เผยที่มาผมทรงอี่ปุ่น ซ้องปีบ จากต้นแบบการเกล้าเกศาของ เจ้าดารารัศมี

เผยที่มา ผมทรงอี่ปุ่น หรือ ผมทรงญี่ปุ่นของ ซ้องปีบ จากละครเรื่อง กลิ่นกาสะลอง ทรงผมที่เจ้าดารารัศมี ทรงได้ต้นแบบการเกล้าเกศาจาก ภริยาท่านทูตญี่ปุ่น เป็นลูกรักพ่อ เสื้อผ้าต้องเด่นกว่าปี้สาวแล้ว หน้าผมก็ต้องงามปะล้ำ ปะเหลือ งามจ๊าดนัก กว่าใครเพื่อนด้วย ซึ่งทรงผมที่ซ้องปีบสั่งให้สาวใช้อย่าง เหมยทำเพื่อไปงานสำคัญต่างๆ หรือเดินอวดโฉมให้หนุ่มๆ ในกาด (ตลาด) พากันตะลึงคือ “ผมทรงอี่ปุ่น” ตามที่กล่าวไปข่างต้นว่า ผมทรงอี่ปุ่น นั้นเจ้าดารารัศมี เจ้าหญิงในราชวงศ์ทิพย์จักรจากนครเชียงใหม่ ผู้มีบทบาทสำคัญต่อการรวมล้านนาเข้ากับสยาม โดยการถวายตัวเป็นบาทบริจาริกาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และยังทรงฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมล้านนา พระองค์ทรงได้รับวัฒนธรรมการเกล้าเกศานี้มาจาก ภริยาท่านทูตญี่ปุ่น ที่ติดตามสามีเข้ามาในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งครูณัฐฏพัฒน์สอนศิลปะ ได้บรรยายไว้ถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้ โดยคุณแทน t_2539 ได้นำมาเผยแพร่ว่า จากญี่ปุ่นสู่ล้านนา เจ้าดารารัศมีก็ยังคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ล้านนาของพระองค์ไว้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องถึงแม้จะมาอยู่ในพระบรมมหาราชวังแล้ว เห็นได้จากภาพถ่ายของพระองค์กับเหล่าข้าหลวงล้านนาที่ไว้ผมยาวตามประเพณี แตกต่างจากพระราชวงศ์และข้าราชสำนักตำหนักอื่นๆ ถึงแม้ในช่วงรัชกาลที่ 5 จะมีความนิยมไว้ผมยาวอย่างตะวันตกแล้วแต่ทรงผมสั้นแล้วหวีเสยไปข้างหลังที่เรียกว่าทรงดอกกระทุ่มก็ยังเป็นที่นิยมในราชสำนักฝ่ายในมากกว่า มีเรื่องเล่าว่า พระราชชายา เจ้าดารารัศมีได้เห็นทรงผมภริยาท่านทูตญี่ปุ่นที่ติดตามสามีเข้ามาในพระบรมมหาราชวัง จึงได้นำเอาทรงผมสตรีชาวญี่ปุ่นนั้นมาเป็นต้นแบบการเกล้าพระเกศาของพระองค์ท่าน และให้ข้าหลวงพระตำหนักของพระองค์ท่านทำทรงผมญี่ปุ่นนี้ทุกคน ในพระฉายาลักษณ์นี้พระเกศายาวของพระราชชายาฯ เกล้าขึ้นโดยใช้หมอนรอง โคนผมด้านหน้ายกสูงขึ้น เรียกว่าทรง ‘อี่ปุ่น’ ด้วยได้รับแบบแผนมาจากแดนอาทิตย์อุทัย ต่อมาผมทรงนี้ได้รับความนิยมแพร่หลายในแวดวงสังคมชั้นสูงยุค Edwardian และแผ่อิทธิพลมาถึงราชสำนักไทยด้วย น่าเศร้าที่ Victoria Sherrow กล่าวไว้ในหนังสือ […]

เป็นลูกรักพ่อ เสื้อผ้าต้องเด่น! เผยความพิเศษคอสตูม ซ้องปีบ ในกลิ่นกาสะลอง

“แต่งตัวล้ำสมัยจนเกินหน้าแม่หญิงอื่น” จากประโยคนี้คงไม่ต้องสืบว่านายหมอทรัพย์หมายถึง ซ้องปีบ ในกลิ่นกาสะลอง วันนี้เราจะพามาหาคำตอบและที่มาของคอสตูมในเรื่องนี้ว่ามีความพิเศษอย่างไร  เดินทางมาถึงตอนที่ 5 แล้วสำหรับละครพีเรียดเรื่องดัง กลิ่นกาสะลอง นอกจากหลายคนต่างลุ้นให้นายหมอทรัพย์รู้ความจริงสักทีว่าผู้หญิงที่ตัวเองแอบรักมีฝาแฝด อีกหนึ่งความน่าสนใจที่โลกออนไลน์พูดถึงกันไม่น้อย ก็คือการแต่งตัวจัดเต็มของซ้องปีบ ที่ไม่ว่าจะออกมาฉากไหน เสื้อผ้า หน้าผมเป๊ะไปหมด ทั้งปิ่นปักผม ผ้าลูกไม้ ซิ่นผ้าไหม เครื่องแต่งกายสไตล์ยุโรป ในขณะที่กาสะลองนุ่งเพียงผ้าซิ่นฝ้าย เห็นทีจะมีฉากเมื่อคืนก่อนนำขบวนฟ้อนรำเท่านั้น ที่กาสะลองจะแต่งองค์ทรงเครื่องจนสวยผิดหูผิดตา โดยผู้กำกับการแสดง สันต์ ศรีแก้วหล่อ ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเสื้อผ้าของกาสะลองและซ้องปีบ ผ่านทางรายการเปิดกองวิก 3 ว่า “ได้มีการรีเสิร์ชและคุยกับทางคอสตูม เนื่องจากซ้องปีบเป็นลูกรักของพ่อ มีความเป็นแฟชั่นกว่ากาสะลอง เพราะฉะนั้นเนื้อผ้าเลยถูกทำให้มีสีสันฉูดฉาด มีรูปแบบของตะวันตก ของฝรั่งเข้ามาเยอะหน่อย มันเลยต่างกันออกไป ส่วนกาสะลองก็จะบ้านๆ เป็นชาวบ้านๆ และองค์รวมทั้งหมดมันคือเรื่องของชาวบ้าน เสื้อผ้าเลยจะไม่หวือหวา ไม่วิจิตรอะไรมากนัก มันก็จะแฟชั่นเท่าที่ลูกสาวกำนันจะเป็นได้ ส่วนการแต่งหน้าทำผมก็ออกแบบให้ธรรมชาติมากขึ้น” ซึ่งการแต่งกายของชาวเชียงใหม่ในช่วงรัชกาลที่ 5-6 (มณฑลพายัพ) ผู้หญิงสามัญชนชาวเชียงใหม่ในช่วงแรกของยุคนี้ยังมีลักษณะคล้ายคลึงกับการแต่งกายตามแบบจารีต กล่าวคือนิยมไว้ผมยาว รวบไว้เป็นมวยเหนือท้ายทอย บางครั้งมีการ “อั่วช้อง” คือการสอด “ช้อง” หรือเส้นผมปลอมเพิ่มเข้าไปกับผมจริง เพื่อให้เป็นมวยขนาดใหญ่ […]

keyboard_arrow_up