ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร

การพัฒนาและเติบโตขึ้นอีกก้าวของนักแสดงหนุ่มที่ชื่อ ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร

ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร
ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร

การพัฒนาและเติบโตขึ้นอีกก้าวของ นักแสดงหนุ่มฝีมือคุณภาพ ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร ที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจ

 ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร

ถ้าพูดถึง ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร ในวันวานคนอาจจะนึกถึงเขาในฐานะนักแสดงวัยรุ่นคนหนึ่ง แต่หลังจากที่ได้สั่งสมประสบการณ์ในฐานะนักแสดงมานานหลายปี ก็ทำให้เราได้เห็นถึงความพิเศษที่ซ่อนอยู่ผ่านหลายบทบาท ที่ผู้ชมสามารถจดจำเขาได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็น บทเด็กออทิสติก “ยิม” ในซีรีส์ “Side by Side พี่น้องลูกขนไก่” , “อี้” ในเรื่อง “เลือดข้นคนจาง”, “ศิลา” ในละครเรื่อง “หัวใจศิลา” และล่าสุด “ทิชงค์” ในเรื่อง “ขอเกิดใหม่ใกล้ๆ เธอ” ประกบคู่กับ นางเอกที่เรียกได้ว่าเป็นดราม่าควีนของวงการบันเทิงเมืองไทย “แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ

จากการเก็บเกี่ยวประสบการณ์มาตลอด ทำให้ผู้ชมได้เห็นพัฒนาการและการเติบโตบทเส้นทางแสดงของหนุ่มคนนี้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในผลงานล่าสุด “ขอเกิดใหม่ใกล้ๆ เธอ”  ถือเป็นการเปิดโลกทางการแสดงอีกขั้น เพราะนอกจากบทที่ได้รับจะสดใหม่ไม่เหมือนใครแล้ว หนุ่มต่อยังบอกกับ “แพรวดอทคอม” อีกว่า เขาได้เรียนรู้อีกหลายอย่างเพิ่มมากขึ้นด้วย

 ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร

เป็นอย่างไรบ้างสำหรับกระแสตอบรับจากผลงานเรื่องล่าสุด?

“ตอนที่ถ่ายทำอยู่รู้สึกกดดันมากครับ เพราะแรงคาดหวังมันเยอะกว่าที่เราคิด ซึ่งพอผลงานออกอากาศ ถามว่าโล่งใจไหมมันก็โล่งใจ แต่มันเป็นแค่ส่วนเดียว แต่สมัยนี้การเปิดมาดีมันไม่ได้การันตีอะไรเลย”

การทำงานในเรื่องนี้เป็นอย่างไรบ้าง?

“สำหรับการทำงานจริงๆ ในทุกเรื่องมันมีความยากหมด โดยในส่วนที่ผมรู้สึกว่ายากของเรื่องนี้ก็เพราะมันมีความเป็นแฟนตาซี มันเลยยาก เพราะผมเป็นคนที่ใช้เหตุและผลในการเล่นละครมากๆ แต่พอมาเป็นละครแนวนี้มันใช้ไม่ได้เลย ดังนั้นอะไรที่มันขัดต่อทัศนคติเรา มันก็เลยทำให้ยาก ซึ่งเราต้องแก้ไขด้วยการเปิดใจกว้างๆ”

ในเรื่องนี้ต้องประกบคู่กับพี่แอฟด้วย ความรู้สึกที่ได้ร่วมงานกัน มันเหมือนหรือแตกต่างจากภาพที่เราเคยคิดไว้ไหม?

“แตกต่างครับ เพราะตอนแรกคิดว่าน่าจะเป็นการทำงานที่เราคงไม่ได้คุยอะไรกัน คิดว่าเขาน่าจะเป็นนักแสดงที่เงียบๆ แต่พอได้ร่วมงานกัน ดีกว่าที่คิดมากๆ เลยครับ  ผมกับพี่แอฟคุยกันบ่อยและเยอะมาก”

แอฟ ทักษอร

ประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ได้รับหลังจากที่ร่วมงานกับพี่แอฟ?

“สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากพี่แอฟก็คือ นักแสดงที่เรียกว่าเทพไม่มีอยู่จริง! ตอนแรกผมมองว่าพี่แอฟเป็นนักแสดงที่โคตรเก่งเลย แต่!ไม่ใช่เขาไม่เก่งนะ เพียงแต่คนที่เราคิดว่าเก่งขนาดนี้ เขายังกล้าพูดว่าเขากลัวสนิมขึ้น เพราะไม่ได้เล่นละครมา 8 ปี  มันเลยทำให้เรียนรู้ มันเป็นสัจธรรม การที่คนเราไม่ได้ทำอะไรนาน มันก็มีความกังวลได้ ผมไม่คิดว่าผมจะได้เห็นพี่แอฟในมุมที่รู้สึกกลัว รู้สึกไม่มั่นใจกับการแสดง ซึ่งนี่มันทำให้เราได้เห็นถึงความเป็นมนุษย์มากๆ ผมเลยรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจและย้ำเตือนใจเราอยู่เหมือนกัน”

“จริงๆ ผมเองก็เคยเกิดปัญหาเหมือนกับพี่แอเหมือนกัน มีช่วงหนึ่งผมหายจากการเล่นละครไปเลยประมาณเกือบ 1 ปี ซึ่งพอผมกลับมาเล่น การแสดงของผมมันถดถอยแบบชนิดที่เรียกว่าวิกฤต นั่นทำให้ผมได้รู้ว่า ต่อให้เราจะบอกว่าเราเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ แต่ถ้าห่างหายไปนาน ไม่มีทางหรอกที่คุณกลับมาแล้วชำนาญเท่าเดิม มันต้องใช้เวลาฟื้นฟูเยอะมากๆ ซึ่งผมดีใจที่พี่แอสามารถทำได้ และทำได้ดีมากๆ”

ในฐานะพาร์ทเนอร์ ต่อได้ให้กำลังใจพี่แอฟยังไงบ้าง?

“ก็ทำให้พี่เขาคลายกังวล ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นการพูดกันตรงๆ มากกว่า  ซึ่งผมบอกกับพี่แอฟว่าเราอยู่ฝ่ายพี่ พี่ไม่ต้องกังวล เพราะเราคือทีมเดียวกัน ขออย่างเดียวว่าถ้าผมเชื่อใจพี่ พี่ต้องเชื่อใจผมเหมือนกัน”

อีกหนึ่งฉากที่เป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์หนีไม่พ้นฉากถอดเสื้อ เวลาที่มีคนพูดถึงรูปร่างเราเยอะๆ แบบนี้รู้สึกอย่างไรบ้าง?

“รู้สึกภูมิใจ แต่ก็เขินมากกว่า ดีใจที่มันถูกใจหลายคน เพราะผมเองก็เตรียมตัวมาพอสมควร มันไม่ใช่แค่การเตรียมตัวก่อนที่จะถ่ายเท่านั้น เพราะหลังจากที่ผมได้อ่านบทและรู้ว่าจะต้องมีถ่าย ผมก็ต้องคำนวณเวลาเพื่อที่จะออกกำลังกาย เพื่อให้รูปร่างออกมาให้แบบที่เราต้องการ”

“ผมรู้สึกว่าหุ่นเป็นเรื่องที่คุมยากมาก เพราะมันไม่ใช่วันหรือสองวันแล้วจะเห็นผลเลย ถ้าสังเกตจะเห็นว่าหุ่นของผมในเรื่องนี้เปลี่ยนไปจากทุกเรื่องที่ผมเคยแสดงมา ฉะนั้นมันทำแบบ 1-2 วันไม่ได้ ซึ่งมันก็มีช่วงเวลาที่ท้อเหมือนกัน แต่เราก็ถอยไม่ได้ เพราะมันเป็นงานของเรา”

“อุปสรรคอย่างหนึ่งของผมเลยก็คือ ผมเป็นคนที่น้ำหนักขึ้นยาก สำหรับบทนี้ผมต้องเพิ่มน้ำหนัก 12 กิโลกรัม แต่ผมน้ำหนัก 60 กิโลกรัมมาตั้งแต่อายุ 18 ปี โดยที่มันไม่ขยับเลย มันก็เลยหนักหนา ผมเคยไปตรวจเขาก็แนะนำว่าผมไม่ควรที่จะออกกำลังกายด้วยการวิ่ง เพราะระบบเผาผลาญของผมมันไม่ปกติ เนื่องจากมันเบิร์นเกินขนาด ออกกำลังกายได้อย่างมากสุดได้แค่เดินเร็วแบบกลางๆ ไม่อย่างนั้นมันจะเผาโดนกล้ามเนื้อ ซึ่งพอผมทำให้มันก็เลยภูมิใจ”

หลังจากที่ได้มีผลงานแสดงมาหลายเรื่อง ณ วันนี้มั่นใจไหมว่าเราเลือกเส้นทางที่ถูกต้อง?

“เรียกยากครับ ผมตอบไม่ได้หรอกว่าผมเลือกถูกไหม แค่รู้สึกว่านี่คือสิ่งที่เราอยากทำและสิ่งที่เราอยากทำชิ้นนี้มันทำให้เราโตขึ้น”

เห็นว่าต่อมีความตั้งใจว่าไม่อยากจะเล่นบทที่ไม่ซ้ำเดิมเลย?

“ผมจะไม่รับสิ่งที่ผมคิดว่าผมเล่นได้อยู่แล้ว ถึงแม้ว่าหลายคนจะบอกว่าบทในเมืองไทยมันไม่กว้าง แต่ผมเชื่อว่าผมจะทำได้ ผมรู้สึกว่ายิ่งอายุเยอะบทก็ยิ่งกว้างขึ้น สำหรับผมยิ่งโตมุมมองชีวิตผมก็ยิ่งเยอะขึ้นและมันสามารถที่จะฉีกไปหลายทางได้ แต่แค่ว่าในเมืองไทยยังไม่ฮิตให้ตัวละครหลักเป็นคนอายุมากเท่านั้น แต่ในอนาคตผมคิดว่าคงจะมีบทให้ตัวนำเป็นคนที่อายุมากได้”

ตลอดหลายปีในวงการบันเทิงที่ผ่านมา มันเปลี่ยนแปลงต่อไปยังไงบ้าง?

“มันทำให้ผมผ่านจุดที่เข้าใจคนอื่นมากขึ้น พอเรารู้เยอะขึ้นมันก็จะให้เราคิดเยอะขึ้นไปโดยอัตโนมัติ ตอนเด็กอาจจะมองอะไรแค่ชั้นเดียว แต่ตอนนี้ก็คือมองหลายชั้นขึ้น สำหรับอาชีพเราก็มองหาอะไรที่ทำให้เราไปได้ไกลขึ้น เพราะฉะนั้นพอมันมีสิ่งเหล่านี้เข้ามามากๆ มีครอบครัวที่ทำให้เราต้องดูแล เลยทำให้เรากลายเป็นคนคิดเยอะโดยไม่รู้ตัว”

“สำหรับปีนี้เป็นปีหนึ่งเลยนะที่ผมทำงานมาแล้วผมมีความสุขที่สุด เพราะเป็นงานแสดงชุดแรกเลยที่ผมพูดได้เต็มปากเลยว่าเป็นงานที่ผมอยากทำจริงๆ มันไม่มีความรู้สึกเลยว่าจำเป็นที่จะต้องทำ”

ขอเกิดใหม่ใกล้ๆ เธอ

เส้นทางนี้เคยทำให้เสียน้ำตาบ้างไหม?

“เสียหลายครั้งเลยครับ เพราะมันไม่มีอะไรที่เราอยากได้ไปหมด สิ่งที่เราได้มากกว่าคนอื่น จริงๆ มันก็มีหลายอย่าง แต่มันก็มีที่เราเสียมากกว่าคนอื่นโดยที่คนไม่รู้ จริงๆ ก็เป็นอาชีพหนึ่งที่เราเลือก เพราะเราจะทำ ดังนั้นเราเลยรับกับผลของมันได้ ก็ถ้าจะทำอาชีพนี้ เราก็ต้องยอมรับ”

ในช่วงที่เราท้อแท้หรือหมดกำลังใจ เรามีวิธีเยียวยาใจตัวเองอย่างไร?

“เราก็ปล่อยวางและบอกกับตัวเองว่า “ช่างแม่“ต้องยอมรับว่าโลกทุกวันนี้มันโหดร้ายมากจริงๆ ดังนั้นเราต้องเรียนรู้ในการจัดการกับอารมณ์ตัวเอง จริงๆ มันมีเรื่องที่ทำให้เราเสียใจได้ทุกวัน มีเรื่องให้เราผิดหวังได้ทุกวัน แต่ถ้าเรามองแค่ด้านเดียว มันก็คงไม่มีความสุข จริงๆ ในวันที่ผมมีเรื่องให้เสียใจมากๆ ผมจะไม่พยายามจมอยู่กับมัน ผมจะพยายามมองหาสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขด้วย”

อยากรู้ว่าต่อเรียนรู้การพูดที่ลงท้าย ค่ะ มาจากไหน สาวๆ หลายคนชอบ บอกว่าน่ารักมากๆ?

“ผมเป็นคนชอบอะไรที่ยูนิเซ็กส์ ผมรู้สึกอิจฉาเสื้อผ้าผู้หญิง ผมมองว่าเสื้อผ้าผู้หญิงดีไซน์มันเยอะกว่าผู้ชายมากๆ และรู้สึกว่ากำแพงการแต่งตัวของผู้หญิงอยากจับแมตช์อะไรก็ดูแมตช์ได้ หรือเวลาเดินห้าง เวลาดูหุ่นที่โชว์ ผู้ชายจะเจอกับสไตล์ซ้ำๆ แต่กับของผู้หญิงมันดูเยอะแยะไปหมดเลย”

“อีกอย่างผมรู้สึกว่าผมชอบจริตผู้หญิง และผมก็รู้ตัวว่าผมมีจริตผู้หญิงอยู่ ผมรู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสวยงาม ผมไม่ได้ติดการพูด คะ ขา มาตั้งแต่แรก ผมเพิ่งมาเริ่มพูดตอนโต ผมคิดว่าเริ่มต้นน่าจะมาจากการที่เราพูดกับเด็กผู้หญิง เช่น ไปไหนคะ , หนูกินข้าวหรือยังเนี่ย พูดบ่อยจนเริ่มติด บางครั้งก็เผลอพูดไปในงานบ้างเหมือนกัน”

“จริงๆ เมื่อก่อนผมแอบรู้สึกเหมือนกันว่าคนจะไม่เข้าใจ แต่เราก็รู้สึกว่าถ้าคนรู้จักเราจริงๆ เขาต้องรู้สิ”

“แฟนคลับ” สำหรับต่อ พวกเขาเป็นพลังงานให้ยังไงบ้าง?

“ผมรู้สึกภูมิใจ ผมภูมิใจมากที่ได้ส่งคนหลายคนจากชุดนักเรียน จนตอนนี้เขาได้แต่งตัวสวยๆ  แต่งงาน มีลูก อะไรต่างๆ ผมรู้สึกว่าอยากขอบคุณพวกเขา การที่เขามาสนับสนุนเรามันเป็นกำลังใจ แต่โชคดีอีกอย่างหนึ่งคือเราได้มีโอกาสเห็นภาพความสำเร็จของคนเยอะมาก มันจะมีคนหลายคนเหมือนกันที่มองว่า การที่มีกลุ่มคนที่เขาไปเป็นแฟนคลับไร้สาระ ซึ่งคุณไปตัดสินเขาแบบนั้นไม่ได้ เพราะความชอบของคนเรามันไม่เหมือนกัน ผมจะบอกว่าคนในบ้านผม (หมายถึงแฟนคลับของต่อ) ประสบความสำเร็จเยอะมาก ดังนั้นผมจึงรู้สึกภูมิใจในแฟนคลับของผมมากๆ เลย แม้ผมไม่ได้ดีไปทุกอย่าง แต่เขาก็ยังรักผมที่เป็นแบบนี้ มันโอเคมาก”

จากการสัมภาษณ์ในครั้งนี้ นอกจากเราได้เห็นถึงความมุ่งมั่นและตั้งใจกับผลงานเรื่องล่าสุดที่เขาทำอยู่แล้ว  เราก็ยังได้รู้มุมมองทัศนคติและความคิดของต่อในฐานะนักแสดงรุ่นใหม่อีกด้วย เห็นพัฒนาการที่ไม่มีหยุดแบบนี้แล้ว ไม่แปลกเลยที่ใครๆ ก็ชื่นชมเขาในฐานะนักแสดงคุณภาพได้อย่างเต็มปากแบบนี้


ภาพจาก : IG @thanapob_lee

สามารถติดตามอ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่นี่

พิเศษ! เรื่องเล่าหลังกอง ขอเกิดใหม่ใกล้ๆ เธอ ของคู่จิ้นข้ามรุ่น พี่แอฟ & น้องต่อ

Praew Recommend

keyboard_arrow_up
error: Content is protected !!