ดร.ต้อง-พงษ์รพี เผยบทเรียนชีวิต รักตัวเองให้เป็น แล้วชีวิตจะไม่พัง
“ท่ามกลางชีวิตคนเมืองที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน กรมสุขภาพจิตระบุว่า 65 เปอร์เซ็นต์ของคนวัยทำงานกำลังเผชิญภาวะความเครียดสะสม และอีกกว่า 45 เปอร์เซ็นต์มีปัญหาความสัมพันธ์จากการละเลยจิตใจตัวเอง”
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความจริงอย่างหนึ่งว่า ปัญหาหลายอย่างในชีวิตอาจไม่ได้เริ่มจากปัจจัยภายนอก แต่เริ่มจากความสัมพันธ์ภายในตัวเอง “ดร.ต้อง-พงษ์รพี บูรณสมภพ” นักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ เชื่อว่าการรักตัวเองที่เริ่มจากการยอมรับความเป็นไปของโลกไปพร้อมๆ กับการเลือกคุณค่าที่หัวใจต้องการเป็นจุดตั้งต้นของชีวิตที่สมดุลและมีความสุขโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาใคร
Self-love vs Selfish
“Self-love หรือการรักตัวเอง ไม่ได้หมายถึงการเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดเสมอไป เพราะในโลกแห่งความจริงมีคนจำนวนมากที่ไม่ได้เลือกชีวิตที่ดีที่สุด แต่พวกเขาเลือกใช้ชีวิตแบบมีคุณค่าและมีความหมาย เช่น หมอชนบทที่เลือกทำงานหนักในพื้นที่ห่างไกล หรือพ่อแม่ที่ยอมสละอนาคตของตัวเองเพื่อลูก สร้างภาพจำที่ดีให้กับผู้อื่นนั่นก็เป็นรูปแบบการรักตัวเองอย่างหนึ่ง
“การรักตัวเองเป็นคนละเรื่องกับความเห็นแก่ตัว หากมองผ่านกรอบแนวคิดเรื่องทิศทางชีวิตภายใน การ รักตัวเองคือการใช้ชีวิตในแบบ Inside Out หมายถึงเขาจะรู้สึกว่าชีวิตพอดี ลงตัว และพร้อมจะให้ความสุขกับตัวเองได้ เมื่อชีวิตภายในอยู่ในสภาพที่ดี ก็ไม่คาดหวังอะไรมากจากโลกภายนอก บางครั้งสามารถให้ผู้อื่นโดยไม่มีเงื่อนไขด้วยซ้ำ เพราะไม่ได้รู้สึกขาด แต่หากเป็นชีวิตที่เห็นแก่ตัว ชีวิตภายในของคนกลุ่มนี้มักรู้สึกว่ายังไม่พอ เช่น ยังดีไม่พอ ยังไม่ได้มากพอ หรือยังไม่ได้รับความเป็นธรรมเพียงพอ เรียกว่าเป็นชีวิตแบบ Outside In คือการแขวนความสุขและคุณค่าของตัวเองไว้กับโลกภายนอก นำไปสู่ความรู้สึกเห็นแก่ตัวโดยไม่รู้ตัว ฉะนั้นการรักตัวเองไม่ใช่การยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกอย่าง แต่คือการมีชีวิตภายในที่สมบูรณ์พอจนไม่จำเป็นต้องเรียกร้องจากภายนอกเพื่อพิสูจน์คุณค่าของตัวเอง”

Completed by Myself
ในด้านความสัมพันธ์ หลายคนเติบโตมากับความเชื่อที่ว่าการมีแฟนคือเงื่อนไขของความสุขและความโสดเป็นสถานะที่ถูกตั้งคำถามอยู่เสมอ “ผมมองว่าคน Gen Y ขึ้นไปคิดแบบนี้เยอะ ด้วยความที่เขาเติบโตมาในยุคที่มองว่าความโสดคือทางเลือกสุดท้าย แต่พอหลังปี 2010 Gen Z เริ่มมีอิทธิพลทางความคิดมากขึ้นในเชิงวัฒนธรรม มุมมองเปลี่ยนไป ความโสดไม่ใช่ทางเลือกสุดท้าย แต่กลายเป็นทางเลือกแรก เพราะเขาเห็นพ่อแม่แต่งงานแล้วมีปัญหา แบกภาระของลูก เศรษฐกิจก็ไม่ดี ทำงานหนักทั้งคู่ กลับมาก็ทะเลาะกัน งานแต่งก็แพง ทำให้เกิดคำถามว่าทำไมต้องมีทั้งหมดนี้ ในเมื่อไม่ได้ก่อให้เกิดความสุข ฉะนั้นความโสดสำหรับคนรุ่นนี้จึงกลายเป็นพื้นที่ให้ตัวเองหาความสุข แล้วค่อยคิดเรื่องความสัมพันธ์ในวันที่พร้อมจริงๆ เด็กรุ่นนี้สอนให้ผมไม่คาดหวังกับตัวเองมากเกินไป ใช้ชีวิตให้เป็นตัวเองที่สุดและความสุขควรเป็นทางเลือกแรก ฉะนั้นการใช้ชีวิตคนเดียวไม่ได้แปลว่าขาด แต่หมายถึงเราเลือกดูแลตัวเองในแบบที่เหมาะกับชีวิตของเรามากที่สุด
“บางคนอาจเกิดคำถามตามมาว่าจะอยู่คนเดียวอย่างไรให้มีความสุข ปัญหาคือหลายคนกลัวความโสด เพราะกลัวว่าอยู่คนเดียวนานๆ แล้วฟุ้งซ่าน เบื่อ จึงอยากมีใครสักคนโดยไม่ต้องแต่งงานก็ได้ อันดับแรกต้องเปลี่ยนความเชื่อเหล่านี้ก่อน การจะโสดอย่างมีคุณค่าต้องเริ่มจากเข้าใจศิลปะของการอยู่กับตัวเองโดยไม่เบื่อ ต้องสนุกกับการดีดตัวเองออกจากความจำเจไปหาสิ่งที่ท้าทาย และสร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่าให้ทั้งชีวิตของเราและคนอื่น ขอให้มองเป็นเสน่ห์ ซึ่งผมว่าไม่ยาก เพราะตัวผมเองก็ทำมา 50 กว่าปีแล้ว และยังมีความสุขที่ใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ
“อาจเพราะผมทำงานเป็นนักบำบัดได้ช่วยคนจำนวนมาก ได้นั่งฟังชีวิตและร่วมเดินทางไปกับเขาทั้งสุขและทุกข์ ได้เห็นน้ำตาและคนที่ไม่อยากมีชีวิตอยู่ค่อยๆ กลับมายืนได้อีกครั้ง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่าและให้ความสุขเยอะมาก ข้อดีอีกอย่างของการเป็นโสดคือมีเวลาเยอะมาก สามารถแชร์เวลาให้คนรอบตัวได้เต็มที่ เช่น เพื่อนผมที่อยู่ต่างประเทศเป็นทุกข์ก็บินไปหาเลย เพื่อนั่งฟังและให้กำลังใจกัน ขณะที่คนมีครอบครัวหรือมีภาระมากๆ อาจทำแบบนี้ได้ยาก แต่ผมใช้ชีวิตแบบนี้มาตลอด ทำให้เห็นชัดว่าความโสดจะมีเสน่ห์ก็ต่อเมื่อตั้งธงกับตัวเองได้ว่าจะออกแบบชีวิตความโสดให้มีความสุขได้อย่างไร”
สำหรับคนที่อยู่ในความสัมพันธ์ซึ่งมีความคาดหวังให้อีกฝ่ายเป็นผู้เติมเต็ม ทุกอย่างในชีวิต ดร.ต้องเล่าถึงประเด็นนี้ว่า “ผมเห็นความสัมพันธ์แบบนี้เยอะมากเวลาที่เราไปเจอคนไม่รักตัวเองและต้องการให้เราเป็นคนเติมเต็มชีวิตทั้งหมดให้เขา พูดง่ายๆ คือขาดเราเหมือนขาดใจ ความอันตรายเกิดขึ้นได้ตั้งแต่วันที่เราเป็นแฟนกับเขา และอาจถึงขั้นทำร้ายอีกฝ่ายโดยไม่ตั้งใจ หากเลิกกัน บางกรณีรุนแรง ถึงขั้นคิดว่าไม่มีเราขอตายดีกว่า
“เพราะฉะนั้นเวลามีความรัก สิ่งหนึ่งที่ต้องมั่นใจให้ได้คือ ต่อให้วันหนึ่งไม่มีกัน ต่างฝ่ายจะยังภูมิใจในตัวเองและไปต่อกับชีวิตได้ เพราะเราไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ครั้งนี้จะยั่งยืนแค่ไหน แน่นอนว่าความรักควรถูกเติมเต็มบ้าง เช่น มีเขาแล้วอบอุ่น สนุกขึ้น เก่งขึ้น เพราะมีแรงผลักดัน แต่ต้องไม่ใช่การเติมเต็มในระดับรากฐานชีวิต ทั้งเขาและเราต้องยืนได้ด้วยตัวเอง อาจเหงาแต่ไม่พัง ถ้าจุดนี้ยังทำไม่ได้ ผมมองว่าอย่าเพิ่งมีใครเลยครับ แต่ถ้าเผลอเข้าไปอยู่ในความสัมพันธ์แบบนั้นแล้ว ต้องกล้าพูดกันตรงๆ และพาไปหาผู้เชี่ยวชาญทันที เราควรเป็นนักซัพพอร์ต แต่ไม่ควรเป็นนักบำบัด เพราะท้ายที่สุดเราจะทำให้เขาป่วย และเขาก็จะทำให้เราป่วยเช่นกัน”

Under Pressure
ท่ามกลางยุคโซเชียลมีเดียที่มีแต่ความคาดหวังถาโถม การรักตัวเองของคน รุ่นใหม่กลายเป็นเรื่องยาก “ทุกวันนี้เราใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์มากกว่าโลกออฟไลน์ ยิ่งเจอกับบริบทเศรษฐกิจที่ผันผวน คนตกงานเยอะ ตลาดงานแข่งขันสูง หลายคนต้องยอมเป็นฟรีแลนซ์หรืออยู่ในสภาวะที่ไม่มั่นคงมากขึ้น ความภูมิใจในตัวเองกลายเป็นสิ่งที่สร้างได้ยาก ทำให้การรักตัวเองของคนรุ่นใหม่ซับช้อนกว่าที่เคย
“ผมรู้จักน้องคนหนึ่งที่เก่งด้านไอทีมาก แต่ด้วยสภาพเศรษฐกิจทำให้เขาต้องออกจากงาน ต้องพึ่งเงินของแม่ ในฐานะลูกผู้ชายเขาไม่ภูมิใจในตัวเองเลย เขาจึงเดินทางไปเกาหลีเพื่อทำงานที่ไม่ถนัด แต่เป็นงานที่ตลาดต้องการ เขาศึกษาและตั้งใจทำอย่างจริงจังจนสามารถเก็บเงินส่งกลับบ้านหลักแสนต่อเดือน นั่นคือวันที่เขาภูมิใจในตัวองที่สุด ผมคิดว่าคนรุ่นใหม่ในวันนี้อาจต้องยอมรับเงื่อนไขชีวิตเหล่านี้ อย่างแรก คือการออกจากงานที่สบาย เพราะโจทย์เศรษฐกิจยากขึ้น สองคือการท้าทายตัวเอง ยอมลำบากช่วงหนึ่งเพื่อปรับตัวให้เข้ากับตลาดงาน แทนที่จะรอให้ตลาดงานมาปรับเข้าหาเรา แม้จะต้องฝืนหรือเหนื่อย แต่ถ้าช่วยแก้ปัญหาครอบครัว ลดการะ หรือทำให้กลับมารู้สึกดีกับตัวเองอีกครั้ง ต่อให้เป็นเพียงช่วงเวลา 2-3 ปีก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะในยุคนี้การยอมรับตัวเองไม่ใช่เรื่องง่าย บางคนจำเป็นต้องพักความฝันไว้ชั่วคราวเพื่อความอยู่รอด ซึ่งเป็นความจริงที่เราทุกคนต้องเข้าใจ”

Learn to Accept, Learn to Heal
“เมื่อชีวิตเจอปัญหา สิ่งแรกที่ผมอยากแนะนำคืออย่าโกหกตัวเองด้วยการบอกว่าโอเค ทั้งที่ความจริงไม่โอเคเลย อย่ากลบความรู้สึกด้วยคำพูดบวกๆ แต่ให้ค่อยๆ ถอยออกมาเพื่อหาสาเหตุว่าเกิดจากอะไร แล้วจะแก้ไขได้อย่างไร บางครั้งอาจเกิดจากเหตุการณ์รุนแรงในชีวิต เช่น การสูญเสียกะทันหัน อย่างกรณีของผม ช่วงสูญเสียคุณพ่อคุณแม่ ผมไม่ได้อยู่กับท่านในวินาทีสุดท้ายทั้งสองครั้ง ทำให้เราโทษตัวเอง เพราะไม่มีโอกาสได้จับมือ สบตา หรือเห็นใบหน้าครั้งสุดท้าย รู้สึกเสมอว่าเราทำหน้าที่ลูกได้ไม่สมบูรณ์หรือเปล่า จนเริ่มมีอาการเหม่อบ่อย ไม่กล้าผูกพันกับใครมากเพราะกลัวการจากลา
“ความรู้สึกแบบนี้ใครเจอก็ต้องรู้สึก ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ในฐานะที่เราทำงานด้านจิตวิทยา จึงรู้ว่าถ้าตอกย้ำตัวเองไปเรื่อยๆ จะพาเราไปสู่พื้นที่ที่ลึกและมืดมนกว่า ต้องถอยเพื่อพาตัวเองออกจากความรู้สึกผิด ถามตัวเองว่าถ้ามองจากมุมของคุณพ่อคุณแม่จะมองเราอย่างไร ภาพจำของความเป็นลูกไม่ใช่แค่ภาพสุดท้ายที่ได้จ้องตากันก่อนจาก แต่คือความดี ความรัก และความตั้งใจที่ทำให้กันตลอด เรามีภาพความรักจำนวนมากที่ได้สร้างร่วมกัน และภาพเหล่านั้นก็เดินทางไปกับท่านแล้ว ไม่ได้หายไปไหน ผมจึงค่อยๆ ดึงตัวเองกลับมาได้ นี่เป็นตัวอย่างของการรักตัวเอง ซึ่งไม่ใช่การไม่รู้สึกผิด ไม่เสียใจ หรือไม่โทษตัวเองเลย แต่คือการรู้เท่าทันว่ากำลังทำร้ายตัวเองอยู่ และเลือกจะกลับมามองตัวเองด้วยความเมตตาอีกครั้ง
“ผมเชื่อว่าแทบไม่มีใครรักตัวเองได้ตลอดเวลา ทุกคนต้องมีโมเมนต์ที่เผลอลืมดูแลใจตัวเอง หรือรู้สึกผิดกับบางอย่างที่ทำพลาดไป เมื่อใดที่รู้สึกว่ารับมือไม่ไหว อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือ การพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยชี้ทางออกได้
“ผมเชื่อว่าแท้จริงแล้วเราทุกคนคือผู้เชี่ยวชาญชีวิตของตัวเอง หลายคนที่เข้ามาปรึกษามักคิดว่าผมคือคนที่รู้ดีที่สุด แต่จากประสบการณ์การทำงาน ทำให้เห็นชัดว่าคนที่รู้จักชีวิตของตัวเองดีที่สุดคือคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับตัวเองทุกวัน หน้าที่ของผมคือการอำนวยความสะดวกให้เขาได้กลับไปฟังเสียงหัวใจตัวเองอีกครั้ง วันที่ใครคนหนึ่งกล้าภูมิใจในตัวเอง กล้าเผชิญหน้าและแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เขาจะรู้สึกว่าเอาชีวิตตัวเองอยู่ และนั่นคือวันที่เขากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญการใช้ชีวิตของตัวเองอย่างสมบูรณ์แบบ
“สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ต้องเริ่มจากความศรัทธาในตัวเองและยอมรับว่า ไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร เพียงแค่เป็นคุณในเวอร์ชั่นที่หัวใจใช้ชีวิตอยู่ได้โดยไม่ฝืน นั่นคือ ชีวิตที่ดีที่สุดของคุณครับ”
ติดตามบทสัมภาษณ์ฉบับเต็ม ได้ในนิตยสารแพรวฉบับเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2569