โรคจอประสาทตาผิดปกติในทารกคลอดก่อนกำหนด

A Brighter Way Forward… Shaping the Future of Retinal Innovation

การมองเห็นของเด็กหนึ่งคน อาจเปลี่ยนอนาคตไปตลอดกาล

จากสถิติในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ทารกในประเทศไทยราว 1 ใน 1,000 ต้องเผชิญกับภาวะตาบอด และกว่า 2 ใน 3 ซึ่งมีสาเหตุมาจากโรคจอประสาทตาผิดปกติในทารกที่คลอดก่อนกำหนด

ทว่าด้วยการรักษาที่ทันสมัย ทั้งการเลเซอร์และใช้ยาต้านการสร้างหลอดเลือดผิดปกติในจอประสาทตา ทำให้เด็กๆ มีโอกาสรอดจากการตาบอดถาวร ต้นแบบการรักษานี้จึงถูกต่อยอดในระดับนานาชาติ

เบื้องหลังภารกิจคือ ทีมผู้เชี่ยวชาญระดับโลก นำโดย ศาสตราจารย์นีล เอ็ม. เบรสเลอร์ (Neil M. Bressler, M.D.) ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและศึกษาโรคจอตาขั้นสูงระดับนานาชาติ สถาบันจักษุวิทยาวิลเมอร์ มหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ (AIRRE)  อาจเรียกได้ว่าเขาคือ ‘Dr. Guardian ผู้พิทักษ์แสงแรก’ เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เขาอุทิศตนสร้างสรรค์นวัตกรรมขั้นสูงด้านการวิจัยและการศึกษาโรคจอประสาทตา

นับเป็นโอกาสดีที่โครงการนี้ ได้เข้ามาช่วยเหลือเด็กๆ ในเมืองไทย นำร่องที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์จูน คอง (June Kong, M.D., Ph.D.) รองผู้อำนวยการศูนย์ฯ ร่วมกับทีมจากโรงพยาบาลซินหัว เป็นหนึ่งในทีมสำคัญทำหน้าที่ผลักดันงานวิจัย องค์ความรู้ และนวัตกรรมด้านจอประสาทตา ร่วมกับคุณหมอในโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่

The Beginning of Preventing Blindness from ‘ROP’

ดร.เบรสเลอร์ เล่าถึงที่มาของโครงการนี้ว่า “ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ ได้ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก รวมถึงทีมจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้แก่ รศ.พญ.วรพร ชัยกิตมงคล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุวิทยา อนุสาขาจอประสาทตา น้ำวุ้นตา และต้อกระจก และ ผศ.พญ.อัจฉรียา วิวัฒน์วงศ์วนา หัวหน้าหน่วยจักษุวิทยาเด็กและตาเข ค้นพบว่า จากข้อมูลสำรวจในประเทศไทย ทารกราว 1 ใน 1,000 คนต้องเผชิญกับภาวะตาบอด ซึ่งสูงกว่าตัวเลขในอเมริกาเหนือและยุโรปถึง 5–10 เท่า และในจำนวนนี้ราว 2 ใน 3 มีสาเหตุมาจาก โรคจอประสาทตาผิดปกติในทารกเกิดก่อนกำหนด หรือที่เรียกว่า Retinopathy of Prematurity ย่อสั้นๆว่า ROP

“สาเหตุที่ทำให้เด็กๆ ตาบอด เกิดจากการที่หลอดเลือดบริเวณจอประสาทตาของทารกยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ ซึ่งอาจนำไปสู่การสร้างหลอดเลือดและเนื้อเยื่อพังผืดที่ผิดปกติ จนเกิดการดึงรั้งทำให้จอประสาทตาหลุดลอกจากผนังด้านหลังของดวงตาได้ การตรวจหาความผิดปกติดังกล่าวในผู้ใหญ่ทำได้ยากอยู่แล้ว เพราะต้องใช้เลนส์และการปรับแสงเฉพาะทาง ขณะที่การตรวจในทารกแรกเกิดมีความซับซ้อนและยากกว่านั้นมาก

“เราค้นพบว่าการตรวจหาโรคจอประสาทตาผิดปกติในทารกที่เกิดก่อนกำหนด จำเป็นต้องใช้กล้องถ่ายภาพจอประสาทตาแบบมุมกว้างสำหรับเด็ก เรียกว่า Wide-field Pediatric Retinal Camera สาเหตุที่ต้องใช้กล้องตัวนี้ เพราะแต่ก่อนจักษุแพทย์เคยตรวจการด้วยเลนส์ปกติ แต่ดวงตาของทารกเล็กมาก ทำให้มองข้ามความผิดปกติได้ง่าย อย่างบางเคส ช่วงแรกตรวจแล้วไม่พบความผิดปกติ แต่พอใช้กล้องตัวนี้ตรวจ เราจึงเห็นสัญญาณของโรค ทำให้วินิจฉัยได้แม่นยำขึ้นและยังดีต่อการติดตามผล เพราะมีภาพบันทึกไว้ใช้เปรียบเทียบกับครั้งก่อนๆ และเรายังสามารถใช้ภาพถ่ายเหล่านี้สอนหมอรุ่นหลังได้ด้วย เพราะปัจจุบันทั่วโลกยังมีผู้เชี่ยวชาญด้านจอประสาทตาเด็กน้อยมากมาก ระบบนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการลดอาการตาบอของเด็กทารกทั่วโลก”

โรคจอประสาทตาผิดปกติในทารกคลอดก่อนกำหนด

ศ.ดร.เบรสเลอร์ อธิบายภาพโรคจอประสาทตาผิดปกติให้ทารกที่เกิดก่อนกำหนด

Advancing Access to Sight-Saving Care

“ขณะที่ผมทำโครงการ ได้มีโอกาสพบกับ คุณเฉลิม อยู่วิทยา ซึ่งสนใจงานวิจัยที่เราทำมาก่อนหน้านี้ และเคยตั้งคำถามกับผมว่า ‘เราจะป้องกันการตาบอดในเด็กได้อย่างไรบ้าง’ จึงร่วมกันพัฒนาโครงการที่ชื่อว่า โครงการป้องกันการตาบอดในเด็กในประเทศไทย ผ่านมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ โดยเริ่มแนวคิดเมื่อ 4 ปีก่อน ที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ สาเหตุที่ต้องเป็นที่นี่ เพราะจุดเริ่มต้นของเรามาจากความร่วมมือกับนักวิจัยที่ทำงานร่วมกันมาอย่างยาวนานในโรงพยาบาลแห่งนี้ และมีข้อตกลงระหว่างสถาบันอยู่แล้ว หลังจากนั้นเราก็ได้เริ่มดำเนินโครงการในอีก 1 ปีถัดมา

“เนื่องด้วยโรงพยาบาลส่วนใหญ่ในประเทศไทยยังขาดแคลนกล้องถ่ายภาพจอประสาทตาแบบมุมกว้างสำหรับเด็ก เนื่องจากมีราคาสูงกว่า 125,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4.5 ล้านบาท ปัจจุบันมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีอุปกรณ์ดังกล่าว 1 เครื่อง โดยได้รับการสนับสนุนจากคุณเฉลิม ซึ่งขณะนี้ทั่วประเทศไทยมีไม่ถึง 10 เครื่อง

ศ.ดร.เบรสเลอร์ อธิบายวิธีการทำงานของกล้องถ่ายภาพ ซึ่งในภาคเหนือมีเพียงเครื่องเดียวเท่านั้น

A Turning Point in Thailand

ดร.เบรสเลอร์เสริมว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เมื่อเราเจอเด็กที่คลอดก่อนกำหนดในโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ เราก็จะขอความยินยอมจากผู้ปกครอง ว่ายินดีให้ทารกเข้าตรวจดวงตา เพื่อหาความผิดปกติได้หรือไม่ ซึ่งมากกว่า 99 เปอร์เซ็นต์ ให้ความยินยอม ในปีแรกพบว่ามีทารกเพียง 1 คนที่จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัด ขณะที่เด็กคนอื่นๆ ที่มีภาวะจอประสาทตาผิดปกติในทารกเกิดก่อนกำหนด สามารถรับการรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด แต่รักษาด้วยเลเซอร์หรือยาต้านปัจจัยการเจริญเติบโต ที่สามารถหยุดการดำเนินของโรคและป้องกันการตาบอดได้เกือบทุกกรณี เราจึงเชื่อว่าวิธีการตรวจด้วยกล้องมีศักยภาพที่จะลดอัตราการตาบอดได้อย่างน้อย 50 เปอร์เซ็นต์ และอาจสูงถึง 80 เปอร์เซ็นต์ หากสามารถขยายโครงการไปยังพื้นที่อื่นๆ ได้

ผศ.พญ.อัจฉรียา ซึ่งเป็นผู้ดูแลโปรเจ็คต์นี้ได้เล่าให้ฟังว่า “สำหรับประเทศไทย ถือว่าโครงการประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยมีผู้เข้าร่วม 60 คน ภายในระยะเวลา 1 ปี ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นศูนย์รับส่งต่อผู้ป่วยขนาดใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ จึงมีผู้ป่วยจากโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วภูมิภาคเข้ามารับการรักษา โดยเกณฑ์ในการเข้าโครงการ ต้องเป็นกลุ่มเด็กที่เข้าข่ายจะเป็นทารกที่มีอายุครรภ์น้อยกว่าหรือเท่ากับ 30 สัปดาห์ น้ำหนักแรกเกิดน้อยกว่าหรือเท่ากับ 1,500 กรัม หรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น โรคปอด โรคหัวใจ หรือจำเป็นต้องได้รับออกซิเจนเป็นเวลานาน ซึ่งล้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคจอประสาทตาผิดปกติในทารกเกิดก่อนกำหนด”

ผศ.พญ.อัจฉรียา วิวัฒน์วงศ์วนา หัวหน้าหน่วยจักษุวิทยาเด็กและตาเข คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

The Challenges behind the Mission

สำหรับความท้าทายของโครงการนี้ ดร.จูน คอง กล่าวว่า “แน่นอนว่าการทำงานร่วมกันระหว่างประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ที่สำคัญกว่าคือบุคลากรที่ทุ่มเท เราต้องการหมอที่เก่งและขยัน และต้องการแรงสนับสนุนจากคนในพื้นที่ด้วย ทั้งหัวหน้าภาควิชา และคณบดี ซึ่งเราโชคดีมากที่มีสิ่งเหล่านี้ค่ะ” (ยิ้ม)

ผศ.พญ.อัจฉรียา เสริม “ทีมจะเก็บภาพจอประสาทตาของทารกและส่งต่อให้ทีมผู้เชี่ยวชาญจากจอห์นส์ ฮอปกินส์และเซี่ยงไฮ้ร่วมวิเคราะห์ ก่อนส่งผลกลับมายังประเทศไทย เพื่อให้เราสามารถวางแผนการติดตามและรักษาได้อย่างแม่นยำ เพราะในกรณีที่พบความผิดปกติ หากปล่อยให้ล่วงเลยเกิน 48 ชั่วโมงหลังผลตรวจ เด็กอาจมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียการมองเห็นและไม่สามารถรักษาให้กลับมาเห็นได้อีก ฉะนั้นความรวดเร็วในการวินิจฉัยและเข้าถึงการรักษาจึงเป็นหัวใจสำคัญของโครงการค่ะ

“เรื่องยากและท้าทายที่สุดคงยกให้การถ่ายภาพดวงตาของเด็กทารกค่ะ เนื่องจากทารกส่วนใหญ่คลอดก่อนกำหนดจึงมีขนาดตัวเล็ก และด้วยความเป็นเด็กเล็กจึงอยู่นิ่งได้ยาก การถ่ายภาพต้องใช้หัวกล้องแตะบริเวณกระจกตาเพื่อเก็บภาพจอประสาทตาแบบมุมกว้าง ซึ่งช่วยให้เห็นรายละเอียดได้ชัดเจนกว่า จึงต้องอาศัยความชำนาญมากและต้องใช้เครื่องมือช่วยถ่างตามาช่วย เพราะถ้าเก็บภาพไม่ชัดหรือไม่ครบ โดยเฉพาะบริเวณขอบจอประสาทตาซึ่งเป็นจุดที่รอยโรคมักเกิดขึ้น ก็ไม่สามารถประเมินโรคได้

ทีมคุณหมอจากคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมประชุม

From Local Success to Global Impact

ดร. จูน คอง ได้เล่าถึงผลสำเร็จของโครงการนี้ให้ฟังว่า “ความสำเร็จของโครงการในไทย ทำให้ผู้บริจาคที่ไม่เปิดเผยชื่อท่านหนึ่งชาวมาเลเซีย อยากนำโครงการนี้ไปช่วยเหลือเด็กๆ บนเกาะบอร์เนียวบ้าง ซึ่งบังเอิญว่า ก่อนหน้านี้เราได้รู้จักกับ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจอประสาทตา ชาวมาเลเซียคนหนึ่งชื่อว่า Wendy See  เธอเคยทำงานเป็นนักวิจัยทางคลินิกร่วมกับฉันและดร.เบรสเลอร์มาก่อน  ก่อนที่เธอจะกลับไปทำงานที่บอร์เนียวในฐานะหนึ่งในจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจอประสาทตา เมื่อมีผู้บริจาคที่ไม่เปิดเผยชื่อ ได้ติดต่อ ดร.เบลสเลอร์ เข้ามาเพื่อให้ช่วยดำเนินโครงการนี้ในประเทศมาเลเซีย เราจึงได้ทำงานร่วมกับ Wendy อีกครั้ง เกิดเป็นโครงการดูแลทารกเกิดก่อนกำหนดในหออภิบาลทารกแรกเกิดวิกฤต หรือ Neonatal Intensive Care Unit  เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งผลปรากฏว่าประสบผลสำเร็จมาก พวกเขาสามารถนำทารกเกิดก่อนกำหนดเข้าร่วมโครงการได้ราว 120 คน ผลจากการคัดกรองด้วยกล้อง ทำให้ไม่มีเด็กคนไหนต้องเข้ารับการผ่าตัดเลยค่ะ

“เมื่อคุณเฉลิมเห็นผลสำเร็จ จึงต้องการให้โมเดลนี้พัฒนาไปสู่ระบบที่ยั่งยืนและสามารถขยายการดูแลไปยังพื้นที่อื่นได้ คณบดีของจอห์นส์ ฮอปกินส์ จึงเสนอแนวคิดการจัดตั้ง ศูนย์ที่ได้รับทุนสนับสนุนถาวร (Endowed Center) เพื่อเป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนภารกิจดังกล่าว โดยคุณเฉลิมได้ให้การสนับสนุนการก่อตั้งศูนย์แห่งนี้เมื่อปีที่ผ่านมา โดยใช้ชื่อว่า The Yoovidhya Global AIRRE Center เพื่อสร้างเครือข่ายและสนับสนุนการจัดหาอุปกรณ์สำหรับขยายโครงการไปยังพื้นที่ต่างๆ โดยมีภารกิจครอบคลุมทั้งการพัฒนานวัตกรรมและงานวิจัยด้านจอประสาทตา ตลอดจนการศึกษาและพัฒนาบุคลากร เพื่อยกระดับการป้องกันและรักษาการสูญเสียการมองเห็นในระดับนานาชาติ

ศ.ดร.เบรสเลอร์ และ ผศ.จุน คอง ถ่ายภาพรวมกับทีมกลุ่มบริษัท สยาม ไวเนอรี่ และคุณหมอจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (จากซ้ายไปขวา คุณเจษฎาคมน์ ยงใจยุธ ผู้จัดการฝ่ายบริหารความรับผิดชอบต่อสังคม กลุ่มบริษัท สยาม ไวเนอรี่,  คุณวันชาติ บุญสม ผู้ช่วยผู้บริหารฝ่ายประชาสัมพันธ์ กลุ่มบริษัท สยาม ไวเนอรี่, ผศ. พญ.อัจฉรียา วิวัฒน์วงศ์วนา, อ.พญ.ธัญญลักษณ์ จิวนารมณ์ และ คุณธนิต บัวเขียว ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายและบริหารความเสี่ยง กลุ่มบริษัท สยาม ไวเนอรี่ )
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ จุน คอง รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและศึกษาโรคจอตาขั้นสูงระดับนานาชาติ สถาบันจักษุวิทยาวิลเมอร์ มหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ (AIRRE)  

A Story of Hope and Sight

เมื่อโอกาสในการมองเห็นต้องแข่งขันกับเวลา หนึ่งเคสจึงมีความหมายมากกว่าที่คิด ผศ.พญ.อัจฉรียา เล่าถึงเคสที่ยังอยู่ในความทรงจำให้ฟังว่า “หมอเคยได้รับเคสเด็กที่ถูกส่งตัวมาจากโรงพยาบาลในพื้นที่ห่างไกลของภาคเหนือตอนล่าง โดยเด็กมีภาวะโรคจอประสาทตาผิดปกติในทารกเกิดก่อนกำหนดค่อนข้างรุนแรง คุณพ่อรีบอุ้มลูกเดินทางมาโรงพยาบาลด้วยสีหน้าเคร่งเครียด และระหว่างการตรวจ คุณพ่อเล่าว่า ‘ลูกคนโตก็ตาบอดเหมือนกัน’ ตอนแรกคิดว่าอาจเป็นโรคทางพันธุกรรม แต่เมื่อซักประวัติเพิ่มเติมจึงพบว่าลูกคนโตและคนเล็กคลอดก่อนกำหนดทั้งคู่ และน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ดวงตาของเด็กผิดปกติ เรื่องบังเอิญคือ เมื่อ 9 ปีที่แล้ว คือ คุณพ่อก็เคยพาลูกคนโตมารักษากับหมอที่นี่ แต่ตอนนั้นคุณพ่อพามาโรงพยาบาลช้าเกินไป ทำให้จอประสาทตาของเด็กหลุดลอกจนไม่สามารถรักษาการมองเห็นไว้ได้

“ครั้งนี้เมื่อคุณพ่อนำน้องสาวที่อายุห่างกัน 9 ปีมาให้เราดูแล ทางทีมทุ่มเทอย่างเต็มที่ เราได้ยิงเลเซอร์อย่างเร่งด่วนในตาข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างได้รับทั้งเลเซอร์และการผ่าตัดในวันนั้นทันที ปัจจุบันน้องอายุประมาณ 1 ขวบแล้ว ยังมองเห็นได้ดี”

สำหรับขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการ ดร.เบรสเลอร์ กล่าวว่า “การวิจัยทุกโครงการต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ เพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพของเด็กและผู้ปกครอง เมื่อได้รับอนุมัติแล้ว ทีมแพทย์และพยาบาลจะพูดคุยกับผู้ปกครองถึงความเสี่ยงของโรคนี้ และอธิบายว่าโครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาระบบป้องกันการตาบอดที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น หากผู้ปกครองสนใจเข้าร่วม จะมีการลงนามในหนังสือยินยอมอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งอย่างที่ผมเล่าไปว่า มากกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ของผู้ปกครองให้ความยินยอมเข้าร่วมโครงการนี้”

อ.พญ.ธัญลักษณ์ จิวนารมณ์ หน่วยจักษุวิทยาเด็กและตาเข ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เสริมว่า “สำหรับผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล จะใช้สิทธิการรักษาตามปกติ ไม่ว่าจะเป็นบัตรทอง ประกันสังคม หรือสิทธิข้าราชการ ส่วนการตรวจด้วยเครื่องมือดังกล่าวในปัจจุบันยังอยู่ภายใต้โครงการวิจัย จึงไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับผู้เข้าร่วม เพราะอยู่ในงบประมาณการวิจัย ขณะที่ในระบบการรักษาปกติ สวัสดิการรัฐหรือประกันต่างๆ จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการอ่านผลภาพถ่าย ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมเล็กน้อยในลักษณะเดียวกับการอ่านผล X-ray หรือ MRI ค่ะ”

บรรยากาศเลคเชอร์ของดร.เบรสเลอร์ กับทีมคุณหมอและนักศึกษาแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เกี่ยวกับโรค ROP

Expanding the Vision

ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและศึกษาโรคจอตาขั้นสูงระดับนานาชาติ ดร.เบรสเลอร์ มองว่าในอนาคต ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการป้องกันการตาบอดในเด็กทั่วโลก

 “การวินิจฉัยโรคทางตาส่วนใหญ่ ทั้งในผู้ใหญ่และทารก ล้วนต้องอาศัยภาพถ่ายและการวิเคราะห์โดยผู้เชี่ยวชาญ หากเราสามารถนำภาพถ่ายจำนวนหลายแสนภาพมาใช้ฝึก AI ให้เรียนรู้รูปแบบของโรคได้ ก็จะช่วยให้ทารกที่อยู่ห่างไกลโรงพยาบาลและขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญ สามารถเข้าถึงการวินิจฉัยได้มากขึ้น เราอาจไม่จำเป็นต้องส่งภาพไปยังศูนย์กลางเพื่อรอการวิเคราะห์ แต่สามารถให้ AI ช่วยประเมินผลได้ทันทีหลังถ่ายภาพ ก็จะช่วยให้รักษาได้อย่างทันท่วงที เป็นสิ่งที่ผมตั้งใจพัฒนาอยู่ครับ

“ขณะเดียวกัน เป้าหมายของโครงการไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเชียงใหม่หรือพื้นที่ในภาคเหนือ แต่ปัจจุบันเรากำลังมองหาพื้นที่อื่นๆ ในประเทศไทย รวมถึงกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง เพื่อขยายระบบการตรวจและรักษาให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ ลดการตาบอดในเด็กลงให้ได้ครึ่งหนึ่งของประเทศ

“การขยายผลในระดับประเทศจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐด้วย เราจึงมีแผนนำโครงการเสนอต่อกระทรวงสาธารณสุข เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไข ทั้งการอำนวยความสะดวกในการนำเข้าอุปกรณ์ เช่น กล้องถ่ายภาพจอประสาทตา รวมถึงการเชื่อมโยงกับระบบประกันสุขภาพของภาครัฐ เพื่อให้เด็กทารกที่มีความเสี่ยงสามารถเข้าถึงการตรวจและรักษาได้มากที่สุด

“ตั้งแต่ริเริ่มโครงการมา สิ่งที่มีความหมายที่สุดสำหรับผม คือการได้เห็นเด็กทุกคนที่มีความเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นได้รับการช่วยเหลือจนมองเห็นได้ ทุกเคสที่ช่วยได้สำเร็จ ผมภูมิใจมาก เพราะการมองเห็นมีความสำคัญต่อการใช้ชีวิตชีวิต เพราะไม่ว่าจะเป็นคนเชื้อชาติไหน อายุเท่าไหร่ สิ่งที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต ก็คือการที่ดวงตาไม่สามารถมองเห็นอะไรได้

“สุดท้ายแล้ว สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่แค่ให้เด็กมองเห็น แต่คือการมอบโอกาสให้พวกเขาได้เรียนรู้ เติบโต และมีอนาคตที่เขาได้เห็นด้วยตัวเองครับ”


หมายเหตุ

            สำหรับผู้ปกครองที่สงสัยว่าลูกของคุณมีความเสี่ยงเป็นโรคจอประสาทตาผิดปกติ (ROP) สามารถขอรับการตรวจและดูแล ดังนี้

พื้นที่ต่างจังหวัด: ติดต่อโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลศูนย์ประจำจังหวัด

กรุงเทพมหานคร: ติดต่อโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไปที่มีกุมารแพทย์และจักษุแพทย์เฉพาะทาง อาทิ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (โรงพยาบาลเด็ก) เป็นต้น