Gawdland ประทัดจิ๋วจากลำพูนสู่มงกุฎระดับสากล แดร็กควีนโลก
เปิดตำนาน Gawdland แดร็กควีนเอเชียคนแรกโลก RuPaul’s Drag Race: UK vs. the World ซีซั่น 3จากเด็กกิจกรรมจังหวัดลำพูน สู่ฉายา ประทัดจิ๋วผู้ทลายอีโก้ จนกลายเป็นศิลปิน One-man Show ผู้ไร้ที่ติ
เปิดตำนานบทใหม่แห่งวงการแดร็กควีนไทย ‘ก็อดแลนด์-ธราเทพ ทวีพล’ ชาวเอเชียคนแรกที่คว้าชัยชนะจากรายการเรียลลิตี้แดร็กควีนระดับนานาชาติ ‘RuPaul’s Drag Race: UK vs. the World’ ซีซั่น 3 …แต่กว่าจะถึงจุดนี้ ก็อดแลนด์ต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมาย แม้โอกาสจะริบหรี่ แต่เธอไม่เคยยอมแพ้จนได้รับฉายา ‘Firecracker’ หรือประทัดจิ๋วที่พร้อมระเบิดแสงให้โลกจดจำ

Becoming Who I Am
“ก็อดแลนด์เติบโตในจังหวัดลำพูน หลงใหลป๊อปคัลเจอร์ แฟชั่น และการแสดงบนเวทีตั้งแต่เด็ก ได้เป็นผู้นำเต้น เวลามีงานแสดงที่โรงเรียนก็คอยสอนเพื่อนๆ ซ้อมการแสดง รวมถึงแต่งหน้าให้เพื่อน แม้ว่าที่บ้านไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่เคยรู้สึกผิดกับสิ่งที่ตัวเองเป็น และไม่กลัวที่จะเป็นตัวเอง เพราะได้แรงซัพพอร์ตจากเพื่อนๆ และคุณครู เพราะถ้าคุณครูไม่ให้โอกาสขึ้นเวที คงไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้
“จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นช่วงมัธยม เมื่อเพื่อนแนะนำให้รู้จักกับรายการ RuPaul’s Drag Race UK vs. The Worldเป็นเวทีที่มีชื่อเสียงระดับโลกและเต็มไปด้วยป๊อปคัลเจอร์ไอคอน พอได้ดูก็สนใจ เพราะรายการนี้รวมทุกอย่างที่ชอบไว้ด้วยกัน ทั้งการลิปซิงค์ ออกแบบชุด การแต่งหน้าแต่งตัวแบบจัดเต็มเพื่อโชว์ความสามารถ ตอนนั้นก็เริ่มจริงจังกับการแต่งแดร็ก พยายามศึกษาจากยูทูป ฝึกหัดการแต่งหน้า รวมถึงเสพงานของศิลปินต่างประเทศ เช่น เลดี้ กาก้า กระทั่งมีโอกาสขึ้นโชว์ครั้งแรกตอน ม.4 ในงานบายเนียร์รุ่นพี่ ม.6 เราได้แสดงเดี่ยวประมาณ 7 นาที ทั้งร้อง เต้น ตีลังกา ต่อหน้านักเรียนกว่า 500 คน ทุกคนชอบมาก ส่งเสียงให้กำลังใจตลอด โมเมนต์นั้นมีความหมายกับก็อดแลนด์มาก เหมือนได้รับการยอมรับและความรักจากผู้ชม และรู้ตัวว่า สิ่งที่ทำคือเส้นทางที่ใช่จริงๆ”



A Moment of Learning
“หลังเรียนจบมัธยม เริ่มรีเสิร์ชทันทีว่าจะต่อยอดเส้นทางการเป็นแดร็กได้อย่างไร รู้มาว่าย่านสีลมมีแดร็กบาร์ที่เปิดโอกาสให้ขึ้นโชว์และมีรายได้ตอบแทน เราจึงตั้งใจสอบเข้าคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพราะอยากเรียนคณะนี้ แถมยังอยู่ใกล้สีลมอีกด้วย สุดท้ายก็สอบติดตามที่ตั้งใจไว้ ช่วงที่อยู่กรุงเทพฯ เราอยู่ตัวคนเดียวจึงเป็นตัวเองได้เต็มที่ อย่างตอนเรียนปี 3 ได้ลองสมัครออดิชั่นเป็นแดร็กโชว์ที่บาร์ Silver Sand สมัครครั้งแรกไม่ผ่าน ติดตัวสำรอง แต่เหมือนโชคช่วย เพราะที่ร้านขาดคนพอดี จึงได้รับโอกาสทำงานที่นั่น
“ช่วงเวลานั้นทำให้ก็อดแลนด์ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำงานเป็นแดร็กควีนทุกรูปแบบ ไม่ใช่แค่การแสดงบนเวที แต่ต้องมีสกิลการพูด เป็นโฮสต์บนเวที และเอ็นเตอร์เทนผู้ชม ซึ่งต้องอ่านบรรยากาศในแต่ละคืนให้ออกว่าแขกอยากดูโชว์แบบไหน เพื่อทำให้ทุกคนสนุกที่สุดในคืนนั้นๆ
“ช่วงนั้นชีวิตท้าทายเหมือนกัน โดยเฉพาะการบาลานซ์เวลา เพราะหลังเลิกเรียนตอนเย็น ต้องรีบมาแต่งหน้าให้ทันเข้างานตอนหนึ่งทุ่ม และแสดงโชว์จนถึงตีหนึ่ง วันรุ่งขึ้นก็ต้องตื่นเช้าเข้าเรียน ชีวิตวนลูปแบบนี้ทุกวัน แต่ก็คุ้ม เพราะพอทำได้เกือบปี คนก็เริ่มรู้จัก มีคนชื่นชอบมากขึ้นเรื่อยๆ จนได้รับโอกาสไปทำงานที่ House of Heal บาร์ของพี่ปันปัน -แพนไจน่า ฮีลส์ แดร็กควีนแถวหน้าของเมืองไทย หลายคนเริ่มมองเห็นศักยภาพในตัวก็อดแลนด์ และยกให้เราเป็นอีกหนึ่ง Rising Star ของวงการนี้”
กระทั่ง 2 ปีต่อมา ก๊อดแลนด์ตัดสินใจเข้าร่วมรายการ Drag Race Thailand ซีซั่น 3 กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้เธอได้บทเรียนครั้งใหญ่จากเส้นทางสายนี้ “รายการนี้ต้องบินไปถ่ายทำที่ฟิลิปปินส์ และได้พัฒนาศักยภาพของตัวเองให้เก่งขึ้น จากโจทย์ต่างๆ ที่กรรมการให้มา แต่ตารางถ่ายทำก็โหดและหนักมากจนร่างกายล้าเหมือนกัน
“โจทย์ท้าทายที่สุดคือ Design Challenge หรือการออกแบบชุดแฟชั่น ตอนนั้นมั่นใจมากว่าชุดเราสวยที่สุด แต่โดนกรรมการคอมเมนต์ว่าชุดแย่มาก ตอนนั้นทั้งโกรธและไม่เข้าใจในสิ่งที่กรรมการจะสื่อ เพราะอีโก้สูงมาก ผลคือเราทำผลงานได้แย่ที่สุดในสัปดาห์นั้น กลับที่พักก็ร้องไห้ทันที และค่อยๆ คุยกับตัวเองเพื่อจัดการความรู้สึก จนได้เข้าใจว่า เราไม่ได้ทำชุดให้ตัวเองชอบคนเดียว แต่กำลังทำให้กรรมการชอบด้วย ฉะนั้นต้องรับฟังคนอื่นเพื่อตอบโจทย์การแข่งขัน เพราะสุดท้ายผู้ชนะมีเพียงหนึ่งเดียว ถ้าอยากเป็นคนนั้น ก็ต้องเรียนรู้ที่จะปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงตัวเอง เหตุการณ์ครั้งนี้ช่วยเตือนสติก็อดแลนด์ได้มาก ถ้าไม่มีบทเรียนครั้งนั้น คงไม่สามารถพัฒนาตัวเองมาได้ไกลถึงวันนี้”
From Firecracker to the Crown
หลังจากถ่ายทำรายการเสร็จไม่นาน ประตูแห่งโอกาสบานใหญ่ก็ได้เปิดขึ้น เมื่อโปรดิวเซอร์จาก RuPaul’s Drag Race UK vs. The World ติดต่อก็อดแลนด์ให้เข้าร่วมการแข่งขันบนเวทีแดร็กระดับโลก ที่ประเทศอังกฤษ “วินาทีนั้นเราดีใจมาก ตอบตกลงทันที เพราะรู้ว่านี่คือเวทีครั้งสำคัญที่จะพาเส้นทางอาชีพของเราไปได้ไกลยิ่งขึ้น พร้อมกับโจทย์บรีฟยาวกว่า 10 หน้า มีเวลาเตรียมตัวเพียง 2 เดือน โชคดีที่ได้พี่อาร์ต อารยา มาช่วยดูแล เตรียมเสื้อผ้ากว่า 20 ชุด และเปิดคอร์สสอนประวัติศาสตร์แฟชั่นให้ก็อดแลนด์โดยเฉพาะ เพื่อให้เราเข้าใจที่มาของแต่ละลุคบนรันเวย์ จนสามารถพรีเซนต์ลุคต่างๆ ได้ นอกจากนี้แม้จะได้ภาษาอังกฤษอยู่แล้ว แต่ก็ต้องติวแบบเข้มข้นเพิ่มขึ้นด้วย ช่วงนั้นหนักที่สุดในชีวิต เพราะต้องทำงานที่บาร์ไปพร้อมกัน แทบไม่มีเวลาพักเลยจริงๆ
“ช่วงเวลา 1 เดือนที่บินไปถ่ายรายการ มีความสุขมาก เพราะกำลังอยู่ในโมเมนต์ที่ฝันมาตลอดทั้งชีวิต อีกทั้งรายการนี้สร้างโดยรูพอล (RuPaul Andre Charles) โปรดิวเซอร์ชาวอเมริกันผู้ทรงอิทธิพลระดับโลกที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นราชินีแห่งแดร็ก คว้ารางวัล Primetime Emmy Awards หลายครั้ง ซึ่งเป็นรางวัลเกียรติยศสูงสุดในวงการโทรทัศน์สหรัฐอเมริกา ยิ่งตอกย้ำว่านี่คือโอกาสครั้งสำคัญในชีวิต แต่อีกด้านก็รู้สึกกดดัน เพราะเรามาแข่งในฐานะตัวแทนประเทศ ทุกครั้งที่เขาประกาศชื่อว่า ‘Gawdland from Thailand’ จะมีชื่อประเทศพ่วงมาด้วย ก็จะนึกถึงพี่น้องคนไทย แดร็กไทย รวมถึงทีมเบื้องหลังทุกคน เช่น ทีมดีไซเนอร์ ที่ช่วยสร้างสรรค์ลุคต่างๆ จนทำให้เรามาอยู่ตรงนี้ ต้องขอบคุณตัวเองที่แม้บางครั้งจะมีความรู้สึกลบๆ เกิดขึ้น แต่ก็สามารถจัดการกับความรู้สึกนั้นได้ ทุกครั้งที่กล้องนับ 3 2 1 แอ็คชั่น เราสามารถสลัดทุกอย่างทิ้งแล้วเอ็นจอยกับโมเมนต์ขณะนั้นได้ทันที




“ในรายการเราได้มีโอกาสโชว์ศักยภาพที่มีทั้งหมด เริ่มตั้งแต่เรื่องเพลงใน Ep.1 เราเปิดตัวด้วยเพลง Firecracker ซึ่งมีเวลาแสดงเพียง 1 นาที 30 วินาที เพลงนี้เราเตรียมมาจากไทย ออกแบบคอนเซ็ปต์และร้องเอง ไอเดียมาจากคำพูดของพี่ปันปันที่เคยบอกว่า เราเหมือนพลุ ถึงแม้จะตัวเล็กมาก แต่ทุกครั้งที่แสดง คนต้องหันมาดู จึงเป็นคอนเซ็ปต์ที่ใช่ที่สุดสำหรับการแนะนำตัวต่อผู้ชมทั่วโลก
“นอกจากนี้แต่ละอีพี ก็มีชาเลนจ์ที่ท้าทาย อย่าง Design Challenge ที่ต้องออกแบบชุดใหม่ทั้งหมดจากวัสดุที่กำหนด ซึ่งเราเลือกตีความออกมาในสไตล์พังก์ และคว้าชัยชนะมาได้ หรือ Snatch Game ที่ต้องเลียนแบบคนดังและโต้ตอบมุกสดกับรูพอล ราชินีแห่งแดร็ค เราเลือกเล่นเป็น Cardi B และคว้าชัยชนะมาได้อีกครั้ง นอกจากนี้ก็มีโจทย์ Girl Group ที่ต้องแสดงละครเป็นทีม Acting Challenge และ Makeover Challenge ที่ต้องแปลงโฉมให้คนอื่น ทุกโจทย์ล้วนต้องใช้ทั้งความคิดสร้างสรรค์ ทักษะรอบด้าน และการเตรียมตัวอย่างหนัก




“ท่ามกลางผู้เข้าแข่งขันแต่ละประเทศที่มีสไตล์เฉพาะตัว อย่างฟิลิปปินส์จะมาในสายแกลม ส่วนอังกฤษ มีเสน่ห์แบบ British dry humor หรือตลกหน้าตาย ขณะที่ลาตินอเมริกาจะเน้นพลังความสดใส ลุคใหญ่สไตล์คาร์นิวัล ส่วนอเมริกาจะเป็นแดร็กแบบคลาสสิกครบเครื่อง สำหรับก็อดแลนด์จะเป็นสายบ้าคลั่ง สนุกสนาน แต่ถ้าเป็นเรื่องชุดหรือบนรันเวย์ ไม่มีพร่อง ตอนที่ได้รับคำชมจากรูพอล ตราตรึงใจเรามาก เขาบอกว่าแดร็กจากไทยยอดเยี่ยม ไร้ที่ติ ทุกลุคสวย ประณีต และผ่านการคิดมาอย่างดี เขาหวังว่าคนไทยจะภูมิใจกับผลงานนี้ นั่นจึงทำให้ก็อดแลนด์สามารถคว้ามงกุฏมาได้สำเร็จ ภูมิใจมากๆ (ยิ้ม)
“สำหรับทักษะที่ต้องมีในการเป็นแดร็คควีน คือการเป็น One-man Show ตั้งแต่การแต่งหน้า ทำผม ออกแบบชุด ไปจนถึงสกิลการร้อง เต้น และการแสดง เราต้องไดเร็กต์ทุกอย่างในลุคที่ตัวเองสวมใส่ให้ครบ เพราะเกณฑ์ของเวทีนี้ ไม่ได้วัดแค่ความสวยภายนอก แต่คือการผสมผสานคุณสมบัติหลักของ Drag Superstar ทั้งเสน่ห์ดึงดูด, ความเป็นตัวเอง, ความมั่นใจ และความสามารถ โดยพิจารณาทั้งความเข้าใจโจทย์ การถ่ายทอด และความโดดเด่นบนเวที ฉะนั้นผู้ชนะต้องครบเครื่องที่สุด สามารถครองเวทีและชนะใจคนดูได้ นั่นจึงจะคว้ามงกุฏมาครองได้ครับ”
If You Dream It, You Can Be It
“เส้นทางนี้ไม่เคยง่าย ความสำเร็จที่ทุกคนเห็นอาจเป็นแค่ 10 เปอร์เซ็นต์บนยอดภูเขาน้ำแข็ง แต่อีก 90 เปอร์เซ็นต์ที่อยู่ใต้น้ำคือความพยายาม ฝึกฝน ค้นคว้า และเรียนรู้อย่างไม่หยุดยั้ง สำหรับก็อดแลนด์ นอกจากแดร็กจะเป็นการเฉลิมฉลองความเป็นผู้หญิงในแบบสุดขั้วแล้ว อีกแง่หนึ่งยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่น เรามาอยู่ตรงนี้เพื่อสร้างความสุข เป็นเอ็นเตอร์เทนเนอร์ และเป็นตัวแทนของประเทศไทยบนเวทีโลก และการได้รางวัลจากเวทีนี้จึงไม่ใช่แค่ชัยชนะในรายการ แต่คือการได้ถูกมองเห็นในระดับสากล ช่วยเปิดโอกาสให้เราได้ไปทำงานในต่างประเทศ ได้ออกทัวร์ และได้สร้างคอนเนกชั่นใหม่ๆ กับคนในวงการจากทั่วโลก ขณะเดียวกันยังเป็นโอกาสของวงการแดร็กไทยที่จะได้เข้ามามีพื้นที่ในสื่อกระแสหลักมากขึ้น และในเดือนพฤษภาคมนี้ ก็อดแลนด์จะเตรียมไปประกวดเวิร์ลทัวร์ เพื่อพาแดร็กไทยไปให้ไกลกว่าเดิมบนเวทีโลกครับ
“เราเชื่อว่าเด็กๆ ที่ได้เห็นจะรู้สึกว่าทุกความฝันเป็นไปได้ แม้จะยาก แต่ไม่เกินความสามารถแน่นอน หากเรามุ่งมั่น อยากให้ทุกคนกล้าฝันให้ไกล แม้จะดูเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่มีใครคิดว่าคนไทยจะคว้ามงกุฏจากรูพอลได้ แต่เราเชื่อมาตลอดว่าสักวันจะทำได้ และวันนี้มันก็เกิดขึ้นจริง
“นี่คือที่สุดของชีวิตแล้วครับ”

ข้อมูลนิตยสารแพรว พฤษภาคม-มิถุนายน 2569
เรื่อง Prince
ภาพ วรสันต์