงมีความพิเศษและมีคุณค่าต่อใจมาก เพราะเป็นมรดกที่คุณแม่มอบไว้ให้ ปินตั้งชิ้นนี้จึงไม่ใช่แค่เครื่องประดับ แต่เป็นสิ่งที่แทนความรัก ความผูกพัน และสายใยของครอบครัวจ๋าค่ะ”

ถ้าต้องเลือกเครื่องประดับเพียงชิ้นเดียว เพื่อบอกเล่าความเป็นเพอรานากัน (Peranakan) ให้คนทั่วโลกได้รู้จัก คุณจ๋าจะเลือกชิ้นใหนและเพราะอะไรคะ
“เป็นคําถามที่ตอบยากมากค่ะ อย่างที่บอกว่าเครื่องประดับโบราณของชาวเพอรานากันมีความงดงามเฉพาะตัว ไม่ว่าจะ ปินตั้ง กอสัง กำไล ต่างหู ทุกลวดลายและงานฝีมือล้วนซ่อนภูมิปัญญาที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น
“ถ้าต้องเลือกจริง ๆ จ๋าเลือกชุดเคบายา (Kebaya) เพราะเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ ถือเป็นชิ้นไอคอนิกที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมเพอรานากันในหลายประเทศเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน รวมถึงภาคใต้ของไทย โดยเฉพาะระนอง ภูเก็ต พังงา กระบี่ ตรัง และสตูล ซึ่งตอนนี้ชุดเคบายาได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถือเป็นข้อพิสูจน์ว่า วัฒนธรรมของเราไม่ได้งดงามแค่ภายนอก แต่เปี่ยมด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และงานหัตถศิลป์ที่ผู้คนร่วมใจกันสืบสานมาจนปัจจุบัน
“สำหรับจ๋าในฐานะคนระนอง การที่ชุดเคบายาได้รับการยอมรับในระดับสากลครั้งนี้ ถือเป็นความภาคภูมิใจและเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่จะทำให้คนทั่วโลกได้หันมามองเสน่ห์ของเพอรานากัน พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจนี้ให้คนรุ่นใหม่ เพื่อร่วมกันสืบสานรากเหง้าของตัวเองต่อไปค่ะ”

มีความทรงจำอะไรเกี่ยวกับครอบครัวเพอรานากันของคุณจ๋าที่ยังอบอุ่นอยู่ในใจจนถึงวันนี้ไหมคะ
“ภาพถ่ายวันแต่งงานของคุณตาและคุณยาย (นายซุ่นอิ่ว นิลวิเชียร -นางสิวติ๋ว สวนช่วย) ค่ะ ในภาพทั้งสองท่านสวมชุดเคบายาเต็มรูปแบบ ตอนเด็ก ๆ จ๋ามองภาพนี้บ่อยมาก แม้ตอนนั้นอาจจะยังไม่เข้าใจความหมายลึกซึ้งของเครื่องแต่งกาย แต่ได้ซึมซับความงดงามนั้นไว้โดยไม่รู้ตัว จนเมื่อโตขึ้นจึงได้เรียนรู้ว่าทุกลวดลายบนผืนผ้า เครื่องประดับทุกชิ้น ตลอดจนอาหารการกิน แม้แต่ตึกเก่าสไตล์ชิโน-โปรตุกีสที่ชาวระนองช่วยกันอนุรักษ์ไว้ ล้วนสะท้อนรากเหง้าและประวัติศาสตร์อันยาวนานของชาวเพอรานากันทั้งสิ้น
“อีกสิ่งหนึ่งที่คุณตาคุณยายส่งต่อมา และหลานคนนี้ยังคงยึดมั่นมาตลอดคือ คำสอนเรื่อง ‘ความขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด อดทน และกตัญญู’ ทั้งหมดนี้หล่อหลอมจนกลายเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้จ๋าอยากเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์วัฒนธรรมเพอรานากันให้คงอยู่ตลอดไป และอยากให้เรื่องราวเหล่านี้ถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นใหม่ เพราะจ๋าเชื่อว่ามรดกทางวัฒนธรรมจะยังคงมีลมหายใจได้ก็ต่อเมื่อพวกเราคนรุ่นหลังรู้สึกภาคภูมิใจ พร้อมที่จะเรียนรู้ และส่งต่อเรื่องราวจากรุ่นสู่รุ่นอย่างไม่สิ้นสุด”

ในฐานะสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง คุณจ๋ามองเห็นโอกาสในการนำพาเสน่ห์ของวัฒนธรรมเพอรานากันให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างยิ่งขึ้นอย่างไรคะ
“จ๋าเชื่อว่าทุกอย่างต้องเริ่มต้นที่ตัวเราก่อนค่ะ อันดับแรก จ๋าพยายามนำเสน่ห์ของวัฒนธรรมเพอรานากันมาถ่ายทอดผ่านสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว อย่าง ร้านกาแฟของจ๋า JARISTAA (จาริสตาร์) ที่ชอยพหลโยธิน 43 ตั้งใจดีไซน์บรรยากาศร้านให้มีกลิ่นอายของสถาปัตยกรรมชิโน-โปรตุกีส ด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชน ให้คนที่แวะเวียนเข้ามาใช้บริการได้ซึมซับความงดงามนี้อย่างเป็นธรมชาติ เพราะบางครั้งการเรียนรู้วัฒนธรรมอาจไม่จำเป็นต้องเกิดจากการนั่งฟังบรรยายเสมอไป แต่เกิดจากประสบการณ์เล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันที่ผู้คนได้เข้ามาเห็น ได้สัมผัส และเริ่มตั้งคำถามด้วยตัวเอง จ๋ามองว่านี่คือวิธีการส่งต่อรากเหง้าวัฒนธรรมที่เรียบง่าย แต่มีพลัง
“สำหรับเป้าหมายในอนาคต จ๋าอยากเห็นวัฒนธรรมเพอรานากันของฝั่งอันดามันได้รับการยอมรับและเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ ถึงแม้ว่าในรายละเอียดของแต่ละจังหวัด ไม่ว่าจะเป็น ระนอง พังงา ภูก็ต กระบี่ ตรัง หรือสตูล จะมีความยูนีคที่ต่างกันไปบ้าง แต่ลึก ๆ แล้วพวกเราล้วนมีรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ และสายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมร่วมกันอย่างแน่นแฟ้น จ๋าจึงอยากเห็นการจับมือร่วมกันเป็นเครือข่ายเพอรานากันอันดามัน เพื่อช่วยกันอนุรักษ์ ถ่ายทอด และนำไปสู่การต่อยอดผ่านงานหัตถศิลป์ ดีไชน์ร่วมสมัย การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และที่สำคัญคือการเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ใด้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ เมื่อใดที่เราจับมือและผลักดันไปด้วยกัน ในภาพรวมวัฒนธรรมเพอรานากันฝั่งอันดามันก็จะแข็งแกร่งขึ้น จนสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับความภาคภูมิใจในชุมชนได้อย่างยั่งยืน”

ในยุคที่คนส่วนใหญ่อินไปกับกระแสอินเตอร์ คุณจ๋าคิดว่าอะไรคือกุญแจสำคัญที่จะทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่า ศิลปวัฒนธรรมไทยไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันคะ
“สิ่งสำคัญที่สุดคือ การทำให้วัฒนธรรมสามารถ ‘ใช้ได้จริง’ ในชีวิตประจำวันค่ะ เราไม่จำเป็นต้องลุกขึ้นมาสวมชุดไทยเต็มรูปแบบทุกวัน แต่สามารถสนุกกับการมิกซ์แอนด์แมตช์ หยิบองค์ประกอบต่าง ๆ มาปรับใช้ให้เข้ากับแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ยุคนี้ เช่น การนำเสื้อเคบายามาแมตช์กับกางเกงยีนส์ หรือการนำผ้าปาเต๊ะมาดีไซน์เป็นเสื้อ มินิเดรส หรือกระเป๋าเก๋ๆ
“อีกเรื่องที่ไม่อาจมองข้ามคือ การเล่าเรื่องหรือ Storytelling เพราะเมื่อคนรุ่นใหม่เข้าใจความหมายและที่มาของสิ่งที่เขากำลังสวมใส่ เขาจะรู้สึกผูกพันและภาคภูมิใจในไอเท็มชิ้นนั้นมากกว่าการมองว่าเป็นเพียงแฟชั่นหรือเครื่องประดับชิ้นหนึ่ง
“จ๋าเชื่อเสมอว่าทุกครั้งที่เราเลือกใช้ผ้าไทยหรือสนับสนุนผลิตภัณฑ์จากงานหัตถศิลป์ไทย เราไม่ได้แค่ซื้อสินค้าชิ้นหนึ่ง แต่เรากำลังสนับสนุนช่างฝีมือ รวมถึงครอบครัวและชุมชนที่ยังคงรักษาภูมิปัญญาอันล้ำค่านี้ไว้ด้วย เมื่อมีคนหันมาใช้กันอย่างแพร่หลาย ช่างฝีมือก็จะมีรายได้และมีพลังที่จะสร้างสรรค์ผลงานดี ๆ ต่อไปซึ่งจะทำให้คนรุ่นใหม่มองเห็นว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นสามารถนำมาประกอบอาชีพ สร้างมูลค่าและคุณค่าได้อย่างยั่งยืนจริงๆ

“นอกจากนี้จ๋ามองว่า อนาคตของานหัตถศิลป์ไทยไม่ใด้อยู่ที่การทำทุกอย่างให้เหมือนอดีตแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่อยู่ที่การรักษา ‘หัวใจและจิตวิญญาณ’ ของภูมิปัญญาเดิมไว้ แล้วกล้าที่จะต่อยอดเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนในปัจจุบัน เพราะเมื่อไรที่ศิลปวัฒนธรรมสามารถสร้างคุณค่าทั้งทางจิตใจ สังคม และขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ วัฒนธรรมนั้นจะไม่ได้เป็นเพียงมรดกตกทอดของคนรุ่นก่อนอีกต่อไป แต่จะหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งในไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง
“ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา จ๋าดีใจที่ได้เห็นการรื้อฟื้นวัฒนธรรมเพอรานากันในพื้นที่ฝั่งอันดามันอย่างจริงจัง โดยเฉพาะใน 6 จังหวัดที่มีรากฐานวัฒนธรรมเพอรานากัน ไม่ว่าจะระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล
“จึงอยากจะขอบคุณคนรุ่นใหม่ที่เริ่มกลับมาศึกษาประวัติศาสตร์ของตนเอง ภาคภูมิใจในรากเหง้า และนำวัฒนธรรมเหล่านี้กลับมาอยู่ในวิถีชีวิตอีกครั้ง”

ที่มา นิตยสารแพรว ฉ.1031 (ก.ย.-ต.ค.69)
เรื่อง : กิดานันท์ ภาพ: กฤตธี สไตลิสต์ : Unseen_Up สถานที่: Qulin Bangkok