ดราม่า ‘มาดามตวง’ ถูกตัดสิทธิ์ในมรดกตระกูลนับ 1,000 ล้าน เพียงเพราะเป็นผู้หญิง

ใครเคยผ่านช่วงชีวิตที่เจอบททดสอบยากๆ มาแล้ว คงซาบซึ้งดีกับประโยคที่ว่า ‘Life goes on’ และนี่คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับชีวิตผู้หญิงคนนี้ ‘มาดามตวง’

ชื่อ ‘มาดามตวง’ หรือ ‘อุบลรัตน์ ช่อธีระพฤกษ์’ เป็นที่รู้จักกันดีในวงการทำอาหาร เธอทำรายการ ‘มาดามตวงฟู้ดเซเลบ’ ทางช่อง 9 อสมท.มาหลายปี แล้วยังเป็นคนคิดและครีเอทสูตรอาหารอร่อยๆ ให้กับหลายๆ บริษัทที่ทำธุรกิจส่งออกอาหาร

แต่ที่ไม่ค่อยมีใครรู้คือ ‘เธอ’ เป็น 1 ใน 3 ทายาทเจ้าของธุรกิจสเปรย์ปรับอากาศ King’s Stella ที่ครองมูลค่าทรัพย์สินนับพันล้าน ทว่าเธอกลับเลือกที่จะไม่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของตระกูล มาใช้ชีวิตแบบเริ่มต้นนับหนึ่งกับเส้นทางที่เธอสร้างเอง…

-คงต้องให้มาดามตวงเล่าย้อนให้ฟังแล้วละค่ะว่า ชีวิตวัยเด็กที่ผ่านมาเป็นอย่างไร 

ตั้งแต่เด็กโตมาก็เห็นพ่อกับแม่ทำการค้า ช่วยกันก่อร่างสร้างตัวจนเป็นเจ้าของธุรกิจสเปรย์ปรับอากาศ ‘King’s Stella’ สมัยนั้นคนไทยไม่รู้จักสเปรย์ปรับอากาศนะ เคยมีร้านทำผมซื้อไปฉีดให้ลูกค้าแล้วเอามาคืน บอกว่าฉีดผมแล้วไม่อยู่ทรง (ยิ้ม)

ตวงเป็นลูกสาวคนโต มีน้องสาวและน้องชายอย่างละหนึ่งคน พออายุได้ 3 ขวบก็ถูกแม่ส่งตัวไปให้น้าสาวเลี้ยง เพราะบ้านน้าเป็นร้านทำผมอยู่ใกล้โรงเรียนซางตาครู้สคอนแวนท์ ซึ่งตั้งอยู้ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งธนบุรี เพราะแม่อยากให้ไปอยู่ใกล้โรงเรียน จะได้เรียนเก่งๆ ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไกล ส่วนน้องสาวและน้องชายยังอยู่กับพ่อแม่

-เหมือนเราเคยอยู่กับพ่อแม่และน้อง แต่จู่ๆ ต้องไปอยู่กับคุณน้า รู้สึกอย่างไรบ้าง

เป็นความรู้สึกที่ว่าเด็กอายุ 3 ขวบห่างอกพ่ออกแม่ ถามว่าอยู่บ้านน้ามีความสุขไหม จะมีความสุขได้อย่างไร

ทุกเช้าตวงต้องเดินไปซื้อโจ๊กที่ตลาดมานั่งกินเอง ใกล้เวลาโรงเรียนเข้า น้าก็พาเดินข้ามถนนไปส่ง เลิกเรียนกลับมาบ้านต้องหาปลาทูจากตู้กับข้าวมาคลุกข้าวกินเอง ได้เวลาหนึ่งทุ่มแปรงฟัน เดินขึ้นชั้นบน นอนในห้องมืดๆ คนเดียว มองท้องฟ้านอกหน้าต่าง คิดถึงแม่

ตวงนอนร้องไห้ทุกคืน ไม่ชอบกลางคืนเลย รู้สึกเหงามาก เป็นความรู้สึกว่าเราอยู่กับใครก็ไม่รู้ ทำให้กลัวกลางคืน กลัวความมืด พอไปโรงเรียนก็คิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อแม่ จึงชอบยืนเกาะรั้วลูกกรงโรงเรียน เหม่อมองดูแม่น้ำ เจ้าพระยา

พอเย็นวันศุกร์ พ่อมารับกลับบ้าน เย็นวันอาทิตย์ก็พาตวงไปส่งบ้านน้าใหม่ ยังจำภาพได้ติดตาตอนที่รู้ว่าพ่อจะพาไปส่งบ้านน้า ตวงแกล้งทำเป็นหลับ เพราะคิดว่าจะได้ไม่ต้องไป ปรากฏว่าพ่ออุ้มขึ้นรถทั้งที่หลับ ตวงคว้าประตูลูกกรงเหล็กหน้าบ้านแน่นเลย ตะโกนว่าไม่ไปๆ ดิ้นอยู่ในแขนพ่อ แต่พ่อไม่เข้าใจความรู้สึกเรา เลยโดนตีไปถูกดุไปว่า ‘ต้องไปๆ’ ชีวิตตวงเป็นอย่างนี้ตลอดสองปีที่เรียนชั้นอนุบาลถึงป.1

-เรียกว่าเป็นความรู้สึกที่ไม่ดีกับชีวิตวัยเด็กเลย

ใช่ค่ะ พอตวงมีลูกเองถึงรู้ว่าชีวิต 5 ขวบปีแรกของเด็กมีความสำคัญมาก เขาต้องการความรักความเอาใจใส่จากพ่อแม่ เป็นช่วงเวลาแห่งความผูกพันและสายใยที่มีความหมายสำหรับเด็ก ถ้าพ้น 5 ปีแรกซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของชีวิตมนุษย์แล้ว แผลที่อยู่ในใจไม่มีทางหาย

พอขึ้นป.2 ถึงได้กลับมาอยู่กับพ่อแม่และน้องๆ ที่บ้าน เพราะแม่ย้ายพวกเรามาเรียนโรงเรียนแถวบ้าน ก่อนส่งตวงไปเรียนต่อป.5 ที่โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ ส่วนน้องสาวเรียนป.3 ซึ่งการที่เราเข้าเรียนตอนป.5 กลายเป็นว่าเพื่อนๆ เขามีกลุ่มมีก๊วนมาตั้งแต่ป.4 ส่วนเราไม่รู้จักใครเลย เข้ากับใครก็ไม่ได้ รู้สึกขาดความมั่นใจ ถึงขนาดต้องให้แม่นั่งเฝ้าที่โรงเรียนจนกว่าจะเข้าห้องเรียน

จนตอนหลังเริ่มมีเพื่อน ความที่ตวงชอบทำงาน จึงนั่งรถไปซื้อของแถวสำเพ็ง หาโน่นนี่มาขายเพื่อน เลิกเรียนพ่อมารับ พาตวงไปดูแพ็คเกจจิ้งว่าเขาออกแบบอย่างไร ห้องแล็บเป็นแบบไหน พอมีงานกาชาด ตวงไปช่วยพ่อขายของในงานกระทั่งกิจการของพ่อขยายใหญ่ขึ้น เริ่มมีเงินเป็นกอบเป็นกำ ซื้อที่ดิน คอนโดมิเนียม และซื้อหุ้นเยอะมาก พ่อเป็นนักเลงพระด้วย  ถึงขนาดมีคนขับรถเบนซ์มาเพื่อแลกกับ ‘หลวงปู่โต๊ะ’ ของพ่อองค์เดียว

-พอโตขึ้น ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

ตวงเลือกเรียนมาร์เก็ตติ้ง มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) ความที่พ่อมีกิจการต่างๆ มากมาย ระหว่างเรียน ตวงช่วยพ่อดูบัญชี ทำโน่นทำนี่ จนใกล้จบปริญญาตรี เริ่มสงสัยว่าทำไมไม่เห็นพ่อเรียกให้ไปช่วยทำธุรกิจที่บ้านเลย แต่ไม่กล้าถาม เพราะพ่อดุ คิดเอาเองว่าพ่อคงอยากให้เรามีประสบการณ์การทำงานกับบริษัทอื่นก่อน

และเพราะคิดแบบนี้ ทำให้ตวงตัดสินใจขอย้ายไปเรียนภาคค่ำเพราะอยากทำงาน เริ่มจากไปเป็นเซลส์ขายงานพิมพ์บัตรเครดิตให้กับบริษัทหนึ่ง พอไปเล่าให้พ่อฟัง พ่อบอกว่าอยากทำก็ตามใจ แล้วให้รถมือสองมาหนึ่งคันแบ่งกันใช้กับน้องสาว ส่วนน้องชายได้รถใหม่ป้ายแดง ถามว่ามีน้อยใจไหม นิดๆ

กระทั่งเรียนจบ มีรุ่นพี่ถามว่าสนใจทำงานมาร์เก็ตติ้งบริษัทส่งออกปลาทูน่าและซีฟู้ดกระป๋องไหม ตวงจึงสมัครทำงานที่นั่น เป็นมาร์เก็ตติ้งผู้หญิงคนเดียวของแผนกส่งออกที่สามารถปิดออร์เดอร์ส่งออกปลาทูน่าไปต่างประเทศได้เป็นร้อยตู้พันตู้ หาเงินเข้าบริษัทได้หลายพันล้านบาทภายใน 6 เดือน

แต่ตวงชอบความท้าทาย ไม่ชอบทำงานนิ่งๆ จึงถูกซื้อตัวไปทำงานบริษัทอื่น ตอนนั้นคิดว่าถ้าเราอยู่บริษัทใหญ่ เราเป็นตัวเล็กๆ แต่ถ้าออกไปอยู่บริษัทเล็กเราจะเป็นตัวใหญ่ ปรากฏว่าทำงานที่ใหม่ได้ 3 เดือน ร้องไห้ทุกวัน เพราะไม่ใช่อย่างที่เราคิดไว้

ช่วงนั้นรู้จักกับสามี (คุณชัยชนะ) แล้ว แต่ด้วยหน้าที่การงานทำให้ของเราสองคนเป็นเหมือนคู่แข่งกัน เพราะเขาเองก็ทำงานบริษัทส่งออกคล้ายคลึงกับเรา ตวงจึงปรึกษาเขาว่าจะลาออกมาเปิดบริษัทเอง สนใจมาร่วมหุ้นด้วยกันไหม ปรากฏว่าเขาตอบตกลง

พอบอกพ่อว่าจะลาออกมาเปิดบริษัท พ่อดุว่า…จะบ้าหรือ  เพิ่งทำงานสองปีจะเปิดบริษัท ให้กลับไปเป็นลูกจ้างเหมือนเดิม แต่ตวงดื้อ ใช้เงินเก็บ 50,000 บาทมาลงทุนเปิดบริษัท T.G.A Corporation เป็น Buying Agent ส่งออกผลไม้ไทยและสินค้าประเภทอาหาร

ความที่ตวงและเขาทำงานด้วยกันมาตลอด ในที่สุดจึงตัดสินใจแต่งงานกัน ของขวัญวันแต่งงานที่ได้จากพ่อคือ รถฮอนด้าแอคคอร์ดมือสองหนึ่งคัน ส่วนแม่ให้แหวนพลอยและแหวนเพชรที่แม่สะสมไว้

-รู้สึกน้อยใจไหมว่าของขวัญแต่งงานเราทั้งที ทำไมได้แค่นี้

จริงๆ ตวงไม่ได้คิดจะเอาอะไรของที่บ้านอยู่แล้ว แต่สิ่งที่อยู่ในใจเราลึกๆ คือ เอาอีกแล้ว … พ่อรักลูกไม่เท่ากัน เพราะสำหรับคนจีน การแต่งงานก็เหมือนเราต้องออกจากบ้านไปหาทุกอย่างด้วยตัวเอง วันที่ออกมาสร้างครอบครัว ในใจเราตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร แต่ตวงคาดหวังอยู่ในใจลึกๆ ว่า วันที่พ่อไม่อยู่แล้ว ท่านอาจแบ่งมรดกหรือทรัพย์สินอะไรให้บ้าง เพราะตวงรู้ว่าพ่อมีสตางค์เยอะมาก เป็นร้อยล้านพันล้าน

ปรากฏว่าหลังจากตวงแต่งงานได้สองปี พ่อเสียชีวิต พอเปิดพินัยกรรมออกมา ไม่มีชื่อตวง ไม่มีชื่อน้องสาว เพราะน้องสาวแต่งงานไปแล้ว เราสองคนไม่ได้อะไรเลย

ถามว่าตวงอยากได้ทรัพย์สมบัติของพ่อไหม ไม่หรอก เพราะคิดมาตลอดว่าเราทำงานหาเองได้ ไม่สนใจ แต่วันที่พ่อเสียคือสิ่งที่คอนเฟิร์มความรู้สึกที่เรามีมาตลอดว่า พ่อรักลูกไม่เท่ากัน เราไม่ดีตรงไหนทำไมไม่ให้อะไรเลย ขณะที่น้องชายได้ทุกอย่าง

คำถามก็คือว่าทำไม…เราทำอะไรผิด หันมาถามสามีพลางร้องไห้พลาง เพราะเราออกมาจากครอบครัวโดยที่ไม่มีอะไรติดตัวมาเลย สามีพูดปลอบใจได้ดีมากว่า — ‘ไม่เป็นไร…พ่อคงคิดว่าพี่จะหาให้เธอได้ ไม่ต้องห่วง’

-เคยรู้สึกโทษตัวเองไหมคะ ที่เกิดมาเป็นลูกผู้หญิงในครอบครัวคนจีน

ครอบครัวคนจีนเชื่อว่า ทรัพย์สมบัติควรยกให้ลูกชายเพราะถือว่าเมื่อลูกสาวแต่งงาน ก็ไปอยู่บ้านอื่น ส่วนลูกชายต้องสืบสกุลและเลี้ยงพ่อแม่ต่อ เคยถามแม่ว่าทำไมพ่อไม่ให้อะไรตวงและน้องสาวเลย คำตอบที่ได้จากแม่คือ จริงๆ แล้วพ่อแม่รักลูกเท่ากัน

เพียงแต่ว่าบางครั้งระหว่างลูกที่แข็งแรงกับไม่แข็งแรง พ่อแม่ย่อมดูแลคนไม่แข็งแรงมากกว่าคนที่แข็งแรง ตวงเลยย้อนถามแม่ว่าหนูผิดหรือที่ทำตัวแข็งแรง จนถึงบัดนี้แม่ก็ยังตอบไม่ได้

ยิ่งมาประมวลรวมกับเหตุการณ์ตอนเด็กที่พ่อแม่แยกเราไปอยู่ที่อื่น ยิ่งทำให้ทุกอย่างคาใจว่า พ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน แต่ไม่เป็นไร ทุกวันนี้ตวงไม่ได้รู้สึกอะไรมากแล้ว

-พอได้คำตอบแบบนี้ มาดามตวงจัดการกับชีวิตอย่างไรต่อไปคะ

ตวงคุยกับสามีว่าชีวิตเราสองคน ขอแค่หาเงินให้ได้คนละ 30,000 บาทต่อเดือนก็อยู่ได้แล้ว เราสองคนช่วยกันทำมาหากิน ตอนนั้นตั้งเป้าว่าชีวิตนี้ขอมีเงินแค่ 10 ล้านบาทพอแล้ว

จนวันนี้หันกลับไปมองสิ่งที่เราสร้างมา กลายเป็นว่าเงิน 10 ล้านบาทที่เราเคยตั้งเป้าไว้ มันเป็นเงินน้อยนิดมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่เราหามาได้ในปัจจุบัน ยังขำตัวเองเลยว่าเราผ่านจุดนั้นมาได้อย่างไร จนถึงวันนี้ตวงไม่เคยนับเลยว่าเรามีเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ แต่ตวงไม่เคยเป็นหนี้แบงก์และไม่เคยกู้แบงก์มาทำธุรกิจ

-ทุกวันนี้ทำงานอะไรบ้างคะ

ปัจจุบันบริษัทฯ ของเราทำส่งออกผักผลไม้และอาหาร เช่น ก๋วยเตี๋ยว ซอสผัดไทย แกงเขียวหวาน ฯลฯ ส่งออกไป 18 ประเทศ มีทั้งอังกฤษ ยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย และเอเชีย โดยตวงมีหน้าที่พัฒนาสูตรอาหาร ทำงานร่วมกับโรงงานผู้ผลิตเพื่อผลิตเป็นสินค้าส่งออกให้ลูกค้า ซึ่งตอนนี้มีสินค้าทั้งหมด 600 รายการแล้ว

ด้วยความที่ตวงมีความรู้เรื่องการทำธุรกิจร้านอาหาร การคิดและครีเอทเมนูต่างๆ รวมกับคอนเนคชั่นด้ายธุรกิจส่งออก ปัจจุบันตวงจึงรับเป็นที่ปรึกษา ดูแลเรื่องการสร้างแบรนด์ การครีเอทเมนูใหม่ให้บริษัทต่างๆ เช่น ร้าน ‘ข้าวแกงถนัดแดก’ และ ‘The Pizza Company’ รวมทั้งเปิดบริษัททำรายการทีวีเกี่ยวกับการทำอาหาร ‘มาดามตวงฟู้ดเซเลบ’ ทางช่อง 9 อสมท.

-ได้ข่าวว่าชีวิตการเป็นแม่ของมาดามตวง ก็ดราม่าไม่น้อยกว่าชีวิตตอนเด็กของตัวเองเหมือนกัน

ต้องบอกว่า ตวงเป็นผู้หญิงที่มีความอยากเป็นแม่มาก เพราะตวงแต่งงานตั้งแต่อายุ 25 ปี สามีอายุ 35-36 ปี ความคาดหวังของเราคือ เกิดเป็นผู้หญิงทั้งทีก็อยากมีลูกให้สมกับที่เกิดมาเป็นเพศแม่ สภาพร่างกายเราก็สมบูรณ์ ประจำเดือนมาเป๊ะ จึงคาดหวังตั้งแต่แรกว่าแต่งงาน 2-3 เดือนแรกต้องท้องเลย

แต่กลายเป็นว่าแต่งงานมาเกือบครบปีแล้ว ไม่ท้องสักที เริ่มคิดว่าทำไมการเป็นแม่ช่างยากขนาดนี้  ความมั่นใจที่จะได้เป็นแม่คนริบหรี่เหลือเกิน จนผ่านไป 2 ปีแล้วก็ยังไม่ท้อง จึงเริ่มไปพบหมอ ตวงใช้เวลา 7 ปีเทียวพบหมอ ปรึกษาหมอ 5 คน  เรียกว่าทำทุกวิธีเพื่อให้มีลูก มีครั้งหนึ่งติดได้ 2 เดือน จู่ๆ เกิดหลุด ตวงร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด ทำไมเราช่างโชคไม่ดีขนาดนี้

ระหว่างที่เทียวปรึกษาหมออยู่ 7 ปี ตวงไม่เคยคิดเลยว่าเมื่อไหร่จะติด ได้แต่คิดว่าไม่ติดอีกแล้ว ผิดหวังเดือนแล้วเดือนเล่า เพราะหาหมอแต่ละเดือนตกครั้งละ 200,000 บาท ปีหนึ่งๆ คิดเป็นเงินก็ล้านบาท

เดือนหนึ่งฉีดยาไม่ต่ำกว่า 40 เข็ม กินยาอีกเป็นกำๆ  เจาะเลือดเช็กดูฮอร์โมนว่าถึงเวลาฉีดเชื้อหรือยัง ยิ่งทำกิฟต์เด็กหลอดแก้ว ต้องดูว่าใส่ตัวอ่อนได้หรือยัง ตัวอ่อนออกมาเป็นอย่างไร จนสามีเห็นเราเจ็บและลำบาก จึงบอกว่าอยู่กันสองคนก็ได้ แต่ตวงไม่ยอม จนครั้งสุดท้ายตวงแอบไปพบหมอคนเดียว ไม่บอกสามีว่าจะไปทำ เพราะถ้าล้มเหลวขึ้นมา ตวงรู้ว่าคำตอบที่จะได้รับคือหยุดเถอะ พอเถอะ ซึ่งบั่นทอนกำลังใจเราเปล่าๆ

เพื่อนๆ ตวงหลายคนที่อยากมีลูก ถ้าทำขนาดนี้ เขาคงพากันถอดใจไปแล้ว แต่ตวง Keep Walking เพราะเราอยากมีลูก คิดแต่ว่าจะไม่หยุดจนกว่าจะได้ลูก สุดท้ายได้ลูกสาวมาหนึ่งคน (น้องวินนี่ – อรวินท์ ช่อธีระพฤกษ์)

-สิ้นสุดการรอคอย ได้เป็นมนุษย์แม่เสียที

ใช่ค่ะ ตวงเป็นแม่ที่แข็งแรงอึดถึดมากด้วย เพราะทำงานจนวันสุดท้ายที่จะไปคลอด แต่ปรากฎว่าครบระยะเวลาคลอดแล้ว ลูกไม่คลอด เพราะเขาไม่ดันตัวลงมา เราเองก็ไม่มีความรู้สึกเจ็บท้องจะคลอดเลย ทั้งที่ตามปรกติช่วง3-4 สัปดาห์ใกล้คลอด เด็กจะกลับตัวและค่อยๆ ดันตัวลงมา แต่ลูกตวงนอนเฉยๆ ไม่มีอาการเจ็บท้องเลย จนเข้าสัปดาห์ที่ 40 คุณหมอบอกว่าปล่อยไม่ได้แล้ว เพราะมดลูกของเรากำลังจะเสื่อม ถ้าปล่อยไว้ เด็กจะไม่มีอาหาร และเขาจะอยู่ไม่ได้ เดี๋ยวเป็นปัญหาอีก เพราะฉะนั้นคุณหมอบอกว่าผ่าคลอดเถอะ เพราะตอนนี้เขาสมบูรณ์เพอร์เฟ็คท์พอแล้ว

ตวงจึงต้องตัดสินใจผ่าคลอด หมอถามว่าดูฤกษ์ไหม ตวงบอกไม่ดูหรอก สำหรับตวงถ้าสะดวก และเราคิดว่าใช่ก็คือใช่ ถามหมอว่าผ่าพรุ่งนี้เลยได้หรือเปล่า หมอตกใจว่าผ่าพรุ่งนี้เลยเหรอ เพราะถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่น เขาต้องหาฤกษ์ก่อน หรือไม่ก็ขอถามสามีก่อน แต่คนอย่างดิฉันไม่ปรากฏอะไรแบบนั้นค่ะ หมอบอกว่าถ้าตัดสินใจแน่วแน่ พรุ่งนี้พบกันที่โรงพยาบาล 10.00 น.และผ่าคลอดเลย

– พอได้เป็นแม่จริงๆ รู้สึกอย่างไรบ้างคะ

ช่วง 5 ปีแรกของลูก ตวงไม่ทำงานเลย เลี้ยงและดูแลลูกอย่างเดียว เพราะตอนเด็กๆ ที่เราถูกส่งไปอยู่กับคนอื่น และเรารู้ว่าเราไขว่คว้าหาความอบอุ่น จึงไม่อยากให้สิ่งนี้เป็นแผลในใจลูก ความรักทั้งหมดที่เคยโหยหา เราพร้อมส่งมอบให้เขาเต็มๆ

ตั้งแต่ลูกเกิดมา ตวงไม่เคยวาดเส้นให้ลูกต้องเดินตามเส้นที่เรากำหนด สิ่งที่เราให้ได้คือความรัก เราเป็นแค่โค้ชชิ่ง ไม่ได้ตัดสินใจอะไรแทนเขา เพราะนี่คือชีวิตเขา เราให้ในสิ่งที่จำเป็นสำหรับการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษา แนวคิด การอยู่ในสังคม การเข้าใจคน ระเบียบวินัยชีวิต แต่ไม่ได้กำหนดชีวิตลูก

-ไม่จำเป็นว่าเขาต้องกลับมาสานต่อธุรกิจที่พ่อแม่ทำไว้ให้

ขึ้นอยู่กับเขาเลยว่าอยากทำงานนี้ไหม ล่าสุดเขาเรียนจบปริญญาตรีเกียรตินิยม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภาคอินเตอร์ จากภาควิชา Communication Design และได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 300 คน จากจำนวนผู้สมัคร 3,000 คน เพื่อไปทำงานที่สำนักงานใหญ่ดิสนีย์แลนด์ รัฐฟลอริด้า ประเทศสหรัฐอเมริกา ทำให้เขาต้องรับผิดชอบและดูแลตัวเองหมดทุกอย่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราอยากให้เขามีประสบการณ์ชีวิตอยู่แล้วเพราะตั้งแต่เล็กจนโต แม่สอนสิ่งที่อยู่ในบ้านให้ครบแล้ว นกน้อยต้องบินออกไปศึกษาต่อโลกกว้างด้วยตัวเขาเอง รู้สึกภูมิใจในตัวเขามาก

ที่ผ่านมา ชีวิตมาดามตวงอาจขรุขระบ้าง แต่ทุกอย่างอยู่ที่ใจ มองให้ทะลุแล้วปล่อยวาง นั่นละคือความสุขของชีวิต

 

 

เรื่อง : ดั่มดั๊มพ์

ภาพ : อิทธิศักดิ์ บุญปราศภัย @madametuang

 

 

 

keyboard_arrow_up