ปัญหาอนามัยการเจริญพันธุ์ของผู้หญิงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ถูกละเลย
ปัญหาอนามัยการเจริญพันธุ์ของผู้หญิงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ถูกละเลย สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างความร่วมมือกันของทุกภาคส่วน
อัตราการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในแต่ละ ปี โดยคิดเป็นร้อยละ 47 ของการตั้งครรภ์ทั้งหมดในภูมิภาค สะท้อนถึงช่องว่างในการเข้าถึงการคุมกำเนิด การเข้ารับคำปรึกษาและบริการด้านสุขภาพ
ด้วยความหลากหลายทางภูมิรัฐศาสตร์ ความพร้อมด้านระบบสาธารณสุขของแต่ละประเทศในภูมิภาคจึงมีความแตกต่างกันอย่างมาก โดยมีทั้งส่วนที่ก้าวหน้าล้ำสมัยไปจนถึงส่วนที่ยังขาดแคลนทรัพยากรอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนความแตกต่างในโครงสร้างการจัดสรรงบประมาณ กรอบนโยบาย และการเข้าถึงบริการ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ความต้องการด้านสุขภาพอนามัยการเจริญพันธุ์ของสตรียังคงไม่ได้รับการตอบสนองอย่างเพียงพอในวงกว้างและอย่างต่อเนื่อง
การเข้าถึงวิธีการคุมกำเนิดที่ทันสมัย เป็นการสร้างหลักประกันว่าผู้หญิงและเด็กหญิงทุกคนจะสามารถใช้สิทธิของตนในการตัดสินใจเกี่ยวกับร่างกาย สุขภาพ และอนาคตได้อย่างเต็มที่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ครบถ้วน โดยการวางแผนครอบครัวที่อิงหลักสิทธิมนุษยชนและความสมัครใจ ถือเป็นหนึ่งในการลงทุนที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการส่งเสริมสุขภาวะ การศึกษา และการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของผู้หญิง
จากจำนวนการตั้งครรภ์ที่เกิดขึ้นมากกว่า 8 ล้านครั้งในแต่ละปีทั่วเอเชียแปซิฟิก พบว่าเกินกว่าครึ่งเป็นการตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม ซึ่งนำไปสู่การยุติการตั้งครรภ์หรือการคลอดบุตรเมื่อไม่พร้อมเป็นจำนวนมาก ข้อมูลจากกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) สะท้อนให้เห็นถึงความจริงอันน่ากังวลที่ว่า ผู้หญิงในภูมิภาคนี้กว่า 140 ล้านคนยังคงเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการด้านการวางแผนครอบครัว
ในทางกลับกัน หลายประเทศในภูมิภาคนี้กำลังเผชิญกับปัญหาที่สวนทางจากอัตราการเจริญพันธุ์ที่ลดต่ำลง โดยลดลงจากค่าเฉลี่ยเดิมในปี 2513 ที่ผู้หญิงหนึ่งคนจะมีบุตรประมาณ 5 คนหรือมากกว่า เหลือเพียงประมาณ 2.1 คนในปัจจุบัน ซึ่งส่งผลทำให้โครงสร้างประชากรทั่วทั้งภูมิภาคเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
แนวโน้มเหล่านี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในเชิงนโยบายที่เอื้อต่อการบรรลุความตั้งใจด้านการมีบุตรและการวางแผนครอบครัวของบุคคลและคู่สมรส มากกว่าการบังคับใช้และดำเนินนโยบายส่งเสริมการมีบุตรเพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงที่เด่นชัดคือ ปัญหาต่างๆเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ และไม่สามารถแก้ไขได้โดยอาศัยหน่วยงานใดเพียงหน่วยงานเดียว
การสร้างโอกาสในการเข้าถึงผ่านความร่วมมือ
บริษัท ออร์กานอน (Organon) ก่อตั้งขึ้นในปี 2564 ด้วยความมุ่งมั่นที่จะรับฟังและให้ความช่วยเหลือกับประเด็นต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของสตรี ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทั้งหน่วยงานภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) องค์กรพหุภาคี และภาคเอกชน เพื่อขยายโอกาสในการเข้าถึงบริการด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ของสตรี ซึ่งรวมถึงโครงการริเริ่มต่าง ๆ เช่น ทุนสนับสนุนเพื่อสุขภาพสตรีของออร์กานอน (Organon’s Her Health Grants) ที่สนับสนุนภาคีเครือข่ายในชุมชนที่มุ่งดำเนินการเพื่อลดช่องว่างด้านสุขภาพการเจริญพันธุ์ของสตรีที่ยังคงมีอยู่ ผ่านการแก้ปัญหาที่ออกแบบมาให้สอดรับกับบริบทของแต่ละท้องถิ่น แม้ว่าโครงการดังกล่าวจะมีความก้าวหน้าเกิดขึ้น แต่ความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดจากโครงการเพียงอย่างเดียว ทว่าเกิดจากความร่วมมือที่เป็นพันธมิตรบนรากฐานของความไว้วางใจ เป้าหมายที่สอดคล้องกัน การทำงานร่วมกัน และความเข้าใจอย่างลึกซึ้งที่มีต่อบริบทในท้องถิ่น
บริษัท ออร์กานอน มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ Family Planning 2030 (FP2030) ในฐานะพันธมิตรระดับโลกที่มุ่งเน้นการขยายโอกาสในการเข้าถึงบริการด้านอนามัยการเจริญพันธุ์โดยสมัครใจ และตั้งอยู่บนฐานของสิทธิมนุษยชน เพื่อขับเคลื่อนโครงการรณรงค์ “Made Possible by Family Planning” ซึ่งเป็นความพยายามระดับสากลในการที่จะสร้างผลลัพธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงการเข้าถึงบริการด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ ด้วยความร่วมมือนี้ เราได้รวบรวมผู้นำภาคเอกชนผ่านการประชุมระดับสูง ซึ่งออกแบบมาเพื่อกระตุ้นการลงทุน เสริมสร้างความเป็นพันธมิตร และยกระดับการวางแผนครอบครัวให้เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและความเท่าเทียมทางเพศ
ความร่วมมือนี้เป็นการผนึกกำลังระหว่างผู้นำภาคธุรกิจ ผู้กำหนดนโยบาย เครือข่ายเยาวชน และภาคประชาสังคม เพื่อขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายร่วมกัน ทั้งนี้ ด้วยการอาศัยศักยภาพในการผสานเครือข่ายของ FP2030 ร่วมกับปณิธานของบริษัทออร์กานอนในการส่งเสริมสุขภาพสตรี การเป็นพันธมิตรนี้มีเป้าหมายเพื่อผลักดันนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ ส่งเสริมเวทีเสวนาในระดับภูมิภาค และสร้างหลักประกันว่าการวางแผนครอบครัวบนพื้นฐานของสิทธิมนุษยชนจะได้รับการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
ท่ามกลางสถานการณ์ที่งบประมาณสนับสนุนในระดับโลกกำลังเผชิญกับข้อจำกัดและความท้าทาย ความพยายามร่วมกันในครั้งนี้ช่วยเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของภาคเอกชน ในการสนับสนุนการเข้าถึงบริการด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ พร้อมทั้งส่งเสริมศักยภาพของสตรีและครอบครัวในการขับเคลื่อนอนาคตของตนเอง
ในส่วนของ FP2030 และพันธมิตร เป็นการผนึกกำลังร่วมกันระหว่างภาครัฐ ผู้บริจาค องค์กรชุมชน และภาคอุตสาหกรรม เพื่อประสานแนวทางการดำเนินงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ระดมความร่วมมือ และเร่งสร้างความคืบหน้าที่ขับเคลื่อนโดยประเทศสมาชิก ในด้านการวางแผนครอบครัวและอนามัยการเจริญพันธุ์
ประการสำคัญ คือความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพสูงสุดนั้นต้องขับเคลื่อนบนอยู่พื้นฐานความเข้าใจในทิศทางนโยบายของรัฐบาล และยุทธศาสตร์ด้านสาธารณสุขในระดับประเทศ ความคืบหน้าที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้จากการประสานแนวทางของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับเป้าหมายสุขภาพแห่งชาติ ควบคู่ไปกับการบูรณาการจุดแข็งของภาครัฐ ภาคประชาสังคม องค์กรระหว่างประเทศ และภาคเอกชนอย่างเป็นระบบ
จากแนวทางการทำงานร่วมกันในครั้งนี้ได้สะท้อนให้เห็นผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม โดยพบว่าประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ให้คำมั่นร่วมกับ FP2030 ทุกประเทศ มีจำนวนผู้ใช้การคุมกำเนิดแบบสมัยใหม่เพิ่มสูงขึ้นในระหว่างปี 2563 ถึง 2567 ขณะเดียวกัน เกือบทุกประเทศในภูมิภาค สามารถลดสัดส่วนความต้องการคุมกำเนิดแต่ยังเข้าไม่ถึงบริการ ในกลุ่มผู้หญิงที่แต่งงานแล้วอายุระหว่าง 15–49 ปี ได้สำเร็จ
ประสบการณ์เหล่านี้ร่วมกันเน้นย้ำถึงความจริงที่เรียบง่ายแต่สำคัญยิ่งประการหนึ่งว่า ความร่วมมือที่จะประสบความสำเร็จได้อย่างแท้จริงนั้นได้เกิดจากการแลกเปลี่ยน หากแต่เกิดจากความร่วมมือที่มีโครงสร้างการทำงานอย่างเป็นระบบ โดยเข้าใจถึงความเชื่อมโยงกันเป็นในการจัดหาเวชภัณฑ์ การสร้างองค์ความรู้ ศักยภาพของบุคลากรผู้ให้บริการ และการผลักดันเชิงนโยบาย
บทบาทของแพลตฟอร์มระดับภูมิภาค
แพลตฟอร์มต่าง ๆ อาทิ FP2030 มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมโยงความร่วมมือแบบไร้พรมแดน โดยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีรัฐบาลจาก 11 ประเทศที่ได้ร่วมประกาศพันธสัญญาแห่งชาติกับ FP2030 โดยมีหลายประเทศที่เพิ่งเข้าร่วมในรอบสองปีที่ผ่านมา ท่ามกลางภาวะอัตราเจริญพันธุ์ที่ลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์นี้ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า การวางแผนครอบครัวยังคงเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนความเท่าเทียมทางเพศ การยกระดับผลลัพธ์ด้านสุขภาพ และการสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน และด้วยการทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการผสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) องค์กรพหุภาคี และภาคเอกชน FP2030 จึงมีส่วนสำคัญในการช่วยจัดสรรลำดับความสำคัญให้สอดคล้องกัน ระดมทรัพยากร สร้างโอกาสในการเรียนรู้ข้ามพรมแดน และขยายผลลัพธ์ของโครงการที่ประสบความสำเร็จไปสู่ระดับภูมิภาค
ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แนวทางนี้กำลังได้รับการพัฒนาและเห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น ผ่านการเป็นพันธมิตรกับองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) การประสานงานร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศอย่างกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) ตลอดจนการทำงานร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์และชุมชนโดยตรง เหล่านี้มีส่วนช่วยในการขยายโอกาสการเข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียมในพื้นที่ที่ยังขาดแคลนและมีความต้องการสูงสุด ขณะเดียวกัน นวัตกรรมด้านสุขภาพดิจิทัล ก็เข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้การดำเนินงานเหล่านี้เข้าถึงผู้คนได้กว้างขึ้นและขยายผลได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
การระดมความร่วมมือเพื่อการลงมือปฏิบัติและสร้างพันธมิตรในบริบทใหม่
ความท้าทายด้านสุขภาพของสตรีที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม การเปลี่ยนแปลงของอัตราเจริญพันธุ์ หรือข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการวางแผนครอบครัว ล้วนมีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ปัญหาดังกล่าวไม่อาจแก้ไขได้ด้วยการพัฒนาทีละน้อยหรือด้วยกลไกการดำเนินงานแบบแยกส่วน หากแต่ต้องการการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระดับรากฐาน มีการปฏิรูปแนวคิดและวิธีปฏิบัติในการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ อย่างเร่งด่วน
ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินงานผ่านแพลตฟอร์มระดับสากลที่มีโครงสร้างแบบกระจายการดำเนินงานอย่าง FP2030 หรือการสร้างพันธมิตรเพื่อขับเคลื่อนงานในระดับท้องถิ่น แนวทางในอนาคตย่อมต้องอาศัยการก้าวข้ามการดำเนินงานแบบแยกส่วน ไปสู่ความร่วมมือที่บูรณาการอย่างต่อเนื่องเป็นระบบ และขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายที่ชัดเจนร่วมกัน
ทั้งนี้ ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และองค์กรพหุภาคี ต่างเริ่มประสานแนวทางเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาที่มีความซับซ้อนนี้อย่างจริงจัง ซึ่งการเสริมสร้างความร่วมมือ การดำเนินงานที่เป็นเอกภาพ ตลอดจนความเข้าใจในทิศทางนโยบายที่ชัดเจน จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างหลักประกันด้านอนามัยการเจริญพันธุ์สำหรับผู้หญิงได้อย่างยั่งยืน