ผึ้ง-ณัฐยา บุญภักดี

เส้นทางการต่อสู้ ผึ้ง-ณัฐยา บุญภักดี “มนุษย์ทุกคนล้วนมีคุณค่าในตัวเอง”

กว่าสามทศวรรษที่ผ่านมา ผึ้ง-ณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะ เด็ก เยาวชน และครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ตีแผ่ความไม่เท่าเทียมทางเพศ ให้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนที่ทรงพลังที่สุดในการสร้างการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายและสังคม การเดินทางของเธอคือการยืนยันความเชื่อมั่นที่ไม่สั่นคลอนว่า “มนุษย์ทุกคนล้วนมีคุณค่าในตัวเอง”

ข้อสงสัยเรื่องความไม่เท่าเทียมระหว่างเพศนําพาให้ ณัฐยา บุญภักดี ออกตามหาคําตอบผ่าน การทํางานกับผู้หญิงที่บาดเจ็บทางชีวิตมากมาย ทั้งถูกล่อลวงไปขายแรงงาน ค้าประเวณี ติดโรค โดนทารุณ ทุบตี ไปจนถึงที่พลาดเป็นแม่วัยรุ่น ปัจจุบันเธอรับผิดชอบงานในตําแหน่งผู้อํานวยการสํานักสนับสนุนสุขภาวะ เด็ก เยาวชน และครอบครัว สํานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผู้ทํางานในประเด็น เรื่องเพศ ผู้หญิง และอื่น ๆ กว่า 30 ปี เพราะเธอเชื่อมั่นว่ามนุษย์ทุกคนล้วนมีคุณค่าในตัวเอง

ผึ้ง-ณัฐยา บุญภักดี

ผู้หญิงในกรอบ

“เราโตมาในครอบครัวที่ค่อนข้างติดกรอบเรื่องเพศ ความที่เป็นลูกสาวคนโตมีน้องชาย 1 คน ตอนเย็นหลังเลิกเรียนขณะที่เราต้องช่วยแม่ทํางานบ้าน งานครัว ถ้าไม่ทําจะโดนดุ แต่น้องชายได้ไปเล่น เราไม่รู้ว่าสิ่งนี้คือความไม่เท่าเทียมทางเพศ โตมาแบบนั้นจนสะสมเป็นค่าถามในใจว่าทําไมลูกชายกับลูกสาวได้รับการปฏิบัติ ไม่เหมือนกัน แต่ตอนนั้นยังไม่ได้ยินเรื่องเพศ เรื่องผู้หญิง ไม่เคยเรียนทฤษฎี เจนเดอร์หรือสิทธิสตรี แต่สนใจเรื่องราวชีวิตของคนที่ยากลําบากมากกว่า” 

“สมัยนั้นเวลาอยู่บนรถกับพ่อแม่และเห็นคนแก่กับผู้หญิงท้องแก่นั่งซ่อมรองเท้าบนฟุตปาธก็สงสัยว่าทําไมยังต้องทํางานอีก ทําไมชีวิตต้องลําบากขนาดนี้ เคยถามผู้ใหญ่ก็ได้คําตอบประมาณว่าคนเราทําบุญมาไม่เท่ากันบ้าง เป็นเรื่อง ของเวรกรรมบ้าง ซึ่งเราก็ไม่เข้าใจอยู่ดี เป็นคําถามที่ค้างอยู่ในใจมาตลอดว่ามี วิธีไหนที่จะช่วยพวกเขาได้ไหม ถือเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ทางความคิดที่อยากมา ทํางานเพื่อช่วยเหลือคนในสังคมค่ะ”

“ตอนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยจึงเลือกเรียนคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโท หลักสูตรศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชา วิจัยประชากรและอนามัยเจริญพันธุ์ เพื่อศึกษาสิ่งที่อยากรู้มาตลอด วันหนึ่ง พาคุณยายไปโรงพยาบาลแล้วได้เจอกับคุณยายท่านหนึ่ง ได้คุยจนถูกคอจึงรู้ว่า ท่านทํางานที่มูลนิธิผู้หญิง และยังเป็นอดีตคณบดีคณะที่เรากําลังเรียนอยู่ อาจารย์ จึงชวนไปทํางานด้วยกัน แต่ตอนนั้นเราไม่ได้สนใจประเด็นเรื่องผู้หญิง ท่านจึงส่งหนังสือ ให้เล่มหนึ่งชื่อ เรื่องของปราง เป็นไดอะรี่ของผู้หญิงที่อยากตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ จึงเข้าไปอยู่ในแวดวงขายบริการทางเพศ อ่านแล้วรู้สึกว่ามีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ ตอนท่าโปรเจ็กต์เพื่อจบปริญญาโทจึงเลือกเรื่องเอดส์ (HIVADS) โรคที่เกิดจากการ มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันที่เป็นปัญหายอดฮิตในช่วงนั้น (1993) พอดี”

“ตอนนั้นเวลาสัมภาษณ์เก็บข้อมูลทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าถ้าป้องกันโรคนี้ก็ไม่น่ากลัว แต่พอถามกลับไปว่าแล้วทําไมไม่ป้องกัน และวิธีป้องกันที่ดี ที่สุดคืออะไร คําตอบคือใช้ถุงยางอนามัย ซึ่งสมัยนั้นเป็นเรื่องของผู้ชาย ผู้หญิง จะไม่กล้าพูดหรือหาซื้อด้วยตัวเอง เพราะอาจโดนตีตราจากสังคม ทําให้ชีวิตและ สุขภาพตกอยู่ในอันตราย ไม่สามารถปกป้องดูแลตัวเอง ความที่สังคมไม่เปิดให้ ผู้หญิงได้เรียนรู้หรือพูดถึงเรื่องนี้เลย แต่ผู้ชายกลับสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายอย่าง การดูสื่อต่าง ๆ หรือการพูดคุยกันในวงเพื่อน สมัยก่อนไม่มีหลักสูตรการศึกษา ที่เป็นการเฉพาะหรือเจาะลึกขนาดนั้น ทําให้โอกาสในการเรียนรู้เรื่องเพศหรือเรื่อง บนเตียงของผู้หญิงค่อนข้างน้อย”

ฉะนั้นอํานาจในการตัดสินใจที่จะป้องกันหรือทําให้เกิดเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย อยู่ในมือของผู้ชาย ยังนึกไปถึงบ้านเราเองว่าแม่เรียบร้อยมาก จะกล้าพูดเรื่องนี้ กับพ่อหรือเปล่า ถ้าพ่อไม่อยากใช้ แม่จะมีอํานาจบนเตียงได้จริงๆ เหรอ จึงรู้สึกว่า เป็นประเด็นที่น่าสนใจ และฉุกคิดในเรื่องของความไม่เท่าเทียมทางเพศจนอยากหา ค่าตอบให้มากขึ้น จึงตัดสินใจไปสมัครงานที่มูลนิธิผู้หญิงค่ะ”

ผึ้ง-ณัฐยา บุญภักดี

อคติทางเพศ

คุณผึ้งเจอคําตอบที่สงสัยตั้งแต่งานแรกที่ทําในมูลนิธิผู้หญิง จากการเป็น นักวิจัยในประเด็นการย้ายถิ่นและการค้ามนุษย์ เพื่อช่วยเหลือหญิงไทยที่ถูกล่อลวง ไปขายบริการและเป็นแรงงานทาสที่ต่างประเทศ “ช่วงนั้นผู้หญิงไทยถูกหลอกเยอะ บอกว่าจะพาไปทํางานเป็นแม่ครัว ไปทําเกษตรที่ต่างแดน แต่พอไปถึงกลายเป็น งานบริการทางเพศ เหมือนในยุคนี้ที่มีแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกคนไปทํางานแล้ว โดนข่มเหงทําร้ายร่างกาย”

“ความที่สังคมไทยมีประเด็นเรื่องความไม่เท่าเทียมทางเพศสอดแทรกอยู่ใน ชีวิตประจําวันอย่างแนบเนียน หลายคนจึงอาจเห็นภาพไม่ชัด แต่ความจริงมันส่งผล กระทบเป็นทอด ๆ ต่อภาพรวมใหญ่ของสังคม อย่างเช่น เรื่องการศึกษา เด็กผู้หญิงบางกลุ่มไม่ได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม เพราะถูกคาดหวังให้ทํางานบ้าน มากกว่า และยังมีอุปสรรคในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะความ ยากจนและค่านิยมที่มองว่าผู้หญิงไม่จําเป็นต้องเรียนมากก็ได้ ทําให้พวกเธอ มีฐานการเงินไม่มั่นคงเมื่อเทียบกับผู้ชาย นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องความรุนแรงทางเพศ ผู้หญิงหรือกลุ่มเพศที่ไม่ใช่ชายมักเสี่ยงต่อการถูกล่วงละเมิดหรือถูกใช้ความรุนแรงจากครอบครัวหรือสังคม โดยที่บางครั้งอาจไม่ได้รับการคุ้มครอง หรือการสนับสนุนที่เหมาะสมจากระบบกฎหมายเท่าที่ควร จะเห็นได้ว่าเรื่องเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกันเสมอ”

“ผู้หญิงมากมายยังต้องหาวิธีเอาตัวรอด หางานทําเพื่อเลี้ยงดูตัวเองหรือครอบครัว แม้การศึกษาไม่สูง แต่คิดว่าถ้าไปทํางานต่างประเทศจะได้ค่าแรงมากกว่า การรับจ้างใช้แรงงานในประเทศ นําไปสู่ปัญหาการถูกล่อลวง งานวิจัยนี้ศึกษาข้อมูล จากผู้ที่ถูกหลอกไปแล้วได้รับความช่วยเหลือกลับมาได้ โดยเราเป็นหน่วยงานที่คอย ช่วยประสานช่วยเหลือผู้หญิงที่ยังออกมาไม่ได้ ความที่ตอนนั้นเรื่องการค้ามนุษย์ เป็นปัญหาระดับโลก เคสส่วนใหญ่ที่เราพบอยู่ในประเทศเยอรมนี ญี่ปุ่น อังกฤษ ซึ่งทางนั้นมีหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือโดยเฉพาะ พอเขาส่งตัวกลับมาไทย มูลนิธิผู้หญิงเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ช่วยรับเคสมาดูแลทั้งเรื่องคดีความจนถึงการใช้ชีวิต ต่อจากนั้น หรือหากไปอยู่บ้านพักฉุกเฉิน เราก็คอยประสานงานให้ทั้งหมดค่ะ”

“นักวิจัยภาคสนามจะสัมภาษณ์เก็บข้อมูลเชิงลึก ส่วนเรามีหน้าที่วิเคราะห์ ผ่านเรื่องราวชีวิตของผู้หญิงนับร้อย ทั้งจากภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคใต้ รวมถึงประวัติของพวกเขาอย่างละเอียด ตั้งแต่ถิ่นฐานการเติบโต การศึกษา การใช้ชีวิต จุดหักเหที่ถูกหลอก กระทั่งได้รับความช่วยเหลือกลับมา ซึ่งเรื่องราว ของแต่ละคนเรียกได้ว่าชีวิตกันสุด ๆ ค่ะ บางทีอ่านแล้วร้องไห้เลย จําได้ไม่ลืมคือเป็นเคสที่อายุเท่าเราตอนนั้น คือประมาณ 25 ปี เป็นคน จังหวัดอุดรธานี ถูกหลอกไปทํางานขายบริการที่เยอรมนี เธออาศัยช่วงที่ป่วยต้องไป หาหมอแอบส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือกับหมอ ซึ่งระบบการบริการทางการแพทย์ ที่เยอรมนีค่อนข้างดี มีล่ามประจําอยู่ด้วย ทําให้สามารถช่วยเหลือจนได้กลับมา เมื่อ ได้คุยกันก็รู้ว่าเขาอ่านหนังสือไม่ออก ไม่ได้เรียน เพราะบ้านยากจนมาก แต่พยายาม ขวนขวายหาเงินจุนเจือทางบ้านตลอด จนได้เข้ามาเป็นแม่ครัวอยู่ในร้านอาหารที่ กรุงเทพฯ และคนที่หลอกก็คือญาติที่เป็นผู้ชาย เธอแค้นมาก ตัดสินใจดําเนินคดี แม้ทุก 2-3 เดือนจะต้องเข้ากรุงเทพฯเพื่อมาขึ้นศาล กว่าคดีจะสิ้นสุดก็เกือบ 10 ปี กระทั่งเอาผิดญาติคนนั้นได้สําเร็จ เป็นเคสที่เห็นทั้งความพยายามสู้ชีวิต ความกล้า ที่จะยืนหยัดต่อสู้เพื่อความยุติธรรม ปกป้องสิทธิของตัวเองแม้จะมีอุปสรรคมากมาย”

“จากเคสนี้จะเห็นได้ว่าการที่ญาติหลอกลวงและใช้เธอเป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ นอกจากจะสะท้อนถึงการละเมิดสิทธิแล้ว ยังสื่อว่าผู้หญิงมักถูกมองว่า เป็นเพศที่อ่อนแอ เมื่อเห็นเรื่องราวเหล่านี้ซ้ํา ๆ ทําให้เราเกิดความรู้มหาศาลทั้งในเรื่อง ของความไม่เสมอภาคระหว่างเพศ ตลอดจนพื้นฐานการเลี้ยงดูที่แตกต่างกันของ เด็กผู้หญิงและผู้ชายที่ส่งผลต่อการดําเนินชีวิต อย่างเช่น ไม่ได้เรียนหนังสือหรือ เรียนน้อยกว่า ไม่สามารถทดแทนบุญคุณพ่อแม่ได้ด้วยการบวช แต่ต้องทดแทน ด้วยการทําให้พ่อแม่สุขสบาย ทําให้เราได้หันกลับมาเข้าใจในชีวิตตัวเองอีกว่าพ่อแม่ ไม่ได้รักเราน้อยกว่าน้องชาย แต่เราก็เหมือนชีวิตผู้หญิงเหล่านี้ที่ถูกเลี้ยงดูใน ครอบครัวที่ให้คุณค่าและปฏิบัติกับลูกชายหญิงไม่เท่ากัน เรียกว่าความไม่เท่าเทียม ทางเพศนั้นมีอยู่จริงตั้งแต่จุดเริ่มต้นของชีวิตในแต่ละบ้าน”

ความรู้คือทางออก

“เมื่อคุณผึ้งพบว่าปัญหามีมากมาย ถ้าวิ่งไล่แก้ทีละเคสองยาก เธอจึงสนใจ เรื่องการปลูกฝังความรู้แบบรอบด้านให้ผู้หญิงตั้งแต่วัยรุ่น “ตอนนั้นองค์กรระหว่าง ประเทศ The Population Council มีสํานักงานอยู่ในประเทศไทย เปิดโครงการ วิจัยเกี่ยวกับเรื่องสิทธิพื้นฐานของผู้หญิงและสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ (Reproductive Righta) หลัก ๆ คือเรื่องการทําแห้งหรือการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย และ สิทธิในสุขภาพของผู้หญิงประเด็นทีพบมากคือเรื่องการตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม ยุคนั้นยังไม่มีการแก้ กฎหมายเรื่องการทําแท้ง ทําให้มีคลินิกเถื่อนเยอะ จากการวิจัยพบว่าโดยเฉลี่ย ผู้หญิงไทยมีอัตราการตั้งครรภ์โดยไม่ตั้งใจและไม่พร้อมประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ บวกกับตอนนั้นเป็นช่วงวิกฤติต้มยํากุ้ง (1997) ผู้คนประสบปัญหาเรื่องเงิน ยิ่งทําให้ ค่าเฉลี่ยเพิ่มมากขึ้น ช่วงนั้นเราต้องไปคลินิกทําแท้งเพื่อสังเกตการณ์ สัมภาษณ์ คนไข้เพื่อเก็บข้อมูลในฐานะนักวิจัย แล้วนําไปจัดทํานโยบายป้องกันต่าง ๆ”

“เคสที่เจอส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น เด็กสุดอายุแค่ 13 – 14 ปี แฟนพามาบ้าง มา คนเดียวบ้าง จนถึงอายุ 30 กว่าก็มี ความจริงตั้งใจมีลูก แต่ต้องทําแท้งเพราะ วิกฤติเศรษฐกิจ ทําให้รายได้ไม่พอ หรืออย่างเคสที่ถูกล่วงละเมิด จะเห็นได้ว่า เหตุผลที่ต้องตัดสินใจเลือกการยุติการตั้งครรภ์มีหลายประเด็น เป็นสิ่งที่ล้วนไม่อยาก ให้เกิด ไม่ใช่สิ่งที่จะตีตราว่าผู้หญิงหรือเด็กเหล่านั้นใจแตก ผิดศีลธรรม”

“เราคอยช่วยประสานงานให้ผู้หญิงที่ต้องการยุติการตั้งครรภ์ได้รับการบริการ ทางการแพทย์ที่ปลอดภัย นอกจากนี้ก็มีการระดมทุนช่วยเหลือผู้ที่ขาดแคลนเงิน ในการรักษาตัว ทั้งหมดนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้หญิงต้องเสี่ยงไปทําแห้งแบบมีอันตราย” หลังจบโครงการวิจัย คุณผึ้งร่วมมือกับเครือข่ายต่าง ๆ ผลักดันให้ประเด็น แม่วัยรุ่นได้รับการแก้ไขมากขึ้น เช่น ทําหลักสูตรเพศศึกษารอบด้านกับองค์กร Teenpath ผลักดันให้มีบ้านพักฉุกเฉินทุกจังหวัดสําหรับผู้หญิงท้องไม่พร้อม จนนํา มาสู่ พ.ร.บ.ป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ. 2559”

“เมื่อรัฐธรรมนูญ 2540 ประกาศใช้ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็สามารถ ร่วมกันส่งชื่อเพื่อเสนอกฎหมายได้ โดยต้องรวมกันไม่น้อยกว่า 50,000 คน ซึ่งเรา ก็เป็นหนึ่งในนั้น จึงระดมทุนจัดทําโครงการและรวบรวมรายชื่อเพื่อเสนอร่างกฎหมาย เกี่ยวกับสิทธิในร่างกายของผู้หญิง ซึ่งครอบคลุมหลายเรื่อง ที่สุดแล้วกระทรวง สาธารณสุขรับเป็นเจ้าภาพ จนได้เข้าสู่สภา แต่ก็ไปติดตรงคณะกรรมการกฤษฎีกา ต้องแก้ไขยืดเยื้อเป็น 10 ปี ไม่ผ่าน จนปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นบูมขึ้นมาอีกใน ช่วงปี 2002 ที่สถิติเพิ่มสูงขึ้นมาก มีอัตราการตั้งครรภ์เฉลี่ย 1.2 แสนรายต่อปี หรือประมาณ 380 รายต่อวัน ด้วยค่านิยมที่เปลี่ยนไปและบทบาทของสื่อที่เข้ามา มีอิทธิพลมากขึ้น จนถึงจุดที่รัฐบาลในยุคนั้นต้องโฟกัสอย่างจริงจัง เราจึงหยิบ กฎหมายฉบับนั้นมาปัดฝุ่นใหม่ โดยคัดเลือกเหลือแค่ประเด็นการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น จนเกิดเป็น พ.ร.บ.นี้”

“หัวใจของ พ.ร.บ.คือมาตรา 5 ที่กล่าวว่า กลุ่มที่อายุตั้งแต่ 10 – 20 ปี มีสิทธิ์เรียนรู้เรื่องเพศวิถีศึกษาอย่างรอบด้าน รวมถึงการเข้าถึงบริการที่เกี่ยวกับ การคุมกําเนิด การป้องกันการตั้งครรภ์ การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพื่อปกป้องผู้หญิงจากปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อม นอกจากนี้ก็มีการกําาหนดเรื่อง หลักสูตรเพศศึกษาในโรงเรียนให้ทั่วถึง และต้องมีระบบให้คําแนะนํา ให้คําปรึกษา หากนักเรียนเกิดปัญหานี้ เพื่อไม่ให้เสียโอกาสทางการศึกษา”

ต้นทางความเท่าเทียม

แม้กฎหมายผ่าน สิ่งทียังต้องเจอคือระบบของสังคมที่ไม่เอื้อให้กฎหมาย ถูกบังคับใช้จริง “ตอนนั้นเราเจออุปสรรคใหญ่ ประเด็นหลัก ๆ คือสังคมไทยมี วัฒนธรรมหลายอย่างทีท่าให้หญิงและชายไม่เท่าเทียมกัน จึงมีคนจํานวนมากที่ไม่ เข้าใจ และก็ยังมีผู้หญิงอีกหลายคนที่ไม่เชื่อ ต่อให้มีกฎหมายออกมาแล้ว ก็ยังมี ปัจจัยทางวัฒนธรรมเข้ามาแทรกอยู่ดี อย่างกฎหมายเรื่องการยุติการตั้งครรภ์ แม้จะ ให้สิทธิกับผู้หญิงในการตัดสินใจ แต่สังคมรอบข้างก็ยังตีตราให้ผู้หญิงคนนั้นผิด ศีลธรรม ทําให้พวกเขาไม่กล้าออกมาให้สิทธิ หรืออย่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการ เปลี่ยนนามสกุลหลังการสมรสที่มีการให้สิทธิผู้หญิงไม่จําเป็นต้องใช้นามสกุล ฝ่ายชายก็ได้ แต่จะมีสักกี่คนที่กล้าลุกขึ้นมาใช้สิทธินี้ เพราะต้องคํานึงถึงฝั่งสามีด้วยว่าจะมีผลกับความสัมพันธ์ในครอบครัวหรือเปล่า ฝ่ายชายจะรู้สึกเสียหน้าไหม ซึ่งมันเป็นเรื่องของวัฒนธรรมที่ต้องใช้เวลานานกว่าจะเกิดการยอมรับและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม”

“ช่วงนั้นทําให้เรารู้สึกหมดไฟ จึงลาออกมาพัก ไปเที่ยวเยียวยาตัวเอง จน ได้พบว่าระบบที่เราอยู่ไม่ได้ผิด แต่มันเหมาะสําหรับการขยับในระดับนโยบาย หาก อยากแก้ปัญหาเรื่องความไม่เท่าเทียมที่ต้นตอควรเริ่มทีครอบครัวตั้งแต่เขาเป็น เด็ก ทําให้ในปี 2018 เราตัดสินใจรับตําแหน่งผู้อํานวยการสํานักสนับสนุนสุขภาวะ เค็ก เยาวชน และครอบครัว”

“ซึ่งก่อนที่จะเข้ามาทํางานเราตั้งโจทย์ไว้ว่าทําอย่างไรให้เด็กที่เกิดมาไม่ถูก ติดป้ายว่าเป็นหญิงหรือชาย ชาติพันธุ์หรือศาสนาใด เพราะเราคิดว่าเด็กทุกคน ควรมีโอกาสในการเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพในความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะมีต้นทุน ชีวิตแค่ไหน ก็ไม่ควรถูกบล็อกในความเป็นเพศ พอได้เข้ามาที่นี่ต้องปรับตัวและเรียนรู้เยอะค่ะ เพราะกลุ่มเป้าหมายที่เรารับผิดชอบเปลี่ยนไป จากวัยรุ่นถึงวัยผู้ใหญ่ เปลี่ยนมาเป็นกลุ่มเด็ก เยาวชน และถอยไปตั้งแต่อยู่ในห้องเลย ฉะนั้นในแง่ของ ความรู้ก็ต้องอัพสกิลของตัวเองเยอะ อย่างเรื่องพัฒนาการของมนุษย์ การส่งเสริม พัฒนาการ หรือการสร้างครอบครัวให้มีศักยภาพในการเลี้ยงดูเด็ก”

“เมื่อดูมิติเศรษฐกิจพบว่ามีเด็กเกือบ 70 เปอร์เซ็นต์ที่ครอบครัวฐานะยากจน ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ และอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีแหล่งเรียนรู้ ทําให้ไม่มีโอกาสในการ พัฒนาศักยภาพ เราจึงต้องเข้ามาช่วย เนื่องจากความไม่เท่าเทียมทางเพศไม่ได้เกิดขึ้น แค่ในแง่ของการเลือกปฏิบัติทางสังคมเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับโอกาสในการพัฒนา ศักยภาพและการเข้าถึงทรัพยากรที่จ่าเป็นสําหรับเด็กทุกคน”

“ซึ่งทาง สสส.ก็ได้จัดทําโครงการส่งเสริมให้ทุกเพศได้รับสิทธิและโอกาสในการ เข้าถึงบริการสุขภาพที่เท่าเทียมกัน โดยเฉพาะในเรื่องอนามัยเจริญพันธุ์ การป้องกัน และรักษาโรคทางเพศสัมพันธ์ และยังมุ่งเน้นในการสนับสนุนให้มีการแบ่งบทบาทในครอบครัวอย่างเท่าเทียม เพื่อไม่ให้ผู้หญิงต้องรับภาระงานบ้านทั้งหมด ส่วนใน ระดับประเทศก็มีบทบาทในการสนับสนุนการพัฒนานโยบายและการแก้ไขปัญหาความ ไม่เท่าเทียมทางเพศ โดยทํางานร่วมกับภาครัฐและภาคประชาชน”

“ตอนที่เรามาทํางานทีนี่แรก ๆ มีการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ที่อยากมี ส่วนร่วมทางการเมืองเพื่อเปลี่ยนแปลงกฎกติกาเก่า ๆ โดยการออกไปรวมตัวกันเพื่อ เรียกร้องสิทธิต่าง ๆ ในการพัฒนาสังคมให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทายมาก ๆ เนื่องจาก สสส.ไม่ใช่หน่วยงานหลักของประเทศ ต้องใช้งบประมาณที่ได้รับค่อนข้างน้อยมาแก้ ปัญหาให้ตรงจุด เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง นี่คือโจทย์ที่เราทํางานอยู่ในปัจจุบัน”

“จากการทํางานมาตลอดชีวิตได้เรียนรู้ว่าสภาพของปัญหามีความซับซ้อนมีพลวัตสูง และที่สําคัญคือเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมและความเชื่อที่ฝังราก ลึกในความคิด ทําให้ไม่มีวิธีการแก้ไขปัญหาที่เด็ดขาด ซึ่งเราก็ต้องอาศัยการทํางาน ต่อไป เพื่อชักชวนให้คนอื่นมองเห็นมันมากขึ้นเรื่อย ๆ ค่ะ”

พลังหญิงแกร่ง

“เราพบว่าหลายอย่างยังไม่ได้เปลี่ยน โดยเฉพาะค่านิยมของบทบาทหน้าที่ อย่างเรื่องงานบ้านและงานเลี้ยงเด็กที่ยังไม่ถูกปลดออกจากบ่าของผู้หญิง ดูได้จาก ตามโซเชียลมีเดียจะเห็นกระทู้หรือโพสต์ของผู้หญิงรุ่นใหม่ที่เรียนหนังสือจบ มีงาน ดีๆ ท้า แต่พอแต่งงานกลับต้องใช้ชีวิตเป็นแม่บ้านหรือต้องรับภาระทั้งงานนอกบ้าน และในบ้าน แต่ทางฝั่งผู้ชายพอถึงบ้านก็ได้พักผ่อนแล้ว”

“ส่วนเรื่องทีเปลี่ยนไปคือในแง่ของสิทธิทางกฎหมาย อย่างเช่น กฎหมาย สมรสเท่าเทียม การแก้ไขกฎหมายอาญาเรื่องการยุติการตั้งครรภ์ ตอนนี้ก็คลี่คลาย ไปเยอะ ผู้หญิงเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้มากขึ้น รวมถึงบทบาทในหน้าที่การงาน จะเห็นได้ว่าผู้หญิงออกมาทํางานนอกบ้านมากขึ้น ทั้งนักการเมือง ผู้บริหาร และถ้า ให้ดูสถิติทางการศึกษาก็จะพบว่าผู้หญิงยังคงอยู่ในระบบการศึกษาและสามารถ ไปต่อในระดับอุดมศึกษาในสัดส่วนที่มากกว่าผู้ชาย ซึ่งดูเหมือนจะก้าวหน้าในฝั่งนี้มากกว่า แต่พอวกกลับไปเรื่องชีวิต มันยังคงไม่เปลี่ยนค่ะ”

“สิ่งที่อยากให้รัฐบาลผลักดันคือเรื่องทิศทางการพัฒนาประเทศ เราคิดว่า จุดกําเนิดของปัญหาความไม่เท่าเทียมอยู่ตรงนี้ ซึ่งน่าจะเป็นกระดุมเม็ดแรก ถ้า ไม่เริ่มแก้ตรงนี้จะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนในสังคมต่อไป ยิ่งเราได้มาทํางานเกี่ยวกับเด็กยิ่งเห็นภาพชัด อย่างที่เล่าไปว่าส่วนใหญ่เด็กอยู่ในครอบครัวยากจน ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ เพราะงานดี ๆ อยู่ในเมืองใหญ่ ไม่ใช่ละแวกบ้าน ฉะนั้นประเทศเรา มีเด็กมากมายที่ไม่มีโอกาสได้เติบโตกับพ่อแม่ และการที่ไม่ได้ถูกพัฒนาศักยภาพ มาตั้งแต่อายุน้อย ๆ ซึ่งถือเป็นวัยสร้างทุนให้กับชีวิต ก็จะส่งผลหนักมากเมื่อเติบโต เป็นผู้ใหญ่”

“ถ้าพัฒนาเศรษฐกิจโดยละทิ้งคุณภาพชีวิตประชาชน มองเห็นทุนมนุษย์เป็น แรงงานที่จะสนับสนุนเศรษฐกิจ ปัญหาคงยิ่งมีมากในช่วงที่สังคมไทยเป็นสังคมสูงวัย แบบสมบูรณ์ ฉะนั้นควรเปลี่ยนทิศของการพัฒนาเศรษฐกิจ รวมถึงนโยบายแรงงาน ทีให้ความสําคัญกับคุณภาพชีวิต ตลอดจนการกระจายทรัพยากรและความเจริญ ให้ครอบคลุมทั้งประเทศ เพราะตอนนี้มันกระจุกอยู่แค่ตัวเมืองใหญ่ ๆ หรือกรุงเทพฯ ที่สุดมันจะย้อนกลับมาเป็นระเบิดเวลาของทั้งสังคมค่ะ”

“สุดท้ายนี้สําหรับเหล่าหญิงแกร่งทั้งหลาย เราคิดว่าการเป็นผู้หญิงในยุคใหม่ ต้องรู้เท่าทันว่าการถูกทําให้เป็นผู้หญิงคืออะไร อย่างถ้าให้เราทบทวนก็จะจําภาพ ตอนสมัยเด็กได้ ที่ถูกห้ามไม่ให้ปีนต้นไม้ ไม่ให้เตะฟุตบอล ไม่ให้ทํากิจกรรม โลดโผน เราจึงโตมาเป็นมนุษย์ผู้หญิงที่มีความกลัว กังวลเรื่องความปลอดภัย ฉะนั้นเราต้องรู้เท่าทัน รู้ตัวอยู่เสมอว่าเราไม่ได้มีความกลัวติดตัวมาตั้งแต่เกิดหรือเกิดมาพร้อมกับความไม่มั่นใจ ถ้าใครจะมาหาอะไรเราก็ต้องมีความมั่นใจ ต้อง กล้าที่จะสู้ ต้องฉลาดรู้”

“จงเป็นตัวของตัวเองในแบบที่ต้องการ ไม่ให้ใครมาตีกรอบชีวิต”


เรื่อง Prince  ภาพ วรสันต์