กินเด็กเป็นอมตะ! ติ๊ก มิสเตอร์ทีม รักไม่เกี่ยงอายุ คบหนุ่มวัยต่างกัน 13 ปี

สาวเปรี้ยวยุค 90 ติ๊ก มิสเตอร์ทีม เผยเรื่องราวของหัวใจทั้งทุกข์และสุข พร้อมเคล็ดลับสวยไม่สร่าง กินเด็กเป็นอมตะ! กับประสบการณ์รักหนุ่มอายุน้อยกว่า 13 ปี!

ติ๊ก มิสเตอร์ทีม

แม้โลกนี้ไม่มียาอายุวัฒนะช่วยให้คงความหนุ่มสาวไปตลอดชีวิต แต่การหมั่นดูแลตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการกิน การบำรุง การนอน และการออกกำลังกาย ก็สามารถช่วยให้มีสุขภาพร่างกายที่ดีได้ ดังนั้นถึงจะไม่มียาอายุวัฒนะ แต่หนุ่มสาวหลายคนก็ยังสวยหล่อได้ในแบบที่เด็กกว่าวัยหรือเหมาะสมกับวัย เช่นเดียวกับศิลปินสาวคนนี้ที่ “แพรวดอทคอม” ได้มีโอกาสไปพบเธอมา “อรุณรัตน์ คำฤทธิ์” หรือ ติ๊ก มิสเตอร์ทีม นักร้องสาวที่โด่งดังในยุค 90 แม้จากวันนั้นจนวันนี้จะผ่านมาหลายสิบปีแล้ว แต่เธอยังดูสดใสอยู่เสมอ ซึ่งจากการผ่านประสบการณ์ชีวิตมามากมายที่ให้เธอตกผลึกว่า สิ่งที่มีค่ามากที่สุดก็คือการมีสุขภาพที่ดีนั่นเอง

โดย “ติ๊ก” เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้เธอสุขภาพเสียจนถึงกับต้องหามส่งโรงพยาบาล ซึ่งจากเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เธอได้สติในเรื่องสุขภาพมากๆ “ก่อนหน้านี้พี่ถูกหามส่งโรงพยาบาลเพราะมีอาการเส้นเสียงอักเสบจนเลือดไหล แต่ตอนนี้ดีแล้ว เมื่อก่อนมีปัญหาเรื่องการใช้เสียง แต่ตอนนี้พอเริ่มได้ศึกษา มันก็ค่อยๆ ดีขึ้น ด้วยเมื่อก่อนนี้เราร้องเพลงด้วยความไม่รู้เรื่องอะไร เลยใช้วิธีธรรมชาติร้องๆ ไปจนส่งผลต่อสุขภาพ แต่ตอนนี้ก็เปลี่ยนวิธีการร้องแล้ว แต่ความไพเราะไม่ได้น้อยลง เพียงแต่เราเลือกใช้ช่องเสียงให้เหมาะสม อย่างเช่น งานร้านเล็กก็ไม่ต้องร้องดังมาก ถ้าเป็นเมื่อก่อนไม่ว่าจะร้านเล็กหรือคอนเสิร์ตใหญ่จะใส่เต็มมาก ไปร้องเพลงวันจบ เสียงก็จบไปด้วย แต่อันนี้คือสบายขึ้นกว่าเมื่อก่อน ใช้วิธีถนอมตัวเองมากขึ้น”

ติ๊ก มิสเตอร์ทีม

เมื่อถามถึงวิธีการดูแลรูปร่างในสไตล์ติ๊ก มิสเตอร์ทีม เธอบอกว่า “พี่เป็นคนโชคดี รูปร่างไม่ค่อยเปลี่ยนมาก อาจจะมีบ้างที่รู้สึกอวบขึ้นนิดหนึ่ง แต่พอกลับไปดูรูปเก่าก็รู้ว่าฉันก็อวบมาตั้งนานแล้ว เมื่อก่อนเคยอ้วนสุดก็ 60 กิโลกรัม ตอนนี้ประมาณ 50 กิโลกรัม แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นพี่คิดว่าน้ำหนักไม่สำคัญ พออายุเพิ่มขึ้น พี่ว่าสุขภาพสำคัญกว่าน้ำหนักและรูปร่าง รวมถึงสุขภาพจิตด้วยนะ”

“พี่ติ๊ก” เผยว่า เห็นรูปร่างแบบนี้ จริงๆ แล้วก่อนหน้านี้เธอเป็นคนชอบทานบุฟเฟ่ต์มาก แต่ทุกครั้งที่กินเข้าไปก็รู้สึกทรมาน หลังๆ เลยเลือกทานอะไรที่พอดีๆ “สำหรับการกิน ตอนนี้พี่จะงดกินเนื้อสัตว์เฉพาะวันพระ รู้สึกว่าได้บุญได้กุศลและพักร่างกายด้วย ซึ่งจุดเปลี่ยนมันมีอยู่ช่วงหนึ่งชอบไปกินบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างนี่แหละ กินแล้วรู้สึกทรมาน รู้สึกว่าฉันไม่เอาอีกแล้ว เพราะทุกครั้งที่ทานก็จะไม่สบาย อาหารเป็นพิษ ท้องเสีย รู้สึกเข็ดเลย จึงคิดว่าคนเราทำไมต้องกินอะไรมากมายขนาดนั้น คือมันไปกินแล้วมันสนุกไงคะ กินเรื่อยๆ และยุคนี้สมัยนี้อาหารน่ากินทั้งนั้น ไหนจะต้องกินให้คุ้มอีก พอกลับบ้านกลับเสียสตางค์มากกว่า สุขภาพเราก็เสียไปด้วย เลยคิดว่าทำอะไรแต่พอดีดีกว่า บางทีมันก็มีนะคะ อยากกินชีสหรือเค้ก ก็ทานนิดหน่อยพอให้หายอยาก”

ติ๊ก มิสเตอร์ทีม

สำหรับเรื่องความรักนั้น เธอบอกด้วยน้ำเสียงติดตลกว่า “กินเด็กเป็นอมตะ” แรกเริ่มเหมือนจะตลก แต่เรื่องกลับเศร้ามากกว่านั้น โดย “พี่ติ๊ก” เผยว่า “ปัจจุบันได้คบหาดูใจกับหนุ่มรุ่นน้องที่อายุน้อยกว่า 13 ปี สำหรับความรักอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ไม่รู้จะซ้ายหรือขวาดี เพราะพออายุมันห่างกันมาก หลายอย่างก็เลยไม่ตรงกัน เลยคิดว่าถ้ายังคิดอะไรไม่ออก ก็ปล่อยมันไปก่อนดีกว่า มันมีอย่างอื่นให้เราต้องคิดและทำเยอะ แต่ถ้าในฐานะศิลปิน ตั้งแต่ทำงาน ถ้าแฟนเราดี คนรักเราดี ทุกอย่างมันก็จะดีหมด ไม่รู้คนอื่นเป็นเหมือนกันไหม ถ้าแฟนดีกับเรา ไม่ทะเลาะกับเรา ทุกๆ อย่างมันก็จะราบรื่น เราจะมีกำลังใจในการทำงาน ในการจัดการทุกอย่างในชีวิต แต่ถ้าวันไหนทะเลาะกัน ทุกอย่างจะมืดมน คนที่อยู่ใกล้ๆ เราเป็นคนแบบอ่อนไหวง่าย ตอนนี้ก็เลยยังไม่สามารถระบุสถานะได้”

เรื่องความรักไปต่อไม่ได้ “พี่ติ๊ก” จึงพูดถึงเรื่องงานแทน โดยในวันที่ 8 – 9 กันยายนนี้ เธอจะขึ้นโชว์ในคอนเสิร์ต GREEN CONCERT#21 DANCE FEVER “สำหรับงานนี้เป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมากๆ เพราะมีนักร้องในยุคเดียวกันหลายคนมาร่วมโชว์บนเวที สำหรับมิสเตอร์ทีมเป็นวงที่เปิดตัวในช่วงปี 1999 แล้ว ถือว่าเป็นน้องเล็กหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ” (หัวเราะ)

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนอกจากการเป็นนักร้องแล้ว เธอยังทำขนมขาย เป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ รวมถึงเป็นคุณครูสอนร้องเพลงอีกด้วย ซึ่งเธอสอนนักเรียนมาหลายรุ่น แล้วก็มีคนที่อยากเป็นนักร้องเยอะ แต่อาชีพนี้ก็ต้องใช้เวลาฝึกฝน ดังนั้นไม่อยากให้ลูกศิษย์รีบร้อนที่จะประสบความสำเร็จ “พี่ติ๊ก” แนะนำว่า “หากเราต้องการความสำเร็จอะไรสักอย่างก็ไม่ต้องรีบขนาดนั้น มันก็กดดันตัวเองเกินไป แต่สิ่งที่เราต้องมีก็คือความพยายาม ถ้าเราต้องการทำอะไรให้สำเร็จสักอย่าง เราต้องอย่าหยุดเดิน อย่าหยุดที่จะทำมันต่อไป”


 

keyboard_arrow_up