‘Her in Frame เธอในภาพนั้น’

Exclusive Interview  ‘Her in Frame เธอในภาพนั้น’

จากเรื่องราวความรักอันงดงาม ทรงคุณค่า สู่ภาพยนตร์โรแมนติกดราม่าแห่งปี ‘Her in Frame เธอในภาพนั้น’ ผลงานจับคู่เคมีใหม่ ต่อ-ธนภพ และ ลีน่า-ลลินาพร้อมให้คุณร่วมพิสูจน์ความหมายของคำว่า “พรหมลิขิต”

ท่ามกลางกระแสภาพยนตร์ไทยที่หลากหลาย “Her in Frame เธอในภาพนั้น” กลายเป็นโปรเจกต์โรแมนติกดราม่าระดับคุณภาพที่น่าจับตามองที่สุดในขณะนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้จัดทำขึ้นเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยรังสรรค์ขึ้นจากความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง กระทรวงพลังงาน, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ บริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด

แรงบันดาลใจอันทรงคุณค่าของภาพยนตร์ ถักทอมาจาก “ความรักอันงดงามและมั่นคง” ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สะท้อนความหมายของความเสียสละ การสืบสานคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นอย่างต่อเนื่อง จนถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เพื่อเฉลิมพระเกียรติที่ทรงสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชกรณียกิจมาจนถึงปัจจุบัน

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ ‘มินตรา’ ภัณฑารักษ์สาวผู้หลงใหลในมิติของผ้าไทย และ ‘ตะวัน’ ช่างภาพหนุ่มสายตาแหลมคม ได้มาพบกันผ่าน “ภาพถ่ายปริศนาในกล้องฟิล์มเก่า” ปริศนาข้ามกาลเวลานี้ได้พาพวกเขาร่วมเดินทางค้นหาความจริงจากกรุงเทพฯ สู่ทัศนียภาพอันงดงามของเขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ เชื่อมโยงเรื่องราวในอดีตและปัจจุบันเข้าด้วยกันอย่างแยบคาย ผ่านผลงานการกำกับภาพยนตร์ครั้งแรกของ กู่-เอกสิทธิ์ ตระกูลเกษมสุข พร้อมทัพนักแสดงมากฝีมือ อาทิ ต้า อธิวัตน์, นนท์ อินทนนท์, เจนนิเฟอร์ คิ้ม และ จิ๋ม กุณกนิช

แพรว ถือโอกาสพิเศษนี้ นั่งคุยกับสองนักแสดงนำ ต่อ-ธนภพ ลีรัตน์ประกิน และ ลีน่า-ลลินา ชูเอ็ทท์ ถึงเบื้องหลังการตกผลึกด้านการแสดง เคมีที่ถอดรหัสผ่านเลนส์กล้อง และเหตุผลที่ภาพยนตร์เรื่องนี้คู่ควรกับการรับชมบนหน้าจอใหญ่ในโรงภาพยนตร์เท่านั้น

ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ทั้งคู่ต้องสวมบทบาทเป็น 2 ตัวละครที่มีมิติและคาแรกเตอร์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การรับบทเป็น ‘สองตัวละครในเรื่องเดียว’ สร้างความท้าทาย ความสนุก หรือตกผลึกอะไรในฐานะนักแสดงบ้าง?

ลีน่า : การทำงานในภาพยนตร์เรื่องแรกมีความท้าทายตรงที่ต้องถ่ายทอด 2 ตัวละครที่แตกต่างกันสิ้นเชิง แม้จะมีใบหน้าเดียวกัน แต่ไม่มีส่วนไหนเชื่อมโยงกันเลย ‘กมลวรรณ’ คือภาพแทนของคนยุคก่อนที่จังหวะชีวิตและการแสดงออกจะมีความละเมียดและช้ากว่า ขณะที่ ‘มินตรา’ ในโลกปัจจุบันกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น มั่นคงในความคิด และไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ

ลีน่า : ช่วงแรกอาจจะมีติดดักทางความคิดไปบ้าง มัวแต่ตั้งโจทย์ว่าการแสดงภาพยนตร์กับละครเวทีหรือทีวีมันต้องแตกต่างกันอย่างไร แต่ท้ายที่สุดแล้ว บทเรียนสำคัญที่ได้เรียนรู้คือ การแสดงไม่ใช่เรื่องของเทคนิคที่ซับซ้อน แต่คือการทำอย่างไรให้ตัวเราอิน และทำให้คนดูสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของตัวละครอย่างจริงแท้

ต่อ ธนภพ : สำหรับผมก็เป็นความท้าทายที่แตกต่างเหมือนกันครับ และรู้สึกชื่นชมทั้งตัวละคร ‘ตะวัน’ และ ‘ดนัย’ มากๆ สนุกตรงที่เราได้เห็นเขาสองคนมีความต่างกันแบบคนละขั้ว ในส่วน‘ตะวัน’ จะมีความเป็นช่างภาพสูง มีมิติของความเป็นอาร์ติส สนุกกับทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ซึ่งเป็นเฉดการแสดงที่ไม่ค่อยได้ทำเท่าไหร่ ความลื่นไหลและความสว่างในตัวเขาถือเป็นเคมีใหม่ๆ สำหรับผมมากครับ

ต่อ ธนภพ : ขณะที่ ‘ดนัย’ แม้ภายนอกจะเป็นข้าราชการที่อยู่ในกรอบ แต่ข้างในกลับมีความเป็นตัวเองและหัวขบถอยู่ในที สิ่งที่ผมประทับใจที่สุดในตัวดนัย คือความกล้าที่จะพูดว่าตัวเองต้องการอะไรจริงๆ เขาไม่หลอกตัวเอง ไม่ได้ยึดติดกับยศตำแหน่งหรือความยิ่งใหญ่ในสังคม แต่กล้าที่จะซื่อสัตย์และเชื่อมั่นในสิ่งที่เขารักจริงๆ ครับ”

ตัวละคร ‘ตะวัน’ มีความเป็นอาร์ติสและชอบถ่ายภาพคน แล้วในชีวิตจริงของต่อล่ะ ภาพถ่ายแบบไหนที่มีความหมายและบันทึกความรู้สึกได้ดีที่สุด?

ต่อ ธนภพ : จริงๆ ผมเป็นคนชอบถ่ายรูปอยู่แล้วครับ แล้วก็ชอบถ่ายคนเหมือนกับ ‘ตะวัน’ เลย สิ่งหนึ่งที่ผมสัมผัสได้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาคือ ภาพที่แสดงความรู้สึกออกมาได้สว่างที่สุด คือภาพที่ ‘คนรักถ่ายให้คนรักของตัวเอง’

ความพิเศษมันไม่ได้อยู่ที่คอมโพสิตหรือองค์ประกอบภาพเลย แต่มันคือมุมมองเฉพาะตัวที่มีแค่เขาคนเดียวเท่านั้นที่จะมองเห็น เป็นมุมเขินๆ หรือแววตาบางอย่างที่จะเกิดขึ้นแค่กับคนนี้ สำหรับผม มันคือมิติของภาพถ่ายที่พิเศษมากๆ ครับ

กับบทบาทในเรื่องนี้ ถือว่าไกลตัวมากไหม แล้วลีน่ามีวิธีทำการบ้าน หรือดึงประสบการณ์ส่วนตัวเรื่องผ้าไทยมาปรับใช้กับตัวละครนี้อย่างไรบ้าง?

ลีน่า : เอาจริง ๆ มันเป็นอาชีพที่ใหม่มากสำหรับหนูเลยค่ะ ไม่มีคนใกล้ตัวทำอาชีพนี้เลย แต่หนูชอบตรงที่ตัวละครนี้เขามีเป้าหมายกับสิ่งที่ทำชัดเจนมาก ๆ รู้ลึกและใส่ใจรายละเอียดเกี่ยวกับผ้าไทยทุกลาย โชคดีที่คุณแม่หนูชอบซื้อผ้าไทยมาตั้งแต่หนูยังเด็ก ๆ หนูก็เลยพอมีภาพจำตอนไปเดินเลือกซื้อกับท่าน พอรู้ว่าผ้าของแต่ละจังหวัดจะมีกิมมิกและเสน่ห์ที่ไม่เหมือนกัน ก็เลยรู้สึกว่า เราสามารถนำสิ่งที่เราเคยซึมซับมาตั้งแต่เด็ก ๆ ตรงนี้ มาเติมเต็มและใช้กับตัวละครตัวนี้ได้พอดีค่ะ

ด้วยความที่ภาพยนตร์เรื่องนี้มีความพิเศษมากตรงที่ฉายเพียง 2 วัน (วันละ 5 รอบเท่านั้น) ทำไมแฟนๆ ถึงไม่ควรพลาดประสบการณ์การรับชมในโรงภาพยนตร์สำหรับเรื่องนี้?

ต่อ ธนภพ : เสน่ห์ของการชมภาพยนตร์ในโรงหนังคือเรื่องของความรู้สึกครับ มันแทบจะเป็นคนละมิติกับการดูผ่านหน้าจอที่บ้าน ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้เราได้จดจ่ออยู่กับมันในสภาวะที่ไร้สิ่งรบกวนใดๆ การได้เข้าไปอยู่ในบรรยากาศที่เก็บบรรจุทุกอารมณ์ของตัวละครไว้ครบถ้วน จะทำให้เราได้รับประสบการณ์และความรู้สึกที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

ลีน่า :  หนูอยากให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ส่งต่อความรู้สึกที่ว่า ‘ไม่มีสิ่งใดที่เป็นไปไม่ได้’ ให้กับคนดูทุกคนค่ะ และการชมในโรงภาพยนตร์คือทางเดียวที่จะพาเราไปถึงความรู้สึกนั้นได้อย่างเต็มอารมณ์ที่สุด ด้วยพลังของระบบเสียง คุณภาพงานภาพ และบรรยากาศของสถานที่จริงที่เราตั้งใจไปถ่ายทำกันมา พอได้โลดแล่นอยู่บนจอภาพยนตร์ขนาดใหญ่ มันจะเปลี่ยนการดูหนังให้กลายเป็นประสบการณ์พิเศษที่จะอยู่ในความทรงจำของทุกคนอย่างแน่นอนค่ะ

ช่างภาพ : Vorason Dvi-vardhana