ถอดบทเรียนจากกรณี ‘ตังตัง นัฐรุจี’ เมื่ออายุน้อยไม่ใช่ยันต์กันป่วย
หลายคนคงได้ทราบข่าวอาการป่วยแบบไม่คาดคิดของนักแสดงและพิธีกรสาวสวยมากความสามารถแต่กลับนําไปสู่ภาวะโรคหลอดเลือดสมองหรือสโตรก ตังต้ง นัฐรุจี วิศวนารถ ที่เริ่มจากอาการไข้ขึ้นสูง ในวัยเพียง 31 ปี ซึ่งมีชื่อเรียกเฉพาะของโรคนี้ว่า “Stroke in the Young” งานนี้ต้องยกเครดิตให้คุณหมอที่ต้องทําหน้าที่ค้นหาและไขปริศนาจากร่องรอยของโรค จนสุดท้ายสิ่งที่ตามหาก็ยอมมอบตัว

สืบจากโรค
“ชีวิตก่อนหน้านี้ยังตั้งเคยป่วยจนต้องแอดมิตเข้าโรงพยาบาลแค่ ครั้งเดียว คือตอนเรียนอยู่ ม.2 ที่เป็นไข้เลือดออก ตั้งตั้งค่อนข้างดูแล สุขภาพ ชอบออกกําลังกาย แต่ถ้าช่วงไหนงานเยอะก็ถึงดบ้าง มีคุมเรื่อง อาหารพอสมควร แต่ส่วนตัวชอบของหวาน เรียกว่าเป็นขนมปังเลิฟเวอร์ เลย (หัวเราะ) แต่ถ้าวันไหนทานแป้งเยอะ อีกวันจะลดปริมาณลง ส่วน เรื่องงานที่ทําอยู่ก็ไม่ได้เครียด แต่เป็นคนนอนดึกตื่นสาย กว่าจะหลับได้ ก็เกือบตี 2 แต่พักผ่อนเต็มที่ครบ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน เวลาตรวจสุขภาพ ประจําปี ความดันและค่าเลือดปกติหมด ร่างกายแข็งแรงทุกอย่าง
“จนเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา อยู่ดี ๆ ก็มีไข้สูงถึง 40 องศา ตัวร้อนจี้ คิดว่าคงเป็นไข้หวัดใหญ่หรือไม่ก็ติดโควิด แต่เมื่อตรวจ ATK แล้วไม่พบเชื้อ จึงกินแค่ยาแก้ไข้แล้วไปทํางานตามปกติ เข้าวันที่สองไข้ก็ ยังไม่ลด แล้วเริ่มมีอาการหนาวสั่น จนทนไม่ไหวจึงตัดสินใจไปโรงพยาบาล เอกชนแห่งหนึ่ง คิดว่าแค่ให้คุณหมอฉีดยาแล้วค่อยกลับไปพักต่อที่บ้าน
“เมื่อมาถึงโรงพยาบาล ตั้งตั้งเริ่มมีอาการหายใจติดขัด คุณหมอ ประเมินอาการเบื้องต้นว่าน่าจะเกิดจากโรคกรดไหลย้อน แต่ขอตรวจอย่าง ละเอียดเพื่อทราบสาเหตุให้แน่ชัด จึงให้แอดมิตเพื่อรอผลเลือดและเฝ้าดู อาการ วันรุ่งขึ้นคุณหมอก็ส่งไปเอกซเรย์ปอด ปรากฏว่ามีอาการปอดติดเชื้อ หรือปอดอักเสบที่ข้างซ้าย แล้วผลเลือดก็พบว่าเม็ดเลือดขาวสูงกว่าปกติ แสดงว่าอาการปอดอักเสบเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย จึงตรวจเสมหะเพิ่มเพื่อ ให้ทราบว่าเป็นแบคทีเรียชนิดไหน แล้วให้ยารักษาต่อไป
“แต่คุณหมอยังติดใจว่าทําไมคนที่มีภาวะปอดติดเชื้อจึงไม่มีอาการ ไอหรือมีเสมหะเลย เมื่อมาเช็กกับผลเลือดก็พบว่ามีค่าเลือดตัวหนึ่งคนปกติบ่งบอกถึงเอนไซม์ของกล้ามเนื้อหัวใจสูงเกินปกติไปเยอะมาก ค่าจะอยู่ที่ 1.9 – 15 แต่ตั้งตั้งขึ้นไปถึง 51,000 น่าจะมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจ อักเสบ จึงส่งไป CT Scan แล้วพบว่ากล้ามเนื้อหัวใจโตขึ้น คุณหมอ จึงสั่งย้ายไปห้อง CCU ทันที เพื่อเฝ้าระวังและสังเกตอาการเป็นพิเศษ”

ได้เวลามอบตัว
“ตอนนั้นยังยังไม่ได้รู้สึกกังวลอะไรเลย เพราะคิดว่าตัวเองไม่ได้ เป็นอะไรมากขนาดนี้ ยังนั่งคุยกับคุณแม่และญาติที่มาเยี่ยมได้ปกติ แต่ ทราบภายหลังว่าตอนนั้นความดันลดลงต่ํามาก สามารถเกิดอาการช็อก ได้ทุกเวลา คุณหมอก็แปลกใจว่าทําไมยังดูปกติทุกอย่าง ระหว่างนั้น คุณหมอให้ยาฆ่าเชื้อและยาเพิ่มความดันไว้แล้ว
“หลังจากแอดมิตวันที่สี่ ตอนประมาณ 4 ทุ่ม ระหว่างที่คุย โทรศัพท์กับเพื่อนถึงอาการป่วยว่าเป็นอย่างไรบ้าง พูดได้ประมาณ 20 – 30 นาที อยู่ดี ๆ ตั้งตั้งก็ออกเสียงมาไม่เป็นคํา ตอนนั้นจะพูดว่า “นอนอยู่นะ” แต่พูดออกมาเหมือนแผ่นเสียงสะดุด “นอน”
“ตอนนั้นรู้สึกตกใจมาก รีบกดวางสายเพื่อนทันที ภายหลัง เพื่อนเล่าให้ฟังว่าระหว่างทีคุยกันอยู่ดี ๆ ดังตั้งก็พูดไม่รู้เรื่องแล้ววางสาย ที่ตั้งตั้งวางสายเพื่อนไปเพราะรู้สึกว่าต้องเรียกพยาบาล แล้วอาการแพนิก ก็กําเริบขึ้นมาทันที น้ําตาไหลไม่หยุดเลย ระหว่างนั้นไม่สามารถสื่อสารออกมาได้เลยอย่างตั้งใจจะเรียกพี่พยาบาลว่าขอเข้าห้องน้ําหน่อย แต่พูดออกมาว่า “พี่เป๊บ ๆ ๆ คือไม่สามารถพูดตามที่คิดได้เลย “เมื่อคุณหมอมาถึงก็เช็กกับพยาบาลว่าตั้งยังมีอาการปากเบี้ยวไหม แขนขา ขาไหม ซึ่งทุกอย่างปกติ เพียงแต่พูดออกมาไม่ได้ แล้วคุณหมอก็เข้ามาเช็กอาการ งงด้วยการหยิบปากกาขึ้นมาแล้วถามว่า “นี่อะไร” ในความคิดเรารู้ว่าคือปากกา แต่ไม่รู้ว่าจะเอ่ยปากพูดออกมาอย่างไร แล้วเพิ่งมาทราบทีหลังว่าความทรงจํา บางช่วงในคืนนั้นหายไป พี่พยาบาลเล่าว่าตั้งตั้งยื่นโทรศัพท์มือถือให้โทร.หาแม่ แต่ตั้งตั้งจําเหตุการณ์นั้นไม่ได้เลย
“คืนนั้นหลังจากถูกส่งไป MRI ก็กลับมาที่ห้อง CCU เวลาประมาณตี 1 ซึ่ง หมดเวลาเยี่ยมแล้ว ทําให้ต้องอยู่กับอาการป่วยนี้คนเดียว จําได้ว่านอนร้องไห้ทั้งคืนคิดแต่ว่าถ้าเราพูดไม่ได้เหมือนเดิม ก็คงทํางานพิธีกรหรืองานแสดงไม่ได้ แล้วชีวิต ต่อไปจะเป็นอย่างไร ทําไมโรคนี้ต้องมาเกิดกับเราด้วย คิดวนไปอย่างนี้จนเข้า “รุ่งขึ้นผล MRI ออกมา คุณหมอบอกว่าตั้งตั้งเป็นสโตรกหรือโรคเส้นเลือด สมองตีบตรงสมองซีกซ้าย แต่โชคยังดีที่ลิ่มเลือดไปอุดตันตรงปลายประสาท Broces Aree ซึ่งอยู่บริเวณด้านล่างของสมองส่วนหน้า ทําหน้าที่สร้างและสั่งการด้านการพูด โดยตรง ทําให้มีปัญหาด้านการพูด นึกคําไม่ออก บางคนอาจมีอาการอ่อนแรงไป ครึ่งซีก ปากเบี้ยว หรืออาจจะทําให้พูดไม่ได้อีกเลย

“คุณหมอยังอธิบายให้ฟังต่อว่าเส้นเลือดสมองเส้นไหนตีบก็จะไม่สามารถ ฟื้นฟูกลับมาได้ แต่ตั้งตั้งโชคดีที่เส้นเลือดฝอยรอบ ๆ ค่อย ๆ เชื่อมต่อกัน และช่วย ทํางานแทนเส้นเลือดสมองที่ตีบไปแล้ว จึงทําให้ค่อย ๆ กลับมาพูดได้ แล้วคุณหมอสันนิษฐานว่าเมื่อคืนเส้นเลือดฝอยรอบ ๆ ยังไม่เชื่อมต่อกัน จึงทําให้พูดออกมาเป็นค่าไม่ได้
“ช่วงสาย ๆ ตั้งตั้งก็เริ่มพูดได้ แต่ช้ามาก เพราะต้องค่อย ๆ คิดค่าที่จะพูด ออกมาทีละคํา แต่ยังพูดไม่จบประโยค อย่างจะบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วงนะ แต่ พูดออกมาว่า “ไม่…ต้อง…เป็น….หวง….” อารมณ์ประมาณว่าไม่รู้ว่าต้องผันวรรณยุกต์ ไหน ที่บ้านยังถ่ายคลิปเก็บไว้ให้ดูเลย
“คุณหมอบอกญาติ ๆ ว่าให้ชวนคุยเยอะ ๆ ช่วงเที่ยงวันตั้งตั้งก็เริ่มกลับมา พูดได้เป็นประโยคมากขึ้น แล้วค่อย ๆ กลับมาพูดได้ปกติ ถือเป็นปาฏิหาริย์และ ความโชคดีของตังตัง กลับมาได้ไวขนาดนี้
“หลังจากรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนได้ 9 วัน ครอบครัวก็ย้ายตั้งตั้งไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลรัฐ คุณหมอบอกว่าเคสของตังตั้งเป็นแรร์เคส เพราะยังไม่ สามารถบ่งชี้ได้ว่าโรคหลอดเลือดสมองตีบของเราเกิดขึ้นจากอะไร แต่ที่คุณหมอ คาดการณ์ไว้มีสองสาเหตุ คือหนึ่ง หัวใจทํางานผิดปกติ จึงทําให้เกิดการสูบลิ่มเลือด ขึ้นไปบนสมอง และสอง จากโรค SLE หรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง “แต่ด้วยค่าเลือดที่ส่งตรวจไปล่าสุดพบว่ามีค่าเลือดตัวหนึ่งที่สูงกว่าปกติ
“แม้จะมีโอกาสเป็นโรค SLE แต่ค่าเลือดตัวอื่นกลับปกติ จึงติดโรค SLE ออกไปได้ จึงน่าจะเกิดจากหัวใจทํางานผิดปกติ คุณหมอจึงส่งตัวไป MRI สมอง แล้วยังสั่งทํา เอคโค่และอัลตราซาวนด์หัวใจด้วย เพราะคุณหมอกลัวว่าผนังหัวใจมีรูรั่ว จึงทําให้ เกิดลิ่มเลือด ปรากฏว่าผนังหัวใจและหัวใจปกติดี สรุปผลออกมาคือเกิดจาก ลิ่มเลือดที่หัวใจปลิวขึ้นไปที่สมอง ทําให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบ ซึ่งมีชื่อเรียก ว่า Stroke in the Young
“ถ้าให้สรุปอาการป่วยครั้งนี้ของตัวเอง คือเริ่มจากร่างกายอ่อนแอ ทําให้ ปอดติดเชื้อแบคทีเรีย กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ จึงส่งผลให้หัวใจทํางานผิดปกติ จนทําให้เกิดลิ่มเลือดไปอุดตันที่สมอง ไม่ได้อยู่ดี ๆ แล้วเป็นสโตรกเหมือนเคสอื่น”

เรียนรู้โรคกับชีวิต
“ตั้งตั้งแอดมิตที่โรงพยาบาลสองแห่งรวมแล้ว 2 อาทิตย์ กว่าคุณหมอจะ อนุญาตให้กลับบ้านได้ ถ้านับการรักษาแล้ว ตั้งตั้ง MRI สมองไปทั้งหมด 3 รอบ MRI หัวใจ 1 รอบ CT Scan ทั้งตัว 1 รอบ และทําเอคโค่หัวใจ 2 รอบ ยังไม่ รวมเอกซเรย์ปอดที่นับครั้งไม่ถ้วน
“เมื่อกลับมาบ้านต้องทานยาสเตียรอยด์ติดต่อกันจนครบ แต่ที่ต้องทํา ทุกวันอย่างเคร่งครัดคือการฉีดยาละลายลิ่มเลือดด้วยตัวเองวันละ 1 เข็มตรง บริเวณหน้าท้องหรือต้นขา ต้องฉีดเวลาเดิมทุกวัน แล้วค่อย ๆ เดินยาด้วยการ นับ 1 – 20 ทีแรกคุณหมอให้ฉีดติดต่อกันเป็นระยะเวลา 3 เดือน แรก ๆ รู้สึก เครียดและทําใจอยู่พอสมควร เพราะต้องฉีดยาตัวเองแบบมิดเข็ม แต่ตั้งตั้งมี เทคนิคด้วยการใช้ Ice Pack วางตรงที่จะฉีดสักพักจนรู้สึกชาแล้วค่อยฉีด ทําให้ ไม่เจ็บมากนัก และโชคดีที่ฉีดไปได้แค่ 2 อาทิตย์แล้วผลเลือดดีขึ้น จึงปรับให้เป็นยาเม็ดสําหรับรับประทานแทน
“นอกจากนี้คุณหมอย้ําเรื่องการดูแลตัวเอง เพราะตั้งตั้งทานยาละลาย ลิ่มเลือด จึงต้องคอยระวังไม่ให้กระแทกหรือเกิดการฟกช้ํา เลือดออก เพราะ เลือดจะหยุดยาก แล้วถ้าเกิดบาดแผลใหญ่ ๆ ก็ต้องไปโรงพยาบาลเลย นอกจากนี้ ยังห้ามออกกําลังกายหนัก แต่ออกกําลังกายเบา ๆ ได้
“เมื่อรู้ว่าโรคที่ตัวเองเป็นคือ Stroke in the Young จึงลองเสิร์ชหาข้อมูล ทําให้ทราบว่าเป็นภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยงชั่วคราวหรือถาวรจากการตีบ อุดตันของหลอดเลือด หรือหลอดเลือดในสมองแตก กับคนที่อายุน้อยกว่า 45 ปี ส่วนใหญ่มักจะมีโรคประจําตัว อย่างโรคหัวใจ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง แต่ก็มีปัจจัยเสี่ยงจากไลฟ์สไตล์ เช่น สูบบุหรี่ ขาดการ ออกกําลังกาย ความเครียด และพักผ่อนน้อย ซึ่งตั้งตังไม่ได้เข้าข่ายเลย
“ทุกเดือนทั้งยังมีนัดตรวจกับคุณหมอทั้งหมด 3 ท่าน คือ ด้านโลหิตวิทยา ระบบประสาท และโรคหัวใจ ต้องมีการตรวจเลือดและเอกซเรย์เพื่อติดตาม อาการอย่างใกล้ชิด ตอนนี้ร่างกายแทบจะปกติ ยังไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วง ความดัน ก็กลับมาเป็นปกติ อาจจะมีอาการเหนื่อยง่ายนิดหน่อย เพราะปอดยังไม่หาย ร้อยเปอร์เซ็นต์ คุณหมอบอกว่าปอดจะค่อย ๆ ดีขึ้น แต่ยังคงต้องฝึกพูด ชวนคุย และอ่านหนังสือ เพื่อช่วยให้เส้นเลือดฝอยที่สมองแข็งแรงขึ้น
“หลังจากตังตังลงคลิปอาการป่วยของตัวเองทางโซเชียล มีคนอินบ็อกซ์เข้ามาบอกว่าเป็นเหมือนกันเยอะมาก ตั้งตั้งโชคดีที่สามารถกลับมาเป็นปกติได้ไวตอนอัดคลิปเรื่องราวการป่วยของตัวเองเพราะอยากให้ทุกคนป้องกันและระวังตัว แต่เมื่อทราบถึงสาเหตุของโรคนี้จริง ๆ แล้ว เป็นโรคที่เราไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะ เกิดขึ้นเมื่อไร โดยเฉพาะคนอายุน้อย
“สิ่งที่ติงติงอยากจะบอกทุกคนคือ ให้รักษาสุขภาพ พักผ่อนให้เพียงพอ อย่าเครียด และไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ ถ้ามีอาการเหล่านี้ รีบไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด นั่นคือเดินเซ เวียนศีรษะ บ้านหมุนฉับพลัน ตาพร่ามัว มองไม่เห็นหรือเห็นภาพซ้อน แบบฉับพลัน ใบหน้าชาหรืออ่อนแรง ยิ้มแล้วมุมปากตก แขนขาอ่อนแรงข้างใด ข้างหนึ่ง หรือมีอาการกํามือไม่ได้ ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด พูดลําบาก หรือพูดออกมา ไม่ได้เลย ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นอาการของโรคหลอดเลือดสมอง ให้รีบโทรศัพท์ แจ้งหน่วยแพทย์ฉุกเฉินหรือนําส่งโรงพยาบาลทันทีภายในช่วงเวลาทองคือ 4.5 ชั่วโมง
“หลังจากป่วยครั้งนี้ทําให้ตั้งตั้งเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตไปจากเดิม ทุกวันนี้ นอนไม่เกินเที่ยงคืน แล้วเริ่มออกกําลังกายเบาๆ ได้แล้ว ตั้งใจว่าจะออกกําลังกาย อย่างสม่ําเสมอ นอกจากนี้ยังตั้งยังได้บทเรียนจากการเจ็บป่วยครั้งนี้ว่าชีวิตคนเรา ไม่แน่นอน ตั้งยังไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะต้องมาเป็นโรคนี้ในวัย 31 ปี
“ฉะนั้นถ้าอยากทําอะไรหรืออยากใช้ชีวิต แล้วไม่ได้เกินกว่าแรงกายหรือ กําลังทรัพย์ที่มีอยู่ก็ทําไปเถอะ ออกไปใช้ชีวิตบ้าง อย่าทํางานอย่างเดียวเหมือนตั้งตั้ง เงินที่หามาได้จากการทํางานหนักมาหลายเดือนกลับนําไปให้โรงพยาบาลเพื่อรักษาตัวเองหมดเลยสุดท้ายอยากให้ทุกคนดูแลตัวเองดี ๆ มีร่างกายที่แข็งแรง เพราะเป็นสิ่งสําคัญที่สุดค่ะ”

ข้อมูล นิตยสารแพรว
เรื่อง กิดดานันท์
ภาพ อิทธิศักดิ์