ทศวรรษแห่งการพัฒนา สืบสาน รักษา ต่อยอด ใต้ร่มพระบารมี

ทศวรรษแห่งการพัฒนาสืบสาน รักษา ต่อยอด ใต้ร่มพระบารมี

หากพูดถึงอนาคต “เด็กและเยาวชน” มีส่วนสำคัญอย่างมากในการขับเคลื่อนประเทศชาติสู่ความมั่นคง พวกเขาคือฟันเฟืองหลักที่จะนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ มาผสานเพื่อหยั่งรากความยั่งยืนให้เติบโตคู่แผ่นดินไทย

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เครือข่ายธุรกิจห่วงโซ่อุปทานแห่งประเทศไทย (Thailand Supply Chain Network: TSCN) พร้อมด้วย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) (ไทยเบฟ) และภาคีเครือข่ายร่วมจัดงาน “ทศวรรษแห่งการพัฒนา สืบสาน รักษา ต่อยอด ใต้ร่มพระบารมี เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 และครบ 10 ปีแห่งการครองสิริราชสมบัติ พร้อมประกาศพลังความร่วมมือในการขับเคลื่อนโครงการตามที่ได้น้อมนำพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะทรง “สืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” มาเป็นแนวทางในการดำเนินงานเพื่อการพัฒนาประเทศผ่านการบูรณาการองค์ความรู้ นวัตกรรม และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน อันนำไปสู่การสร้างสมดุลทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและเสริมสร้างความเข้มแข็งของประเทศอย่างยั่งยืน 

งานดังกล่าวจัดขึ้น ณ เพลนารี ฮอลล์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ท่ามกลางพลังแห่งความสามัคคีและความจงรักภักดี โดยมีผู้เข้าร่วมงานจากหน่วยงานต่าง ๆ กว่า 600 คน อาทิ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.), กระทรวงอุตสาหกรรม, กระทรวงมหาดไทย, กรุงเทพมหานคร, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง , คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.), สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI), สมาคมธนาคารไทย ตลอดจนเครือข่ายภาคประชาชน และเยาวชนจากหลากหลายวงการ อาทิ เยาวชนเจ้าบ้านสืบสานวัฒนธรรม, Win Win WAR Thailand, OTOP Junior และนักกีฬาเยาวชนจากหลากหลายชนิดกีฬา ซึ่งพร้อมใจกันร่วมส่งต่ออุดมการณ์แห่งการ “สืบสาน รักษา ต่อยอด” สู่เด็กและเยาวชนตามแนวทางการทรงงานด้านการพัฒนาอันเป็นการสืบสานจากแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สู่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและความมั่นคงยั่งยืนของประเทศชาติ 

โดยบรรยากาศในงานคึกคักไปด้วยพลังแห่งความมุ่งมั่นและการรวมตัวของภาคภาคีเครือข่าย โดยโซนกิจกรรม “สืบสาน รักษา ต่อยอด” ถือเป็นพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพที่สะท้อนถึงการนำทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาชุมชนมาสร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่ ผ่านโครงการสำคัญ โครงการ YouTH Thailand เป็นการรวมเครือข่ายพลังเยาวชนไทยที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศชาติอย่างยั่งยืนและขยายโอกาสการเรียนรู้สู่การลงมือทำจริงด้วยการปลดล็อคศักยภาพเยาวชนไทยสู่การเติบโตในระดับประเทศและระดับโลกและเป็นแพลตฟอรม์เครือข่ายพลังเยาวชนไทยและศูนย์กลางแห่งโอกาสและคลังข้อมูลเยาวชนคุณภาพพร้อมเสริมสร้างความรู้และทักษะหลากมิติเพื่อเตรียมความพร้อมเยาวชนไทยให้รู้เท่าทันโลกและพัฒนาทักษะด้วยการปฏิบัติจริงร่วมกับองค์กรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษาภาคประชาชนทั้งในและต่างประเทศ

โครงการ “โชว์ภูมิ” ภายใต้ “โครงการด้วยจงรักและภักดี”เพื่อเฟ้นหาและสร้างนักพัฒนาชุมชนในระดับอำเภอทั่วประเทศให้เป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนโดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการดำเนินงานมุ่งเน้นหลักการพัฒนา “เยาวชน”เพื่อให้เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาชุมชน

โครงการ “สารพัดสรรพศิลป์”ดำเนินงานในรูปแบบวิสาหกิจเพื่อสังคมโดยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการเปิดโอกาสและขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าจากภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วยการนำงานศิลปะและการออกแบบเชิงสร้างสรรค์มาประยุกต์พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าชุมชนสู่สินค้าระดับพรีเมียมและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางการตลาดอันเป็นกลไกสำคัญในการสร้างงาน สร้างรายได้และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

โครงการ “ผ้าขาวม้าท้องถิ่น หัตถศิลป์ไทย”ภายใต้การดำเนินงานของคณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ ร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินโครงการมาตั้งแต่ปี 2559 มุ่งยกระดับผ้าขาวม้าทอมือไทยผ่าน 4 มิติ ทั้งการสร้างนวัตกรรมการแปรรูปการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา
เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้ชุมชนโดยสามารถสร้างรายได้ส่งตรงถึงชุมชนรวมกว่า 311 ล้านบาทครอบคลุมผู้รับผลประโยชน์ 1,561 ครัวเรือน พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายคนรุ่นใหม่ทายาทผ้าขาวม้า” พัฒนายกระดับสู่ผู้ประกอบการได้ถึง 15 รายและต่อยอดสู่การพัฒนาเป็นการท่องเที่ยวโดยชุมชน

โครงการ “เยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรม”เพื่อปลูกฝังความภาคภูมิใจในศิลปวัฒนธรรม ประเพณีและอัตลักษณ์ท้องถิ่นให้แก่เยาวชนรุ่นใหม่เพื่อให้เป็นกำลังสำคัญในการอนุรักษ์ และสืบสานความเป็นไทยอย่างยั่งยืนโดยมุ่งเสริมทักษะความรู้เรื่องชุมชนและฝึกฝนให้เยาวชนมีความพร้อมเป็นเจ้าบ้านที่ดีและเป็นผู้สืบสานวัฒนธรรมเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของชุมชนผลงานการชุบชีวิตของเล่นโบราณอย่าง “หมูกระดาษป้าน้อย” จาก “ย่านกะดีจีน” ชุมชนประวัติศาสตร์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่นำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาสร้างสรรค์ใหม่ สะท้อนถึงการรักษาศาสตร์ดั้งเดิมให้โลดแล่นอย่างมีพลังในวิถีร่วมสมัยได้อย่างลงตัว

การสืบสานมรดกโลกทางวัฒนธรรมผ่าน “หนังใหญ่วัดขนอน” ณ ตำบลสร้อยฟ้า อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี มหรสพชั้นสูงของไทย ที่ได้รับการยกย่องจากยูเนสโก (UNESCO) ให้เป็น 1 ใน 6 ชุมชนดีเด่นของโลกด้านการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรม ผ่านลวดลายแกะสลักตัวหนังอันวิจิตรและการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน

โครงการ Win Win WAR Thailand และ Win Win WAR OTOP Junior เพื่อบ่มเพาะผู้ประกอบการธุรกิจแบ่งปันที่ใช้กลไกธุรกิจในการแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นมากกว่ารายการทีวีหรือเวทีแข่งขันธุรกิจแต่เป็นแพลตฟอร์มขับเคลื่อนระบบนิเวศผู้ประกอบการเพื่อสังคมในประเทศไทย

นอกจากนี้ ภายในงานยังสร้างความประทับใจผ่านพลังความสามารถของเยาวชนไทยในหลากหลายมิติ ทั้งพลังความสดใสจากการแสดง Cheerleader est Volleyball พร้อมด้วยการแสดงศิลปวัฒนธรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ไทยอันงดงามตลอดช่วงบ่าย ไม่ว่าจะเป็นการแสดงสไตล์ศิลป์ เพลงฉ่อย จากจังหวัดสุพรรณบุรี , การแสดงดนตรีไทยศรทอง , การแสดงหุ่นละครเล็กโจหลุยส์ , การแสดงโขนเยาวชน และปิดท้ายด้วยความสามารถอันเป็นเอกลักษณ์ของนักพากย์เรือยาวรุ่นจิ๋ว ซึ่งได้รับความสนใจจากคณะผู้บริหารและผู้เข้าร่วมงานอย่างมาก ในฐานะต้นแบบที่เป็นรูปธรรมของการยกระดับศักยภาพเยาวชน และการสืบสานคุณค่าทางวัฒนธรรมสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ผู้ร่วมก่อตั้งเครือข่ายธุรกิจห่วงโซ่อุปทานแห่งประเทศไทย (TSCN) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การจัดงานมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเผยแพร่โครงการเทิดพระเกียรติที่ทุกภาคส่วนได้ร่วมน้อมนำพระปฐมบรมราชโองการ สืบสาน รักษา ต่อยอด มาเป็นแนวทางในการพัฒนาโครงการที่สร้างผลกระทบเชิงบวกระดับพื้นที่ เพื่อสร้างประโยชน์แก่ชุมชน สังคม และประเทศชาติ วันนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับโครงการแต่ละหน่วยงานสู่ความร่วมมือระดับประเทศ เพื่อสืบสานสิ่งที่มีคุณค่า รักษาทรัพยากรและภูมิปัญญา ต่อยอดสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

สำหรับการเสริมสร้างความเข้มแข็งและความมั่นคงให้กับชุมชน ได้มีการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากผ่านการดำเนินงานของ บริษัท รู้รักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งดำเนินงานในระดับประเทศและในทุกจังหวัด และต่อยอดสู่ “โครงการด้วยจงรักและภักดี” สร้างประโยชน์ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุข ผ่านการจัดตั้ง บริษัท ชุมชนเข้มแข็ง พอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท (อำเภอ) พอเพียง จำกัด เพื่อพัฒนาให้เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมในระดับอำเภอทั่วประเทศ” 

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า “รู้สึกชื่นชมทุกภาคส่วนโดยเฉพาะภาคเอกชน และน้อง ๆ เยาวชนที่ตระหนักถึงความสำคัญและมาร่วมกันในวันนี้ โดยมีภาครัฐผลักดันในเชิงนโยบายให้ภาคเอกชนตระหนักถึงความสำคัญและขับเคลื่อนตามแนวทางของมาตรฐานแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงภาคอุตสาหกรรม (มอก.9999) ที่กำหนดขึ้นเพื่อให้ภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งองค์กรในห่วงโซ่อุปทานมีความเข้าใจในหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และมีแนวคิดเป็นไปในแนวทางเดียวกันโดยที่องค์กรสามารถกำหนดวิธีการปฏิบัติด้วยตนเอง ซึ่งจะส่งเสริมให้เกิดผลลัพธ์ และการพัฒนาที่สมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ ด้วยการผลักดันให้นำ มอก.9999 มาประยุกต์ใช้โดยบูรณาการแนวทางดำเนินการให้สอดคล้องเข้ากับรูปแบบของการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่สมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างความตระหนักรู้ให้ทุกภาคส่วนน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและหลักการทรงงานไปเป็นแนวทางทั้งด้านการขับเคลื่อนการดำเนินงานทางธุรกิจ และการดำเนินชีวิตประจำวัน พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในยุคโลกาภิวัฒน์ และสามารถเตรียมความพร้อมต่อเหตุการณ์ในอนาคตได้อย่างสมดุล พอเพียง ยั่งยืน นอกจากนี้ ยังมีนโยบายการจัดทำ มอก.9999 ในปี 2556 ถึงปีปัจจุบัน ต่อยอดสู่ Version 2 ภายในปีนี้ เพื่อผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมตระหนักถึงความสำคัญของการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาพัฒนาและต่อยอดเสริมสร้างความเข็มแข็งให้ภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน”

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า “รู้สึกดีใจได้เห็นเด็ก ๆ เยาวชนรุ่นใหม่มาร่วมเป็นส่วนสำคัญที่จะเติบโตเป็นอนาคตของประเทศชาติเพื่อสร้างชุมชนที่เข็มแข็งและยั่งยืน และรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เห็นทุกภาคส่วนได้มาร่วมพลังเป็นหนึ่งเดียวกันในวันนี้เพื่อน้อมนำแนวทางพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาต่อยอดและบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชน โดยตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทยได้มีการผสานความร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ด้วยการดึงศักยภาพและความเข้มแข็งของชุมชนมาเป็นพลังขับเคลื่อนหลักพร้อมประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนและวิสาหกิจเพื่อสังคม ผ่าน “เครือข่ายรู้รักสามัคคี” ในทุกจังหวัดทั่วประเทศ ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการนำนโยบายสู่การปฏิบัติในพื้นที่ ช่วยต่อยอดทุนทางภูมิปัญญาและนวัตกรรมท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม นำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน พลังแห่งความร่วมมือนี้ยังช่วยสร้างความเข้มแข็งของชุมชนให้พร้อมรองรับคนรุ่นใหม่จำนวนมากที่กลับมาสู่ถิ่นฐานบ้านเกิด เพื่อผลักดันให้ก้าวขึ้นมาเป็น “ผู้ประกอบการรุ่นใหม่” ที่อุทิศทั้งแรงกาย แรงใจ ในการสร้างสรรค์นวัตกรรม พัฒนาผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการขยายตลาดใหม่ ๆ ให้กับชุมชน อันเป็นพลังสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เสริมสร้างชุมชนเข้มแข็ง และสร้างเมืองน่าอยู่อย่างยั่งยืน บนรากฐานของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”

สำหรับการจัดงาน “ทศวรรษแห่งการพัฒนา สืบสาน รักษา ต่อยอด ใต้ร่มพระบารมี” ในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการน้อมนำพระราชปณิธาน “สืบสาน รักษา ต่อยอด” และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิบัติเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมควบคู่กับการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน สังคม และประเทศชาติ พร้อมเชิญชวนทุกภาคส่วนและประชาชนคนไทยทุกคนร่วมสืบสาน รักษา และต่อยอด เพื่อร่วมสร้างประโยชน์ให้ประเทศชาติภายใต้ร่มพระบารมีสืบไป