ทำไมผู้หญิงอาจได้เปรียบในการลงทุน ถอดมุมมอง เฟิร์น Wealth Me Up
“เฟิร์น – ศิรัถยา อิศรภักดี” พิธีกรจากช่อง Wealth Me Up ที่ไม่เพียงให้ข้อมูลด้านการเงิน แต่ยังลงมือทําจริงอย่างมีวินัย จนสามารถเปลี่ยนชีวิตจาก มนุษย์เงินเดือนที่เริ่มต้นด้วยเงินหมื่นต้น ๆ สู่การมีเงินเก็บหลักล้านก่อนอายุ 30 และ เกษียณได้ก่อน 45 เป็นข้อพิสูจน์ว่าไม่ว่าใครก็มีอิสรภาพทางการเงินได้หากยึดมั่น กับเป้าหมายที่ชัดเจน สร้างวินัยทางการเงิน และเรียนรู้ในทุกโอกาสที่เข้ามาหา
ลุย ลุย ลุย
“ครอบครัวเราเริ่มต้นด้วยความไม่พร้อมด้านกําลังทรัพย์ พ่อแม่มาจากอําเภอ เบตง จังหวัดยะลา มาหางานทําในกรุงเทพฯ เราเกิดและเติบโตอยู่ในบ้านเช่า หลังเล็ก ๆ พร้อมพี่สาวอีกคน คําสอนที่จําได้ขึ้นใจคือต้องขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด อดทน ส่วนวิธีเก็บเงินท่านสอนผ่านการกระทําให้เห็นเป็นตัวอย่าง เช่น ถ้าอยาก กินขนม แม่จะให้เงิน 5 บาท แล้วให้ตัดสินใจเองว่าอยากทําอะไรกับมัน ถ้าเลือก ซื้อลูกอม เงิน 5 บาทก็จะหายไป ถ้าเลือกเก็บออมไว้ จาก 5 บาทจะกลายเป็น 10 บาท ซึ่งจะสามารถซื้อสิ่งที่มีค่ามากกว่านั้นได้ ทําให้เรียนรู้ว่าเมื่อชีวิตถูกจํากัด เราต้องเลือกให้ถูกว่าจะซื้อความสุขระยะสั้นแป๊บเดียวจบหรือเลือกเก็บเป็นเงินก้อน ทําให้การอดออมกลายเป็นนิสัยที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็ก”
“นอกจากนี้ความที่พ่อแม่ทําโรงงานกระเป๋าส่งตลาดสําเพ็ง ในวันหยุดจึงต้อง ช่วยทํางาน เช่น ติดซิปกระเป๋าระหว่างดูทีวีไปด้วย ไม่เคยอยู่เฉย ๆ ทําให้รู้สึกว่า งานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นภาระหรือความทุกข์ยากอะไร”
“เมื่อเริ่มโตก็ได้เห็นการพัฒนาในชีวิตของพ่อกับแม่ คือจากที่อยู่บ้านเช่าก็มี เงินก้อนซื้อบ้าน จากมอเตอร์ไซค์เปลี่ยนเป็นรถกระบะ ค่อย ๆ ขยับขยายความ มั่นคงไปเรื่อย ๆ แต่แล้ววันหนึ่งบ้านเราก็พบจุดวิกฤติเมื่อพ่อเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง โรงงานต้องปิดตัว ทําให้แม่กลายเป็นกําลังหลักทั้งดูแลลูก ๆ แล้วยังต้องหารายได้ เข้าบ้านอีก ซึ่งตอนนั้นเรายังเรียนอยู่มัธยม จําได้ดีเลยว่าจากที่เคยไม่ตั้งใจเรียน เคยได้เกรด 1 เปลี่ยนเป็นตั้งใจมาก เพราะอยากมีงานดีๆ ทํา เพื่อดูแลแม่และพี่ แทนพ่อให้ได้ เรียกว่าเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยค่ะ”
“โชคดีที่ตอนนั้นมีเงินประกันชีวิตที่พ่อทําไว้ ซึ่งแม่นํามาแบ่งเป็นทุนเปิดร้าน ขายของชํา ส่วนที่เหลือนําไปซื้อบ้านเพื่อเปิดให้เช่า ทําให้มีรายได้เข้าสองทาง ฐานะ ทางการเงินจึงค่อย ๆ ดีขึ้น ซึ่งเราก็ได้เรียนรู้มาเรื่อย ๆ จากการช่วยคิดเงินในร้าน บ้าง เก็บค่าเช่าบ้าง ชีวิตวนเวียนอยู่กับตัวเลข บวกกับชอบเรียนเลขอยู่แล้วด้วย พอเข้ามหาวิทยาลัยจึงเลือกคณะเศรษฐศาสตร์ (มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ)”
“ช่วงปี 2 สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย (Thai Investors Association หรือ TIA) ได้จัดโครงการนักลงทุนรุ่นใหม่ เป็นการอบรมความรู้เรื่องการเงินและ การลงทุน เราสนใจจึงสมัครไปอบรม กระทั่งมีคนเห็นแววจึงชวนไปทํางานพิเศษ หน้าที่คือไปเป็นผู้ช่วยพี่ ๆ ในทีมจัดอีเวนต์ จัดงานสัมมนา หรือไปจัดโครงการ ตามมหาวิทยาลัย เราก็ซึมซับความรู้จากการไปร่วมฟังทอล์คของผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ ด้านการเงินตามงานต่าง ๆ จนเรียนจบเขาก็ชวนทํางานต่อ ผ่านไป 1 ปีมีโอกาส ใหม่เข้ามา คือรายการ Money Channel ชวนไปเป็นพิธีกรเพราะพี่ที่ทํางานสมาคม รู้จักกับทีมงานในรายการ เขาเห็นเราพูดเก่ง จึงแนะนําให้ไปทํารายการเกี่ยวกับ เศรษฐกิจและการลงทุน ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นรายการสดจากห้องส่งภายในอาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ออกอากาศทางช่องเคเบิลทีวี”
“เรียกว่าตลอดการเดินทางของเรา ตั้งแต่การเลี้ยงดู การเรียน การทํางาน ทุกอย่างเชื่อมโยงกับเรื่องเงินมาตลอดเลยค่ะ ทําให้มีพื้นฐานความรู้ในเรื่องนี้ และ สามารถนําไปต่อยอดกับการใช้ชีวิตมาจนถึงปัจจุบัน”

คว้าล้านแรกก่อน 30
“ตอนแรกไม่ได้ตั้งเป้าหรอกนะคะว่าอายุเท่านี้ต้องมีเงินเท่าไร แค่อยากเก็บเงิน เพื่อปลดหนี้ กยศ. (กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา) กับหนี้บ้าน เนื่องจากพอเริ่ม ทํางาน ได้เงินเดือนแรกมา 12,000 บาท แม่ก็พาไปซื้อบ้านเลยค่ะ (หัวเราะ) ราคา บ้านล้านกว่า ตอนนั้นรู้สึกว่ามันเป็นภาระอันยิ่งใหญ่ แต่แม่อยากฝึกให้รู้จักอดออม รู้จักวางแผนทางการเงิน ซึ่งเราก็เข้าใจ และความที่ไม่ชอบเป็นหนี้ จึงอยากปลด มันออกไปให้เร็วที่สุด ตอนนั้นนอกจากงานประจําแล้ว ก็มีรับงานพิเศษเสริมบ้าง อย่างการจัดรายการวิทยุ เกาะติดเศรษฐกิจ” ทาง FM 96.5 เขียนบทความตาม เว็บไซต์อย่าง Sanook Money งานพิธีกร ฯลฯ จึงมีรายได้เข้ามาหลายทาง”
“และด้วยนิสัยที่ไม่ค่อยอยากได้อะไร ทําให้ค่าใช้จ่ายต่อวันค่อนข้างต่ํา และ ที่สําคัญคือเก็บเยอะ อย่างเงินเดือนออกปุ๊บเก็บเลย 50 เปอร์เซ็นต์ ส่วนงานพิเศษ รายได้ไม่แน่นอน ถ้าได้เยอะก็เก็บเยอะ ได้น้อยก็เก็บน้อย โดยจดไว้เสมอว่าแต่ละ เดือนเก็บได้เท่าไรบ้าง ซึ่งตอนนั้นเราก็นําเงินบางส่วนแบ่งไปฝากที่สหกรณ์ของ ตลาดหลักทรัพย์และกองทุนรวมด้วย ผ่านไป 4 – 5 เดือนปรากฏว่าจากเงินฝาก หลักหมื่นกลายเป็นหลักแสน พอใช้ชีวิตแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ตัวเลขยิ่งเพิ่มขึ้น รู้สึกดีจนอยากเก็บอีก กระทั่งกลายเป็นหลักล้าน ซึ่งตอนนั้นอายุ 25 – 26 ปีเอง รู้สึกภูมิใจมากค่ะ (ยิ้ม)”
“จึงกลายเป็นวิธีคิดและคําแนะนําว่าเราจะไม่สามารถให้เงินทํางานได้เลย ถ้า ไม่ใช้แรงทําเงินก่อน และอย่าหวังว่าจะออมทันที ถ้ายังไม่มีกิน ตามหลักของทฤษฎี มาสโลว์ ความต้องการ 5 ขั้นของมนุษย์คืออย่าเพิ่งหวังความสําเร็จหรือการยอมรับ จากสังคม ถ้าเรายังไม่มีพื้นฐานที่เพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกินหรือที่อยู่อาศัย “สําคัญที่สุดคือต้องมั่นใจว่าไม่เป็นหนี้ หรือต้องสามารถจัดการหนี้ได้ จากนั้นค่อยเก็บเงินเพื่อมาลงทุน ข้อดีของเราคือความสามารถในการใช้แรงทําเงิน ได้จํานวนมาก บวกกับโชคดีที่รู้เรื่องการเงินเร็ว ทําให้สามารถวางแผนได้ตั้งแต่เนิ่นๆ เด็กสมัยนี้ยิ่งได้เปรียบเลยค่ะ เพราะเริ่มเร็ว เมื่อเวลาผ่านไป 10 – 20 ปี ดอกเบี้ย ที่ได้ยิ่งทบต้นกลายเป็น 2 เท่าหรือ 4 เท่าได้เลย”
“แต่ต้องระมัดระวังด้วยนะคะ เพราะทุกการลงทุนมีความเสี่ยง อย่างช่วงแรก ที่เราเข้ามาอยู่ในวงการนี้ก็เกิดปัญหาเรื่องการขาดทุน ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่นักลงทุน ทุกคนต้องเจอ คือตอนนั้นเราเลือกลงทุนในหุ้นอเมริกา ซึ่งเป็นช่วงวิกฤติซับไพรม์ พอดี (2008) จากที่สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อให้คนที่เครดิตการเงินต่ํากว่าที่ควร อนุมัติ แลกกับการได้ค่าธรรมเนียมที่สูงกว่าปกติ ทําให้ตัวเลขผันผวน หุ้นร่วงหนัก ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นช่วงที่เพิ่งทํางานที่ Money Channel ได้ไม่นาน สมัยนั้น ยังไม่สามารถดูข้อมูลผ่านโทรศัพท์ ต้องรอจดหมายจากบริษัทหลักทรัพย์จัดการ กองทุน (บลจ.) เท่านั้น แล้วใน 1 เดือนจะส่งให้แค่ครั้งเดียว ทําให้ไม่สามารถ ติดตามสถานการณ์การเงินได้ตลอดเวลา มารู้อีกทีคือเดือนถัดไป ถ้าผิดพลาดเงินก็หายเกือบหมดแล้ว”
“ตอนนั้นเรามองว่าวิกฤติคือโอกาส แม้กําลังขาดทุนหนัก แต่เราอดทนลงทุนต่อไปเรื่อยๆ เพราะการทําแบบนี้จะทําให้สามารถซื้อสินทรัพย์ที่ดีในราคาที่ต่ําได้ ในช่วงเวลาที่หลายคนไม่กล้าลงทุน พอวิกฤติเริ่มคลี่คลาย สถานการณ์หุ้นเริ่มกลับมา เป็นปกติ สินทรัพย์ที่เคยซื้อไว้ก็เริ่มเติบโต สิ่งนี้จึงเป็นบทเรียนสําคัญ แม้จะมี อุปสรรคเข้ามา แต่เราสามารถพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสได้ เพียงแต่ต้องศึกษาระบบ และวางแผนทางการเงินให้ดี”

ชีวิตที่เลือกได้
“วันที่รู้ว่าตัวเองมีอิสรภาพทางการเงิน เราอายุประมาณ 30 ต้น ๆ ทั้งหมด เกิดจากการที่ลงทุนอย่างสม่ําเสมอ และทุกปีเราจะคํานวณตัวเลขว่าสิ่งที่ลงทุนไป เติบโตขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ แล้ววิเคราะห์ว่าในแต่ละเดือนจะใช้ทั้งหมดเท่าไร ปรากฏว่าพอคิดตัวเลขออกมา คํานวณกับเงินเฟ้ออีก 3 เปอร์เซ็นต์ก็พบว่าเราสามารถใช้เงิน ก้อนนี้ได้ถึงอายุ 90 เลยค่ะ”
“ตกใจเหมือนกัน ไม่คิดว่าจะมีอิสรภาพทางการเงินเร็วขนาดนี้ ตอนนั้นจึง เลือกหยุดรับงานใหม่ แต่งานเก่าที่รับไว้แล้วก็ทําต่อนะคะ เพียงแต่ถ้ามีงานอื่นเข้ามา จะไม่รับแล้ว อยากหยุดพักผ่อนบ้าง ชดเชยให้เมื่อก่อนที่ทํางานหนัก แต่ปรากฏว่า หยุดประมาณ 3 เดือนก็เบื่อ เพราะวัน ๆ แค่อ่านหนังสือหรือดูหนัง ด้วยไลฟ์สไตล์ ของเราที่ไม่ค่อยเที่ยวอยู่แล้ว ทําให้วันหนึ่งหมดไปแบบไม่ได้สร้างประโยชน์ให้ตัวเอง ครอบครัว หรือสังคมเลย สุดท้ายก็ถามตัวเองว่าเราต้องการอะไรจากการมีอิสระ ทางการเงิน พบว่าเราต้องการเลือก ไม่ได้ต้องการหยุด ในวันที่ใครหลายคนบอก ว่าอิสรภาพทางการเงินเท่ากับเกษียณได้แล้ว ไม่ต้องทํางาน แต่พอเราหยุดกลับไม่มีความสุข ฉะนั้นเป้าหมายในการใช้ชีวิตต่อจากนี้ก็แค่เลือกท่าในสิ่งที่อยากทํา ในแบบที่ไม่ต้องเดือดร้อนใคร แม้ไม่ได้เงิน แต่ถ้าคือความสุข เราก็ทําได้ งานไหน ที่ไม่ไหวก็ไม่ต้องรับ คาดหวังให้น้อยลง มีความสุขให้มากขึ้น แค่นั้นเองค่ะ” (ยิ้ม)
เมื่อค้นพบเส้นทางชีวิตหลังจากการมีอิสรภาพทางการเงินแล้ว เธอจึงตั้งใจ นําประสบการณ์มาสร้างประโยชน์ โดยใช้แพสชั่นนําทาง สู่การตั้งบริษัท Wealth Me Up ปี 2015 เพื่อเป็นสื่อออนไลน์ที่ให้ความรู้เรื่องการเงินส่วนบุคคล
“ไอเดียนี้เริ่มมาจากตอนหารายการอยู่ที่ Money Channel ความที่รายการ ถ่ายทอดแค่ทางช่องเคเบิลทีวี รู้สึกเสียดายข้อมูล อยากให้คนเห็นอีกเยอะ ๆ จึง ขออนุญาตหัวหน้าน่าคลิปมาลงช่องยูทูบด้วย ปรากฏว่าผลตอบรับดีมาก ได้รับ ความสนใจเยอะ นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทําให้เราอยากออกมาหาช่องในสไตส์ของ ตัวเอง คือการเล่าเรื่องเงินให้ดูง่าย ไม่ซับซ้อน เพื่อที่คนอื่น ๆ จะได้เข้าใจและนําไป ใช้ได้จริง เมื่อช่องเติบโตเราก็ได้มีโอกาสขยับขยายเป็นโปรดักชั่นเฮ้าส์ และกลายเป็นเอเจนซี่ท่าสื่อเรื่องการเงินด้วยค่ะ”
“จนตอนนี้เราเป็นทั้งผู้ก่อตั้ง Wealth Me Up เป็นผู้จัดรายการให้กับช่อง ต่าง ๆ อย่าง The Standard Wealth และเป็นวิทยากรไปสอนตามมหาวิทยาลัยหรือองค์กรในเรื่องการเงินส่วนบุคคล และตอนนี้ก็กําลังทําหลักสูตรการเงินให้กับเด็ก ทั้งโรงเรียนต่างจังหวัดและเอกชนในกรุงเทพฯ คาดว่าปีหน้าจะได้เห็นกัน รู้สึกว่า ตอนนี้ทํางานมากกว่าตอนยังไม่มีอิสระทางการเงินด้วยซ้ํา (หัวเราะ) แต่สนุกนะคะ คือไม่ได้ท่าเพราะเงิน แต่เพราะแพสชั่นล้วน ๆ เลยค่ะ”
ผู้น่าและผู้ตามที่ดี
ส่วนตัวค่อนข้างโชคดี เพราะคุยกับแฟนได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเมือง ศาสนา สังคม การงาน หรืออาชีพ แม้จะไม่ได้เห็นเหมือนกันทั้งหมด แต่เรามี ความหวังดีต่อกัน จึงไม่ได้ถกเถียงเพราะต้องการจะกดความคิดของอีกฝ่าย แต่ เราแค่อยากให้เห็นอีกมุมมองหนึ่งเท่านั้นเอง ทําให้ความสัมพันธ์ของเราดําเนินไปได้อย่างราบรื่น”
“แต่กว่าจะเป็นเหมือนทุกวันนี้ก็ต้องปรับตัวเยอะค่ะ แฟนค่อนข้างสบาย ๆ ด้วยฐานะหรือวิธีการเลี้ยงดู ขณะที่เราเข้มงวดกับเรื่องงานมากๆ และมีความ รับผิดชอบสูง ต้องเป็นผู้นํา ดูแลทีมงานในบริษัท และจะเคร่งเรื่องเวลาห่างานมาก อย่างเวลามีอีเวนต์ข้างนอก เราต้องไปเป็นพิธีกร ก็จะไปก่อนเวลา 1 – 2 ชั่วโมง เพื่อเตรียมตัว เพราะหน้าที่ของเราค่อนข้างสําคัญ คือการควบคุมงาน ตอนแรก แฟนไม่เข้าใจ แต่สุดท้ายเขาก็ยอมรับในสิ่งที่เราเป็นและเริ่มมีการวางแผนชีวิตว่า ในแต่ละวันจะทําอะไรบ้าง กลายเป็นว่าเราเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ส่วนเขาก็จะบอกเรา เสมอว่าไม่ต้องตึงมากนักก็ได้ ยืดหยุ่นกับชีวิตบ้าง จะได้ไม่เครียดเกินไป ซึ่งเรา ก็พยายามผ่อนปรนและปรับจูนเข้าหากันตลอด”
“ยิ่งสอนทําธุรกิจด้วยกันทะเลาะกันบ่อยมาก เพราะในพาร์ตของงานเรา มีความเป็นบอสสูง แยกไม่ค่อยออกว่าคนนี้คือคนรักหรือทีมงาน เพราะเราจะชอบ จัดแจง ตามงานจนแฟนรับไม่ได้ จนเขามานั่งคุยกับเราจริงจังว่าตอนนี้เขารู้สึก ไม่โอเค อยากให้ลดความเคร่งลงบ้าง เพื่อให้ทีมหรือแม้กระทั่งตัวเขาเองจะได้มี ความสุขกับการทํางาน ซึ่งเราก็เพิ่งรู้ตัววันนั้นว่าเราบ้างานเกินไป เหมือนเขาช่วย เตือนสติ ทําให้เราพยายามปรับวิธีการทํางานให้บาลานซ์ขึ้น เพราะเวลาที่ไม่ได้อยู่ใน โหมดของงานเราจะสบาย ๆ จะกินอะไรหรือเหี่ยวไหนก็ได้ ตามใจแฟนหมดเลย แต่ถ้าเข้าโหมดงานคือทุ่มเต็มที่ ซึ่งในด้านความสัมพันธ์ผู้ชายมักจะต้องเป็นผู้น่า และผู้หญิงเป็นผู้ตาม แต่คู่เรากลับกันไปหมด จูนกันเกือบ 2 ปีกว่าจะลงตัว ซึ่ง ตอนนี้ตกลงกันว่าเวลาห่างานเราจะเป็นคนน่า แต่เมื่อเลิกงานแฟนน่าได้เลย เดี่ยว
เราตามเอง ซึ่งจะเห็นได้ว่าบทบาทของผู้นําในความสัมพันธ์ไม่จําเป็นต้องเป็นของ เพศใดเพศหนึ่งโดยเฉพาะ ผู้หญิงก็สามารถเป็นผู้นําได้เช่นเดียวกับผู้ชาย ก็ขึ้นอยู่ กับว่าเราสื่อสารและสนับสนุนซึ่งกันและกันยังไง”
ผู้หญิงกับการเงิน
ค่านิยมในอดีตที่ผู้ชายมักได้รับบทบาทในการหาเงิน ส่วนผู้หญิงมีหน้าที่ดูแล บ้าน ทําให้ผู้ชายดูเชี่ยวชาญเรื่องการเงินมากกว่า แต่คุณเฟิร์นมองว่าแท้จริงแล้ว การเป็นผู้หญิงอาจเป็นข้อได้เปรียบในการหาเงิน
“ในฐานะที่เราทํางานในแวดวงนี้ มานาน ทําให้เห็นความแตกต่างของหญิงและชายอย่างชัดเจน คือผู้หญิงมีความ อดทน ระมัดระวังกว่าผู้ชาย มีความกลัว ไม่กล้าเสียง ทําให้พฤติกรรมในการ ลงทุนของผู้หญิงจะมีลักษณะแบบค่อยเป็นค่อยไป อย่างเช่น การตัดเงินในจํานวน เท่ากันลงทุนในกองทุนรวมทุกเดือนอย่างสม่ําเสมอ ส่วนผู้ชายมีความกล้าได้กล้าเสีย เขาจะพยายามหาหุ้นเจ๋งๆ ลงทุนหนัก ๆ เพื่อหวังผลตอบแทนที่สูงขึ้น ฉะนั้นคุณค่า ของความอดทนและความระมัดระวังของผู้หญิงจะเกิดประโยชน์กับการลงทุนมากกว่า เพราะมันช่วยให้เราอดทนยอม อดทนลงทุนเป็นประจํา จึงมีความเสี่ยงน้อยกว่าผู้ชาย”
“ทําให้ในปัจจุบันเราเริ่มเห็นผู้หญิงเข้ามามีบทบาทในแวดวงการเงินมากขึ้นคิดว่าเริ่มมีตั้งแต่ระยะหลังเกิดวิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ เพราะช่วงนั้นก็มีการตั้งค่าถาม เกี่ยวกับการจัดการวิกฤติค่อนข้างเยอะ ทั้งวิธีการบริหารและการตัดสินใจทางการเงิน ที่มีความเสี่ยงสูงและขาดความรับผิดชอบของเหล่าผู้นําที่เป็นผู้ชาย ทําให้ผู้หญิง ในบางองค์กรซึ่งมีแนวคิดและวิธีการบริหารอย่างรอบคอบได้รับโอกาสให้มีบทบาท ในระดับสูง อย่างเช่น Christine Lagarde ที่ได้รับเลือกเป็นกรรมการผู้จัดการ ของ International Monetary Fund (DMF) หรือกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และเธอก็เข้ามาดํารงตําแหน่งประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ซึ่งเมื่อก่อนเป็น ตําแหน่งเฉพาะผู้ชาย อีกทั้งยังเป็นผู้หญิงคนแรกที่ดํารงตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังของฝรั่งเศสอีกด้วย ถือเป็นเคสตัวอย่างของผู้หญิงที่ขึ้นมามีบทบาทสูงในระบบการเงินหลังจากวิกฤติ”
“ส่วนแวดวงการเงินไทย บทบาทของผู้หญิงก็ถือว่าพัฒนาและเติบโตขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง แม้ว่าในอดีตผู้ชายจะครองตําแหน่งสูงๆ ในองค์กรการเงินและธนาคาร เป็นส่วนใหญ่ แต่ในปัจจุบันผู้หญิงเริ่มมีบทบาทสําคัญมากขึ้น ทั้งในด้านการบริหาร การลงทุน การธนาคาร และการกํากับดูแลด้านการเงิน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าไม่ว่า จะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ทุกคนมีความสามารถที่จะประสบความสําเร็จในวงการนี้ได้อย่างเท่าเทียมกัน”
พึ่งตัวเอง
สําหรับใครที่อยากสร้างความมั่นคงทางการเงิน แนะนําให้ใช้ชีวิตแบบอื่น ๆ ค่ะ ถ้าใช้ชีวิตแบบปล่อยโฟลว์ อยากใช้ยังไงก็ใช้ ไม่วางแผน สุดท้ายจะเป็นหนี้ รายได้ ไม่พอ หามาเติมเท่าไรก็ไม่เต็ม ฉะนั้นถ้าไม่อยากลําบากตอนแก่ก็ต้องฝืนทํางาน มากกว่าปกติ ใช้ให้น้อยลง เก็บให้มากขึ้น หาความรู้เรื่องการเงิน การลงทุน เพื่อ น่าไปต่อยอดทักษะตนเอง อาจจะดูยาก แต่เชื่อเถอะค่ะ ฝืนทําไปทีละนิดจะทําให้ กลายเป็นนิสัย เหมือนได้สะสมความเก่ง ความอดทน และความรวยโดยไม่รู้ตัว “สุดท้ายนี้อยากให้ผู้หญิงรักตัวเองให้มาก ๆ พึ่งพาตัวเองให้ได้ เพราะเรา เห็นจากสังคมในอดีตที่เกิดปัญหาความรุนแรงทางเพศ การทําร้ายร่างกายระหว่างคู่รัก หรือสามีภรรยาในครอบครัว เราว่าส่วนหนึ่งเกิดจากการที่เราพึ่งพาคนอื่นมากเกินไป จึงอยากเชียร์อัพให้ทุกคนเห็นคุณค่าของตัวเอง ซึ่งคุณค่าของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ของเราก็อาจเป็นเรื่องพูดเก่ง สื่อสารเก่ง แต่เราไม่ถนัดทํางานหลังบ้านเลย แฟน ท่าเก่งกว่าอีก ฉะนั้นเราควรหาทิศทางของตัวเองให้เจอ มั่นใจทางไหนมุ่งไปทางนั้น say… ไม่ว่าใครจะว่ายังไงอย่าให้ใครหรืออะไรมากำหนด”
“Be yourself no matter whatever they say… จงเป็นตัวของตัวเอง
เรื่อง Prince ภาพ อิทธิศักดิ์ สไตล์ลิสต์ ชัญญาภัค เขมหิรัญกิจ