เครียดลงกระเพาะ กินปิ้งย่างบ่อย? อุทาหรณ์ที่ต้องสู้กับ มะเร็งระยะสุดท้าย
เรื่องราว “ครั้งหนึ่ง” ของ คุณต่าย – ตติยาพร คงคาทิพย์ สาวสวยวัย 28 ปี ที่กำลังอยู่ในช่วงสร้างเนื้อสร้างตัว และเตรียมเริ่มต้นชีวิตคู่ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ต้องเผชิญกับข่าวร้ายที่คาดไม่ถึง…เมื่อได้รู้ว่า ตัวเองป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ระยะที่ 4 และถ้าได้รับการรักษาช้ากว่านี้เพียง 2 เดือน อาจจะหมดโอกาส “ใช้ชีวิต” ในวันนี้
เครียดสะสม
“รู้ตัวมาตลอดว่า เครียดกับทุกเรื่อง อาจเพราะต่ายเป็นลูกคนเดียว จึงอยากเป็นที่รักของทุกคน มักจะแคร์ความรู้สึกคนอื่นมากเกินไป ว่าเขาจะคิดอย่างไรกับเรา ไม่ชอบเราหรือเปล่า และก่อนหน้านี้ต่ายทำงานด้านการเงิน จะเครียดเรื่องการหารายได้ พอทำไม่ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ก็จะรู้สึกผิดหวัง และกดดันตัวเอง จนทำให้มีอาการความเครียดลงกระเพาะ และเป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง ต้องแอดมิทโรงพยาบาลเกือบทุกเดือน ประกอบกับไม่ค่อยระวังเรื่องการรับประทาน ชอบทานพวกส้มตำ ปูปลาร้า ของหมักดอง โดยเฉพาะอาหารปิ้งย่าง ต่ายทานอาทิตย์ละ 2-3 วัน รวมทั้งพวกน้ำอัดลม ชานมไข่มุก ลาเต้เย็น
“ก่อนที่จะตรวจเจอมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ประมาณ 6-8 เดือน อยู่ดีๆ ก็เกิดผื่นคันขึ้นตามร่างกายโดยไม่ทราบสาเหตุ เริ่มเป็นที่หลังก่อน แล้วค่อยๆ ลามไปที่แขนขา คุณหมอวินิจฉัยว่า แพ้แชมพูหรือไม่ก็แพ้สบู่ แต่ทานยาแก้แพ้ก็ไม่หาย จากผื่นคันธรรมดาก็ค่อยๆ กลายเป็นเหมือนลมพิษ ยิ่งเกาก็ยิ่งคันหนักขึ้น ถึงขั้นนอนไม่หลับ ทรมานจนเคยคิดอยากให้ชีวิตจบๆ ไป จะได้ไม่ต้องทนทุกข์ขนาดนี้
“ต่ายรักษาอยู่ประมาณ 3-4 เดือน เปลี่ยนโรงพยาบาลไป 3 แห่ง คุณหมอก็ยังหาสาเหตุไม่ได้ จนไปรักษาที่โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ คุณหมอสั่งเจาะเลือดไปตรวจอย่างละเอียด แล้วพบว่า ต่ายเป็นโรคหลอดเลือดอักเสบ (ภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไปทำลายหลอดเลือด ทำให้ร่างกายเกิดการอักเสบ) คุณหมอให้ทานยาสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบประมาณ 2 เดือน ลมพิษที่เป็นอยู่ก็หายไปหมดเลย
“แต่หลังจากหยุดยาไปไม่นาน ผื่นคันก็กลับมาอีก แต่ไม่ถึงขั้นเป็นลมพิษเหมือนครั้งแรก จากนั้นเริ่มมีคนรอบข้างทักว่า ทำไมผอมลง ตอนนั้นแค่รู้สึกไม่อยากอาหาร จากน้ำหนักประมาณ 48 กิโลกรัม ผ่านไป 3-4 เดือนเหลือ 44-45 กิโลกรัม ซึ่งตัวเองมองว่าไม่ได้ลดเยอะมาก อาจเพราะกำลังจะแต่งงาน ผอมลงอย่างนี้ก็ดีจะได้ใส่ชุดเจ้าสาวได้สวยๆ
“จากนั้นอาการต่างๆ ที่เป็นสัญญาณเตือนความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งก็มาครบ เริ่มจากมีอาการอ่อนเพลีย ทุกวันต่ายจะต้องฟุบที่โต๊ะทำงานเพื่องีบตอนกลางวัน แล้วเวลาเดินขึ้นบันได แค่ชั้นเดียวก็หอบ มีอาการไอแห้งๆ คิดไปเองว่าตัวเองคงเหนื่อย พอตกเย็นมักจะมีไข้ต่ำๆ และมีเหงื่อออกตอนกลางคืนเยอะมาก จนเปียกชุ่มไปทั้งตัว เข้าใจเอาเองว่าเพราะอากาศร้อน คือพยายามหาเหตุผลต่างๆ นานา เพราะต่ายไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเป็นมะเร็งตอนอายุ 28 ปี
“จนวันที่ไปเติมฟิลเลอร์ที่ปาก แล้วปากมีอาการบวมผิดปกติ ตอนค่ำไปทานข้าวกับที่บ้าน เริ่มรู้สึกร่างกายผิดปกติ อาการเหมือนจะเป็นลมตลอดเวลา กลับถึงบ้านมีไข้สูง 38 องศาเซลเซียล รู้สึกเหนื่อยมาก แบบแค่พูดก็เหนื่อยแล้ว และมีไอแห้งๆ ควบคู่ไปด้วย รุ่งเช้าแค่ลุกก็แทบไม่ไหว จึงตัดสินใจไปโรงพยาบาล กะว่าไปนอนให้น้ำเกลือน่าจะดีขึ้น
“เมื่อคุณหมอฟังอาการทั้งหมด จึงให้แอดมิททันที แล้วส่งไปเอ็กซเรย์ปอด ตอนค่ำผลเอ็กซเรย์พบว่า มีก้อนดำๆ ขนาดใหญ่อยู่บริเวณช่องอก วันรุ่งขึ้นจึงไปทำ CT – Scan แล้วพบว่า ก้อนดำๆ มีขนาดเกือบ 10 เซนติเมตร เบียดตรงหลอดลมกับหลอดเลือดดำ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ต่ายหอบและไอแห้งๆ ตลอด แต่ยังไม่รู้แน่ชัดว่าก้อนดำๆ เป็นอะไร คุณหมอสัณนิฐานว่า อาจจะเป็นวัณโรคต่อมน้ำเหลืองก็ได้ ต้องเจาะชิ้นเนื้อไปตรวจก่อน แต่มาทราบจากญาติที่เป็นพยาบาลว่า ต่ายมีลิ่มเลือดที่ปอดและตับโตด้วย
“แต่ยังไม่ทันได้เจาะชิ้นเนื้อ คุณพ่อคุณแม่ก็เดินเรื่องให้ต่ายย้ายไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลศิริราช กับรศ.นพ.วีรภัทร โอวัฒนาพานิช ซึ่งคุณหมอก็ส่งไปเจาะชิ้นเนื้อ ครั้งแรกไม่พบอะไร คุณหมอจึงเปลี่ยนเป็นอีกวิธีคือการทำ Biopsy ใช้เข็มขนาดเล็กเจาะและดูดเซลล์ชิ้นเนื้อ”

รับมือมะเร็ง
“ระหว่างนั้นฝ้ายแอบหาข้อมูลมาบ้างแล้วว่า ตัวเองน่าจะเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง จึงไม่ได้ตกใจอะไรเมื่อลูกพี่ลูกน้อง ที่เป็นหมออยู่โรงพยาบาลศิริราช มาบอกว่า พี่ต่ายเป็นมะเร็งนะ แต่เป็นมะเร็งอะไรรอให้คุณหมอเจ้าของไข้มาบอกก็แล้วกัน วันนั้นคือวันที่ 29 กรกฎาคม ปี 2020
“ถึงอย่างนั้นก็ยังรู้สึกเสียใจว่า ทำไมต้องเป็นเรา? แล้วทำไมต้องเกิดขึ้นในช่วงที่กำลังจะแต่งงานด้วย จึงตัดสินใจคุยกับแฟนเลยว่า เราเพิ่งคบกันได้ไม่นาน ไม่รู้ว่าต่ายจะตายเมื่อไร อาจจะต้องจากกันเร็วๆ นี้ก็ได้ อยากให้เขาไปเจอคนดีๆ อย่ามาเสียเวลากับต่ายเลย เขากลับบอกว่า ไม่ไปไหนทั้งนั้น
ตั้งใจว่าจะยังไม่บอกป๊ากับม๊า เพราะป๊ากำลังจะผ่าตัดไส้เลื่อน ไม่อยากให้เขาเป็นกังวล แต่สุดท้ายก็มาหลุดตอนไปเยี่ยมป๊าที่โรงพยาบาล แฟนเข้าไปกอดม๊าแล้วร้องไห้ ทีนี้รู้กันหมดเลย แต่ป๊ากับม๊ากลับไม่แสดงอาการเสียใจหรือร้องไห้เลยนะ เข้มแข็งมาก ต่ายเพิ่งมารู้เมื่อไม่นานนี้ว่า ความจริงแล้วช่วงนั้นเขาสองคนแอบร้องไห้ทุกวันเพราะสงสารลูก
“กลับมาที่ผลการตรวจของต่าย ที่คุณหมอเจ้าของไข้แจ้งว่า ต่ายเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอดจ์กิน (ส่วนใหญ่พบบริเวณต่อมน้ำเหลืองที่คอหรือช่องอก สามารถแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นได้) ซึ่งเป็นมะเร็งระดับเด็กอนุบาล มีโอกาสรักษาให้หายขาดสูงมาก รักษาด้วยการให้ยาคีโม ทั้งหมด 12 ครั้ง ติดต่อกัน 12 วัน ซึ่งคุณหมอไม่เคยบอกว่า ต่ายเป็นมะเร็งระยะที่ 4 เพราะกลัวจะใจเสีย แต่มาบอกหลังจากร่างกายตอบสนองต่อการรักษาแล้ว
“ตอนนั้นต่ายไม่มีความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งเลย เคยได้ยินแต่ว่า ใครเป็นโรคนี้ต้องตายทุกคน เพราะยาคีโมที่ให้แรงมาก จึงทำให้ต่ายกลัวการให้คีโม แต่กลัวที่สุดคืออาการอาเจียน ซึ่งเป็นผลข้างเคียงจากการให้คีโม เพราะต่ายเป็นโรคกลัวอาเจียน (โรควิตกกังวลชนิดหนึ่ง เกิดจากความกลัวอย่างรุนแรง) คงเพราะตอนเด็กๆ เคยโดนน้องอาเจียนใส่ ถ้าต่ายเห็นอาเจียน จะมีอาการแพนิคขึ้นมาทันที
“แต่หลังจากให้ยาคีโมไป 4 ครั้ง ต่ายไม่มีอาการแพ้เลย คุณหมอจึงให้ทำ เพทซีทีสแกน (PET/CT Scan) เพื่อตรวจดูว่าเซลล์มะเร็งยุบตัวลงไปบ้างไหม สรุปว่าจาก 10 เซนติเมตร เหลือ 4 เซนติเมตร ถือว่าตอบสนองดีมากต่อการรักษา ยิ่งทำให้เรามีกำลังใจ กระทั่งถึงการให้คีโมครั้งที่ 8 ต่ายมีอาการเหงื่อออกตอนกลางคืนกลับมา ยังคิดว่า ตัวเชื้อมะเร็งยังคงไม่หมด เดี๋ยวให้คีโมครบ 12 ครั้งก็น่าจะดีขึ้น
“ซึ่งเมื่อให้คีโมครบ 12 ครั้ง ตามหลักแล้วเราต้องเว้นไปประมาณ 1 หรือ 2 เดือน แล้วค่อยกลับมาทำเพทซีทีสแกนอีกครั้ง พบว่า ก้อนมะเร็งยังเหลืออยู่แม้จะขนาดไม่ถึง 1 เซนติเมตร แต่ถือว่ายังมีเชื้อมะเร็งอยู่ จึงให้เว้นอีกประมาณ 1 เดือน แล้วกลับมาทำเพทซีทีสแกนใหม่ คราวนี้ขนาดก้อนมะเร็งโตขึ้นเป็น 1 เซนติเมตรกว่าๆ และมีการกระจายไปต่อมน้ำเหลืองที่หลอดลมและใต้คาง”
ปรับสูตรใหม่
“คราวนี้ชีวิตเปลี่ยนเลย เพราะคุณหมอต้องให้ยาคีโมสูตรใหม่ที่แรงกว่าเดิมหลายเท่า โดยให้ทั้งหมด 6 ครั้ง โดยในหนึ่งครั้งต้องให้คีโมติดต่อกัน 3 วัน และต้องให้ควบคู่ไปกับยามุ่งเป้าด้วย เพื่อช่วยให้ยาตอบสนองกับตัวโรค ซึ่งจะมีเปอร์เซ็นต์ในการหายที่สูงกว่า แต่คุณหมอก็เป็นห่วงว่า ต่ายจะรับกับค่าใช้จ่ายในการรักษาไหวไหม เพราะยาพุ่งเป้า ขวดละ 1.8 แสนบาท และต้องใช้ทั้งหมด 24 ขวด โชคดีเวลานั้นโรงพยาบาลมีโครงการงานวิจัยเกี่ยวกับยามุ่งเป้าพอดี จึงทำให้ลดค่าใช้จ่ายเหลือไม่ถึงล้านบาท
“แต่ยาคีโมสูตรใหม่นี้ ทำให้สภาพร่างกายสะมักสะมอมมาก จากสูตรแรกที่ต่ายยังลั้นลาทานขนมและพิซซ่าได้ เจอสูตรนี้เข้าไป ต่ายนอนร้องไห้เลย เพราะรู้สึกเหนื่อยมาก ผมร่วงตั้งแต่ให้ครั้งแรก แล้วผิวไหม้ไปหมดทั้งตัว พยายามบำรุงตัวเอง ต้องฝืนกินพวกโปรตีนทุกอย่าง ดื่มนมทางการแพทย์ วันละ 4 แก้ว ทานอาหารพวกหมู ไก่ ไข่ต้ม แต่ต้องเป็นอาหารที่ปรุงสุก สะอาด ไม่ค้างคืน ไม่หมักดอง ไม่ทานผักสดผลไม้ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ทำให้ค่าเลือดของต่ายผ่านตลอด สามารถให้คีโมได้ต่อเนื่องจนจบ
“ส่วนอาการอาเจียน ต่ายเตรียมขอยาแก้อาเจียนกับคุณหมอกันไว้ล่วงหน้า เป็นยานอก ราคาเม็ดละ 3,000 บาท ที่มีฤทธิ์ครอบคลุมถึง 7 วัน จึงไม่มีอาการอาเจียนระหว่างการให้คีโมสูตรที่ 2 เลย
“แม้การรักษาครั้งนี้ จะทำให้ต่ายเริ่มรู้สึกหมดหวัง ไม่ได้กลัวตายนะคะ แต่กลัวว่า ถ้าไม่มีเรา ป๊ากับม๊าจะอยู่อย่างไร โชคดีที่แฟนคอยให้กำลังใจตลอด เพราะเขารู้ว่าต่ายชอบเที่ยวมาก เวลารู้สึกท้อ เขาจะพูดว่า มีสถานที่เที่ยวอีกหลายแห่งที่เรายังไม่ได้ไปด้วยกันเลย จะรีบไปไหน อยู่เที่ยวด้วยกันก่อน(ยิ้ม)”

ปลูกถ่ายสเต็มเซลล์
“สุดท้ายคุณหมอบอกว่า การให้เคมีบำบัดชนิดเข้มข้นสูง จะทำลายทั้งเซลล์มะเร็ง และเซลล์ต้นกำเนิดในไขกระดูกเกือบทั้งหมด ทำให้จำนวนเม็ดเลือดและเกล็ดเลือดถูกทำลายจนลดลงต่ำมาก หากจะให้การรักษาโรคมะเร็งได้ผลดี ต่ายควรปลูกถ่ายสเต็มเซลล์โดยใช้เซลล์ตนเอง เป็นการปลูกถ่ายไขกระดูกโดยใช้ไขกระดูกของเรามาเป็นแหล่งปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ แล้วค่อยใส่กลับคืนสู่ร่างกาย เช่นเดียวกับการถ่ายเลือด แล้วภายในไม่กี่วันร่างกายจะค่อยๆ สร้างเซลล์เม็ดเลือดและเกล็ดเลือดขึ้นมาใหม่ ทีแรกก็ลุ้นกับคุณหมอว่าร่างกายจะพร้อมไหม เพราะต่ายให้ยาคีโมมาเยอะมาก แต่สุดท้ายก็ผ่านค่ะ เพราะพยายามโด๊ปทุกอย่าง โดยเฉพาะนมทางการแพทย์ อัดแบบเต็มที่เลย
“ช่วงที่รอคิวการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ เนื่องจากเป็นโรงพยาบาลรัฐ กว่าจะได้คิวต้องใช้เวลา ระหว่างนั้น ต่ายจะต้องให้คีโมต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้คิว เป็นช่วงเวลาที่รู้สึกเหนื่อยและทรมานเหลือเกิน ร้องไห้แบบไม่ไหวแล้ว แฟนเห็นต่ายมีสภาพอย่างนั้นแล้วสงสารมาก จึงออกไปจุดธูปหน้าบ้าน พูดตะโกนออกไปดังๆ ว่า เจ้ากรรมนายเวรของต่ายจะจองล้างจองผลาญกันไปถึงไหน ถ้ายังทำกันอย่างนี้ จะไม่ทำบุญให้แล้ว และจะสาปแช่งทุกวันเลย…เชื่อไหมคะ หลังจากแฟนพูดเสร็จ ไม่เกิน 15 นาที โรงพยาบาลโทรมาบอกว่าได้คิวปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ ให้มาโรงพยาบาลพรุ่งนี้เลย
“การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ถือว่าเป็นการรักษาที่หนักสุดในชีวิตแล้วค่ะ เพราะต่ายต้องนอนเฉยๆ อยู่ในห้องประจุลบที่อุณหภูมิประมาณ 20 องศา เป็นเวลา 21 วัน และเกิดอาการข้างเคียงมากมาย ตั้งแต่เจ็บปาก เจ็บคอเหมือนมีมีดมาบาด แล้วเหม็นอาหารทุกอย่าง ทานอะไรไม่ได้เลย นอกจากเจลลี่ 2-3 คำ เรียกว่ากินทั้งน้ำตา แล้วต้องใส่แพมเพิสตลอด เพราะถ่ายออกมาแบบไม่รู้ตัวเลย
“เวลาป๊า ม๊า และแฟนมาเยี่ยมก็ได้แค่ยืนโบกมือให้กำลังใจจากประตูกระจกข้างนอก เพราะช่วงนั้นร่างกายมีโอกาสติดเชื้อสูงมาก ตอนนั้นอยู่ได้ด้วยกำลังใจของตัวเองล้วนๆ แล้วก็มีตุ๊กตาโพนี่สีขาว 2 ตัวที่แฟนซื้อให้ เป็นเหมือนลูกสาวลูกชายคอยอยู่เป็นเพื่อน ถือเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในเวลานั้น
“แม้จะเป็นช่วงเวลาที่หนักหนา แต่กลับทำให้จิตใจต่ายสงบมาก เป็นครั้งแรกที่อยู่กับตัวเองได้นานขนาดนี้ ได้สวดมนต์และนั่งสมาธิทุกวัน หลังจากครบ 21 วันแล้ว ก็ออกมาอยู่ห้องปกติจนกว่าค่าเลือดจะอยู่ในระดับปกติ คุณหมอบอกว่าหลังจากปลูกถ่ายสเต็มเซลล์แล้ว ร่างกายเราจะกลับไปเป็นเด็ก วัคซีนที่เคยได้ไปตอนเด็กๆ อย่าง วัคซีนโปลิโอ ก็ต้องฉีดใหม่ทั้งหมด เพราะร่างกายจะติดเชื้อได้ง่ายมาก สรุปแล้วต่ายใช้เวลาในการรักษาโรคมะเร็งทั้งหมด 2 ปี
“หลังออกจากโรงพยาบาลก็ต้องไปตรวจเช็กค่าเม็ดเลือดและเกล็ดเลือดทุกอาทิตย์ ซึ่งทุกอย่างค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ ถัดมาอีก 3 เดือน คุณหมอนัดมาทำเพทซีทีสแกน ผลออกมามะเร็งเคลียร์หมดแล้ว ตอนนั้นคือดีใจมาก รีบไปแก้บนชุดใหญ่เลยค่ะ จากนั้นก็ทำเพทซีทีสแกนทุกสามเดือน ทุกวันนี้ต่ายไม่ได้ทำเพทซีทีสแกนมา 2 ปีแล้วค่ะ
“เมื่อได้โอกาสกลับมาใช้ชีวิตอีกครั้ง ต่ายปรับเปลี่ยนตัวเองด้วยการหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน จะไม่ทานอาหารแปรรูป หรือของหมักดองอีกเลย แล้วหันกลับมาออกกำลังกาย เริ่มจากเบาๆ ก่อน อย่าง เล่นพิลาทิส คาร์ดิโอ อาทิตย์ละประมาณ 4-5 วัน และพยายามปล่อยวางเรื่องที่ทำให้ใจเราเครียด ส่วนเรื่องงานตอนนี้ไม่เครียดแล้ว เพราะเปลี่ยนงานใหม่แล้วค่ะ
“สำหรับคนที่เพิ่งตรวจเจอหรือกำลังรักษามะเร็ง ต่ายเข้าใจว่าทุกคนรู้สึกอย่างไร ท้อแท้ขนาดไหน แต่อยากจะบอกว่า นวัตกรรมในการรักษาดีขึ้นกว่าสมัยก่อนเยอะมาก แล้วแพทย์เก่งๆ ก็มีมาก ต่ายเห็นคนที่เป็นมะเร็งระยะที่ 4 แล้วคุณหมอบอกว่า เขาจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่กี่เดือน แต่เขาอยู่ได้อีกเป็น 10 ปี
“ต่ายอยากให้กำลังใจผู้ป่วยทุกคน คงไม่บอกว่าให้สู้ๆ เพราะเชื่อว่าทุกคนสู้อยู่แล้ว เราอาจจะท้อได้ แต่ต้องไม่ถอย ผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องของผล
“แค่รู้ว่า เราสู้เต็มที่และเต็มความสามารถแล้วก็พอค่ะ”