ผู้บริหาร “หญิง” กับภารกิจปั้น “One Bangkok Workplace” สู่ระดับโลก
เมื่อโครงการเมกะโปรเจ็กต์ระดับแลนด์มาร์ก อย่าง One Bangkok เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ผู้บริหารหญิงที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในฐานะผู้อยู่เบื้องหลัง “One Bangkok Workplace” ทั้ง 5 อาคารสำนักงาน บนพื้นที่กว่า 500,000 ตารางเมตร คุณหญิง – ทัตยากรณ์ เบญจภัทรเศรษฐ์ ผู้อํานวยการอาวุโส ฝ่ายอาคารสำนักงาน โครงการ One Bangkok กับประสบการณ์กว่า 20 ปี ในวงการอาคารสำนักงาน เธอสร้างปรากฏการณ์ด้วยการปล่อยเช่าพื้นที่มากกว่า 150,000 ตารางเมตรภายในเวลาเพียงปีเศษ
อะไรคือเบื้องหลังความสำเร็จ และแนวคิดที่ทำให้ One Bangkok Workplace เติบโตอย่างก้าวกระโดด แพรวชวนมาหาคำตอบไปพร้อมๆ กัน

ก้าวออกจาก Comfort Zone
“ก่อนหน้านี้หญิงทำงานเป็น Business Consultant ด้านอาคารสำนักงานมากว่า 20 ปี ทำตั้งแต่ลีสซิ่ง จนเป็นที่ปรึกษาให้กับอาคารเก่า อาคารใหม่ และอาคารที่กำลังสร้าง ดูแลตั้งแต่โครงสร้างการขาย เรียกว่าทำมา ทุกหน้าที่แล้ว จึงเติบโตในสายงานนี้มาอย่างต่อเนื่องและได้ขึ้นเป็นหัวหน้าขององค์กร
“เรียกได้ว่าครึ่งชีวิตการทำงานของหญิงในสาย Consultant ถือว่าเต็มแล้ว แต่อีกครึ่งในสาย Project Development ยังไม่เคยได้ลองจริงจัง จนเมื่อ 2 ปีที่แล้วมีพี่คนหนึ่งชวนมาทำงานที่ One Bangkok ถือเป็นโปรเจ็กต์ที่ท้าทาย หลายคนเตือนว่า โครงการนี้ใหญ่และยากเกินไป แต่หญิงกลับมองว่า ถ้าเริ่มต้นด้วยคำว่า “ยาก” หญิงคงมาไม่ถึงวันนี้”
พลิกข้อจำกัด
โจทย์ใหญ่ของคุณหญิงไม่ใช่ “ขนาดโครงการ” กว่าครึ่งล้านตารางเมตร แต่คือ “เวลา”
“หญิงเข้ามาก่อน One Bangkok จะเปิดโครงการอย่างเป็นทางการเพียง 1 ปี ทำให้ต้องเร่งสร้างทีม หาลูกค้า และพัฒนาโครงการไปพร้อมๆ กัน ลูกค้าเข้ามาเห็นแต่ไซต์ก่อสร้าง ถ้าไม่ได้อยู่ในวงการนี้จะนึกภาพไม่ออก เราจึงต้องทำทุกอย่างแข่งกับเวลา ถือเป็นความท้าทายที่ทำให้สนุกและอยากทำให้สำเร็จ
“ตลอด 20 ปีที่อยู่ในวงการนี้มา ทำให้เห็นวัฏจักรของตลาด ตั้งแต่วิกฤติต้มยำกุ้งจนถึงโควิด ได้เห็น ตอนที่ขึ้นสุด ต่ำสุด และกลับขึ้นมาใหม่ หญิงรู้จักแทบทุกตึกในกรุงเทพฯ เพราะเคยทำงานคอนซัลต์มาก่อน เราจึงเข้าใจตลาด และความต้องการของผู้เช่าอย่างแท้จริง
“หลายบริษัทมองว่า ออฟฟิศเป็นต้นทุนจึงพยายามลดทอนพื้นที่ แต่จริง ๆ คือ Investment อย่างหนึ่ง ไม่ใช่แค่ที่ทำงาน แต่เป็นพื้นที่ที่ผู้คนมีปฏิสัมพันธ์กัน ช่วยสร้างวัฒนธรรมองค์กร สร้าง Engagement และดึงดูดคนเก่งๆ ที่มี Mindset เดียวกัน”

ไม่ใช่แค่พื้นที่
หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ One Bangkok Workplace ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว คือ แนวคิดที่แตกต่าง
“คําถามที่หญิงได้ยินบ่อยมากคือ ทำไม One Bangkok Workplace ปล่อยเช่าได้มากขนาดนี้ในเวลา ไม่นาน นั่นเพราะเราไม่ได้ขายพื้นที่ แต่ทำหน้าที่เหมือนเป็นที่ปรึกษาให้ลูกค้า เราไม่เชียร์ให้ลูกค้าเหมาไปทั้งชั้นโดยไม่ถามก่อนว่า บริษัทคุณเป็นอย่างไร ต้องเข้าออฟฟิศทุกวันไหม เพื่อจะได้พื้นที่ที่เหมาะกับธุรกิจจริงๆ
“หญิงอยู่ในธุรกิจนี้มานาน หนึ่งในความฝันของหญิงคือ อยากให้ตลาดออฟฟิศของไทยสามารถสู้กับระดับโกลบอลอย่างสิงคโปร์กับฮ่องกงได้ ซึ่งเรามีทุกอย่างครบทั้ง Facility, Amenity, Entertainment, Residence รวมไปถึงด้านอาหารการกิน แล้วทำไมจะเป็น Hub ของภูมิภาคไม่ได้
“วันนี้ความฝันของหญิงเป็นจริงมาถึงครึ่งทางแล้ว นอกจากดีเวลลอปเปอร์จากทั่วโลกมาดูงานที่เราเยอะมาก วันนี้เรามีบริษัทข้ามชาติมาตั้งสำนักงานที่นี่หลายบริษัท เพราะเราพิสูจน์ให้เขาเห็นแล้วว่าประเทศไทยเป็นได้ ใครยังไม่มา ต้องรีบมาแล้วนะคะ”
มาตรฐานใหม่ของ Workplace
“เพราะ One Bangkok Workplace ออกแบบให้เป็นมากกว่าสำนักงาน ไม่ว่าจะ Opportunity, Flexibility และ Community พร้อมเทคโนโลยีและ Sustainability ระดับโลกที่เราลงทุนด้วยเงินมหาศาล อย่าง ในวันที่ค่า PM2.5 ทั่วกรุงเทพฯ สูงเกินมาตรฐาน แต่คุณภาพอากาศในทุกอาคารของเรายังอยู่ระดับสีเขียว เพราะเราติดตั้งระบบกรองอากาศสองชั้นระดับ MERV 14 เทียบเท่ามาตรฐานโรงพยาบาล พร้อมด้วยเซ็นเซอร์ 3,000 จุดที่คอยตรวจสอบสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง
“โครงการ One Bangkok ยังได้รับการรับรอง LEED for Neighbourhood Development (LEED ND) ระดับ Platinum ซึ่งเป็นการรับรองว่าทุกอาคาร มีประสิทธิภาพสูงในการใช้พลังงานและน้ำ การจัดการขยะ และคุณภาพอากาศ ภายในอาคาร รวมถึงผังเมือง พื้นที่สีเขียว และโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรง และมีคุณภาพ ซึ่งอาคารสำนักงานของ One Bangkok สร้างขึ้นตามมาตรฐาน LEED Core and Shell (LEED CS) เป็นการรับรองมาตรฐานอาคารที่มีการปฏิบัติตามหลักเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ประหยัดพลังงาน และส่งเสริมสุขภาพที่ดี รวมไปถึงการออกแบบอาคารภายใต้มาตรฐาน WELL Building Standard ไม่ว่าจะการใช้วัสดุ Low-VOC ที่มีสารระเหยต่ำ ใช้แสงสว่างจากธรรมชาติที่ดีต่อสภาพกายและจิตใจ”

บทเรียนจาก “โอกาส”
เส้นทางของเธอไม่ได้มีแค่ความสำเร็จ หากแต่เต็มไปด้วยบทเรียนที่ค่อยๆ หล่อหลอมวิธีคิดและกลายเป็นจุดตั้งต้นของการเติบโตในทุกวันนี้คุณหญิงมักหยิบยกประสบการณ์เหล่านั้นมาแบ่งปันให้น้อง ๆ ในทีมอยู่เสมอ และครั้งนี้กับ “แพรว” ก็เช่นกัน
“งานแรกของหญิงคือ Business Consultant เลย หลังจากทำมาได้ 9 ปี เกิดคําถามกับตัวเองว่า นี่ใช่ งานที่เราทำได้ดีหรือแค่ทำได้ จึงตัดสินใจลาออกแล้วเปลี่ยนไปทำด้าน Consumer ผ่านไปปีกว่าถึงรู้ว่าไม่ใช่ แล้วได้มาคุยกับรุ่นพี่ เขาพูดว่าหญิงมัวไปไขว่คว้าอะไรมากมาย ทำไมไม่คิดว่าตัวเองโชคดีนะที่ได้เจองานที่ใช่ตั้งแต่แรก หญิงจึงกลับไปทำงานสายเดิม และตั้งแต่นั้นไม่เคยออกจากวงการนี้อีกเลย”
“ถ้าถามว่า หญิงเป็นผู้บริหารแบบไหน อันดับแรก หญิงชอบให้ทุกคนแสดงความคิดเห็นแบบสุภาพ ไม่ก้าวร้าว ชอบเห็นลูกน้องมีแพสชั่นกับงาน หญิงเข้าใจว่าจุดเด่นของลูกน้องแต่ละคนเป็นอย่างไร แล้วให้โอกาสเขาได้ทำในเรื่องที่ถนัด เมื่อเขาทำออกมาได้ดี ต่อไปเขาจะมั่นใจที่จะทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน และหญิงไม่อายที่จะเข้าไปถามลูกน้องว่า อันนี้ทำอย่างไร สอนหน่อยได้ไหม หรืออันนี้เธอเก่งกว่าพี่ ทำไปเลย
“หญิงให้โอกาสน้อง ๆ ทุกคน อย่าง ถ้าในทีมมองว่า ใครคนหนึ่งไม่โอเค ไม่ควรให้ทำงานต่อ หญิงจะบอกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่ขอลองดูเขาเอง เพราะไม่ชอบตัดสินใคร อาจจะมีบริบทหรือสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เขาเป็นอย่างนั้น เพราะหญิงเคยเป็นเด็กที่ได้รับโอกาสมาก่อน”
ถึงตรงนี้ คุณหญิงจึงเล่าย้อนถึงเหตุการณ์ในอดีต ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตว่า สมัยก่อนเธอเป็นคนตีสต์มาก เมื่อบริษัทส่งให้ไปเทรนที่อเมริกา 2 อาทิตย์ เธอเริ่มมีคําถามกับตัวเองว่าโลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่ แล้วฉันมานั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้ เมื่อกลับมาเมืองไทย เธอหยุดและไม่ไปทำงานอีกเลย จนหัวหน้าเรียกเข้ามาคุยถึงเหตุผล เธอพูดแค่ว่า หญิงขอลาออก หัวหน้าจึงให้เธอนั่งสงบสติอารมณ์ในห้อง แล้วออกไปปรึกษากัน อยู่ดี ๆ ก็มีเสียงในหัวบอกตัวเองว่า “อย่าทำตัวแบบนี้นะ ถ้าจะลาออก ต้องออกอย่างสง่างาม”
ไม่กี่นาทีต่อมา เมื่อหัวหน้ากลับเข้ามาพร้อมท่าที่ที่จะไม่รั้งเธอไว้แล้ว คุณหญิงรีบขอโทษและขอโอกาส พิสูจน์ตัวเอง หลังจากวันนั้นเธอไม่เคยมาทำงานสายอีกเลย และสามารถสร้างผลงานจากยอดรายได้ 5 ล้าน เพิ่มเป็น 10 ล้านบาท บทเรียนครั้งนั้นกลายเป็นสิ่งที่เธอย้ำกับตัวเองเสมอว่า
“เพราะหญิงเชื่อในคําว่า “โอกาส”…ถ้าไม่ได้รับในวันนั้น ก็คงไม่มีหญิงในวันนี้”