คุยกับ “อีเจฮุน” ฉบับ PRAEW Only พระเอกเกาหลีสุดฮ็อตกับเรื่องราวสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

Alternative Textaccount_circle
event

กรี๊ดให้สุดแล้วหยุดที่ “อีเจฮุน” จากบท ‘โจซังกู’ คุณอาผู้ไม่อ่อนโยน ใน ‘Move to Heaven’ ซีรีส์แนวฟีลกู้ดเรียกน้ำตาแห่งปีของ Netflix สู่ ‘คิมโดกี’ ฮีโร่สายดาร์กใน Taxi Driver ตามมาด้วยการเปิดบริษัท ‘COMPANY ON’ ของตัวเอง ดูเหมือนปีนี้จะเป็นปีแห่งความท้าทายของอีเจฮุน ในขณะเดียวกันก็ส่งให้ชื่อของเขา จากพระเอกสายโชว์ฝีมือการแสดง ขึ้นแท่นเป็นซุปตาร์ประจำปี 2021 ไปแล้วเรียบร้อย แพรวไม่รอช้า ขอจัดบทสัมภาษณ์พิเศษอีเจฮุนแบบเอ็กซ์คลูซีฟสุดๆ มาฝาก แอบกระซิบว่า ตอนท้ายมีข้อความถึงแฟนคลับชาวไทยโดยเฉพาะด้วยน้า!

คุยกับ “อีเจฮุน” ฉบับ PRAEW Only พระเอกเกาหลีสุดฮ็อตกับเรื่องราวสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

เมื่อกลางปีที่ผ่านมา Move to Heaven กลายเป็นซีรีส์ที่ครองอันดับ 1 ใน Netflix ไทยมาหลายสัปดาห์ คุณรู้สึกอย่างไรที่ผลงานได้รับผลตอบรับที่ดีขนาดนี้คะ

“ผมรู้สึกทั้งดีใจและปลื้มใจมากๆ เลยครับ ที่ผู้ชมชาวไทยชื่นชอบซีรีส์ Move to Heaven ผมจะตั้งใจทำงานให้ดีที่สุดต่อไป เพื่อจะได้มีผลงานดีๆ มาให้คนดูได้ชมกันอีกครับ และหวังว่าวันหนึ่งผมจะมีโอกาสได้ไปพบแฟนๆ ชาวไทยด้วยตัวเอง ระหว่างนี้ก็ขอให้ทุกคนสุขภาพแข็งแรงและปลอดภัยนะครับ”

ทราบมาว่าตอนอ่านบท Move to Heaven ครั้งแรก คุณถึงกับร้องไห้ อะไรคือเหตุผลที่ทำให้คุณตัดสินใจรับเล่นซีรีส์เรื่องนี้

“ตอนอ่านบท ผมรู้สึกอินไปกับเนื้อหาของทุกตอนที่ให้แรงบันดาลใจ ผมจึงอยากให้ผู้ชมได้รับประสบการณ์ที่อบอุ่นหัวใจเหมือนกัน ผมสัมผัสได้ถึงความหลงใหลและความทุ่มเทอันสมบูรณ์แบบที่ผู้กำกับ, นักเขียน และทีมงานโปรดักชั่นมีให้กับ Move to Heaven ดังนั้นการตกลงรับเล่นซีรีส์เรื่องนี้ จึงเป็นอะไรที่ทำให้ผมตัดสินใจง่ายมากเลยครับ”

อีเจฮุน

สาวไทยกรี๊ดบทคุณอาโจซังกูมาก อยากให้คุณบอกเล่าความรู้สึกประทับใจที่มีต่อตัวละครตัวนี้ และคุณมีวิธีเข้าถึงบทบาทและเตรียมตัวอย่างไร จึงทำให้เขากลายเป็นตัวละครที่สร้างสีสันและประทับใจคนดูคะ

“โจซังกู เป็นตัวละครที่มองโลกในแง่ร้ายและปิดกั้นตัวเองออกจากคนภายนอก เพราะเขามีความทรงจำไม่ดีในอดีตซึ่งเกิดจากการเข้าใจผิดมาหลายครั้ง นิสัยของเขาจึงตรงกันข้ามกับ ‘กือรู’ (ผู้เป็นหลานในเรื่อง) ที่ใสซื่อบริสุทธิ์ รวมถึง ‘นามู’ (เพื่อนของหลาน) มาก ซึ่งตอนแรกผมก็กังวลเหมือนกันว่าตัวละครนี้จะดูแปลกแยกจนทำให้การดำเนินเรื่องไม่ไหลลื่นหรือเปล่า

“อย่างตอนที่ซังกู กับ กือรู เจอกันครั้งแรกนั้น พวกเขาเหมือนน้ำกับน้ำมัน คือเข้ากันไม่ได้เลย แต่พอพวกเขาได้ใช้เวลาทำงานด้วยการในฐานะ trauma cleaner (พนักงานทำความสะอาดและเก็บกวาดข้าวของผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว) ซังกูก็ค่อยๆ ซึมซับความอ่อนโยนและการมองโลกในแง่ดีจากกือรูไป ผมตั้งใจเล่นบทบาทนี้เพราะอยากโชว์การเปลี่ยนแปลงตัวตนของซังกูออกมา และอยากให้ตัวละครนี้สื่อถึงความหวัง แต่ด้วยความที่ซังกูไม่มีอะไรเหมือนผมเลย ผมจึงตื่นเต้นที่จะได้ถ่ายทอดคาแรกเตอร์ของตัวละครที่แตกต่างจากตัวเอง ผมตั้งใจศึกษาตัวละครตัวนี้อย่างใจจดใจจ่อและเต็มไปด้วยความคาดหวัง ดังนั้นผมจึงมีความสุขมากที่รู้ว่าผู้ชมชื่นชอบในผลงานครับ

“สำหรับการเตรียมตัว ผมใช้เวลาเตรียมตัวอยู่ 4 เดือนก่อนถ่ายทำและทำต่อไปเรื่อยๆ จนการถ่ายเสร็จสิ้น ผมออกกำลังหนักมากเพื่อจะฟิตหุ่นให้ได้รูปร่างที่ดูเป็นนักสู้ตัวจริงเหมือนโจซังกู ปกติผมจะโหนบาร์เหล็กที่ติดไว้เหนือประตูบ้านอยู่บ่อยๆ แล้วก็วิดพื้น ซิตอัพ เดิน หรือไม่ก็วิ่งบนลู่วิ่ง รวมถึงยกดัมเบลเพื่อออกกำลังแขนด้วยครับ ส่วนการทำการบ้านเชิงเนื้อหานั้น ต้องบอกว่าก่อนหน้านี้ ผมแทบไม่รู้จักอาชีพ trauma cleaner เลย จนกระทั่งผมได้มาดูหนังเรื่อง ‘Departures’ ซึ่งทำให้ผมรู้ว่าพวกคนอาชีพนี้ทำงานกันยังไงและต้องเจอกับอะไรบ้าง แล้วผมก็ได้อ่านหนังสือเรื่อง Things Left Behind ของคุณ คิมแซบยอล และ จอนเอวอน (เล่าเรื่องราวและประสบการณ์ที่ได้รับจากอาชีพ trauma cleaner) ผมจึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับประสบการณ์ ความรู้สึก ทัศนคติ ความสุข และความเศร้าที่พวกเขาได้พบจากอาชีพนี้

“แน่นอนว่า ผมคงไม่สามารถพูดได้ว่าผมรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับอาชีพนี้ แต่ผมว่า Move to Heaven ได้สอนผมมากมายเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาทำและทัศนคติในการทำงานของพวกเขาด้วย นอกจากนี้ ผมก็พยายามอ่านหนังสือแล้วก็ดูข่าวเกี่ยวกับเรื่องราวของ trauma cleaner รวมถึงใช้เวลาทำความรู้จักเพื่อนนักแสดงนำอย่าง ทังจุนซัง (รับบทเป็น กือรู) และ ฮงซึงฮี (รับบทเป็น นามู) ด้วยครับ”

อีเจฮุน

ฉากไหนที่คุณประทับใจหรืออินจนร้องไห้มากที่สุดจากซีรีส์เรื่องนี้คะ

“มีอยู่ตอนหนึ่งที่ซังกูเข้าใจผิดว่าพี่ชายที่ชื่อ ‘จองอู’ ซึ่งเป็นคนที่เขาเชื่อมาตลอดว่าจะคอยดูแลเขา กลับทิ้งเขาไป เขาจึงรู้สึกผิดหวังกับการเชื่อใจคนและหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับคนอื่น ยิ่งพอเพื่อนรักของเขาอย่าง ‘ซูชอล’ มาเสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดไปอีก ก่อนที่ซังกูจะมารู้ทีหลังว่าที่เพื่อนเลิกเป็นนักมวยเพราะเป็นโรคเมาหมัด ตอนที่แสดงฉากนี้ หัวใจผมปวดร้าวแทนซังกู ที่ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดและความรู้สึกผิดมาโดยตลอด”

แล้วซีนที่เล่นยากหรือท้าทายที่สุดละคะ

“ซีนที่ซังกูเรียนรู้ภายหลังว่า ที่เขาโกรธเกลียดพี่ชายเพราะรู้สึกว่าถูกทรยศมาตลอดนั้น เป็นเพราะเขาเข้าใจผิดไปเอง ผมว่ามันยากมากที่ผมจะถ่ายทอดความรู้สึกเจ็บปวดที่ซังกูรู้สึกทั้งหมดออกมา ผมจำซีนที่เขาค้นเจอกล่องรองเท้าและจดหมายในตู้เก็บของในห้องใต้ดินที่บ้านกือรูได้ ตอนนั้นทำให้เขารู้ว่าพี่ชายของเขาคิดถึงเขามากแค่ไหนและไม่เคยลืมเขาเลย ตอนที่ถ่ายทำฉากนั้น ผมไม่สามารถกลั้นน้ำตาไว้ได้เลยละครับ”

สำหรับคุณแล้ว เรื่องราวจากเคสไหนของผู้ใช้บริการ Move to Heaven ที่ประทับใจคุณมากที่สุดคะ 

“ความจริงผมประทับใจสตอรี่ของทุกตอนเลยนะครับ แต่ส่วนตัวแล้ว ผมว่าอีพี 5 นั้นเป็นตอนที่ผมไม่สามารถลืมได้เลย เป็นเรื่องราวของคุณหมอ จองซูฮยอม ที่โชคร้ายเสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่ไม่มีใครคาดคิด หลังจากสอบถามคนรอบตัวและตรวจดูข้าวของส่วนตัวของเขาแล้ว พวกเราก็พบกับเรื่องราวความรักที่เจ็บปวดระหว่างคุณหมอกับ ‘เอียน’ ซึ่งถ่ายทอดออกมาได้น่าสนใจมาก ผมจึงค่อนข้างอินกับอีพีนี้เป็นพิเศษ และอดไม่ได้ที่จะเอาใจช่วยความรักของทั้งสองคน แม้ผมจะรู้ว่าเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาก็ตาม”

อีเจฮุน

ในมุมมองของคุณ ซีรีส์เรื่องนี้ได้มอบอะไรให้กับผู้ชมบ้างคะ

“ในอีพีสุดท้าย ที่กือรูถือโกศใส่กระดูกของพ่อเข้าไปในอะควาเรียม แล้วพูดว่า “พ่อจากไปแล้ว ผมไม่สามารถเจอพ่อได้อีกแล้ว ผมจะไม่ได้ยินเสียงพ่ออีกแล้ว” แต่ซังกูกลับตอบว่า “จริงเหรอ ฉันไม่คิดว่านายพูดถูกหรอกนะ มีใครบางคนเคยบอกฉันว่า แม้คนที่ตายไปแล้วก็ยังสามารถพูดได้” ผมจำไดอะล็อคนั้นได้แม่นเลย และผมคิดว่านั่นแหละ คือสิ่งที่ Move to Heaven อยากบอกพวกเรา”

“ครอบครัวผมก็ดู Move to Heaven เหมือนกันนะครับ แล้วพวกเขาก็มาบอกผมหลายครั้งเลยว่า ซีรีส์เรื่องนี้ทำให้พวกเขาตื้นตันและร้องไห้หนักมาก ส่วนตัวผมประทับใจที่พวกเขาบอกว่า ซีรีส์เรื่องนี้ทำให้พวกเขาต้องย้อนกลับมาคิดว่าเราควรมองโลกอย่างไร และจะรักษาความสัมพันธ์กับผู้คนรอบตัวอย่างไร ส่วนผมนั้นไม่ต้องพูดถึง ขนาดอ่านสคริปต์ครั้งแรกยังกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ผมจึงมีความสุขและยินดีมากที่ผู้ชมรู้สึกอย่างเดียวกับที่ผมรู้สึก ผมหวังมากเลยว่าจะมี Move to heaven ภาค 2 เพราะจะเป็นโอกาสให้ผมได้ถ่ายทอดความสุขและแรงบันดาลใจให้กับคนอีกมากมายครับ” (ยิ้ม)

พอเล่าถึงความสนุกเบื้องหลังการถ่ายทำ Move to Heaven ได้ไหมคะ มีตอนไหนที่คุณสนุกสุดๆ บ้าง

“ผมชอบฉากในสวนสนุกเพราะทำให้ผมรู้สึกกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ได้เล่นเครื่องเล่นหลายอย่างเลย อย่างฉากที่เล่นถ้วยหมุนนั้น ตอนแรกที่เข้าไปนั่งก็สนุกดีแหละครับ แต่พอต้องถ่ายหลายรอบและเล่นหลายๆ ครั้งเข้า ผมก็เวียนหัวจนจะแย่เอาอยู่เหมือนกัน ประสบการณ์ครั้งนั้นสอนว่า คนเราควรเล่นเครื่องเล่นแค่รอบเดียวก็พอ (หัวเราะ) อ้อ! แล้วก็มีในอีพีที่ 5 ตอนที่ฮงซึงฮี นักแสดงหญิงที่เล่นเป็น ‘นามู’ เรียกนักเล่นเชลโล่ว่า Cello-list แทนที่จะเป็น Cellist ในบทพูดของเธอ แล้วซังกูก็แซวเธอ มุกนั้นผมด้นสดขึ้นมาเองแหละครับ” (ยิ้ม)

อีเจฮุน

ปีนี้ ถือเป็นปีที่คุณมีผลงานฮ็อตๆ ออกมาพร้อมกันหลายเรื่อง คุณมีวิธีแบ่งเวลาการทำงานอย่างไร ประทับใจงานชิ้นไหนเป็นพิเศษไหมคะ

“ถ้ามีถ่ายทำในวันรุ่งขึ้น ผมจะใช้เวลาไปกับการศึกษาบท อ่านสคริปต์ และคิดวิธีการแสดงว่าจะถ่ายทอดออกมาอย่างไร แล้วก็จะหาเวลาออกกำลังกาย รวมถึงเพิ่มพลังให้ร่างกายโดยการกินอาหารที่มีประโยชน์ และหลีกเลี่ยงอาหารเผ็ดกับเค็มครับ

“ส่วนถ้าถามว่าบทไหนที่ผมประทับใจที่สุด ผมจะตอบว่าเป็นผลงานล่าสุดที่เพิ่งจบไปเสมอเลยครับ เพราะชีวิตผมมักได้รับพลังขับเคลื่อนจากประสบการณ์ที่ได้รับจากผลงานล่าสุดที่เพิ่งแสดงไป และจะเป็นอย่างนั้นไปจนกว่าผมจะมีงานใหม่เข้ามา ผมถึงจะไปหมกมุ่นอยู่กับโปรเจ็คท์ใหม่แทน  ดังนั้นงานที่ประทับใจที่สุดก็คงเป็นงานที่ผมกำลังใช้เวลาง่วนอยู่กับมันตอนนี้”

คุณเป็นนักแสดงที่เวลารับบทบาทไหน จะทุ่มสุดตัว เปลี่ยนทั้งลุค บุคลิก และภาพจำไปเลย ที่ผ่านมา บทไหนจากเรื่องอะไรที่คุณยอมทุ่มเทเปลี่ยนแปลงมากที่สุดคะ

“ผมเลือกบท ‘คิมโดกี’ จากซีรีส์ Taxi Driver นะ เพราะในเรื่องนี้ ผมต้องเปลี่ยนบุคลิกและตัวตนเป็นคนหลากหลายรูปแบบมาก ซึ่งถ้ามองจากมุมนั้น ผมรู้สึกสนุกมากๆ เลยตอนถ่ายทำ ความจริงยังมีอีกหลายบทบาทที่ผมอยากลองเล่นดู แต่ถ้าเป็นตอนนี้ ผมอยากลองรับบทบาทที่มีอาชีพเฉพาะทางอย่าง หมอ ทนายความ ผู้พิพากษา หรืออัยการดูครับ”

อีเจฮุน

ตลอด 12 ปีในวงการที่ผ่านมา คุณได้พิสูจน์แล้วว่าคุณคือนักแสดงที่มีความสามารถโดดเด่นตัวจริง จนได้รับรางวัลและคำชมมาอย่างต่อเนื่อง คุณมองตัวเองเรื่องนี้อย่างไร

“ในอดีตผมถูกขับเคลื่อนโดยการลับฝีมือทักษะทางการแสดงเพื่อที่จะไม่ทำให้คนดูผิดหวัง แค่ได้แสดงเต็มที่ในบทบาทใดบทบาทหนึ่งผมก็รู้สึกท่วมท้นแล้ว จนถึงทุกวันนี้ผมก็ยังผลักดันให้ตัวเองแสดงให้ดีที่สุด แต่ที่เพิ่มขึ้นมาคือ ผมจะรู้สึกสบายใจมากขึ้นหากได้ดูแลเพื่อนร่วมงานคนอื่น ที่ทำงานหนักเพื่อผลงานนั้นและเพื่อผมไปด้วย ผมพยายามจะมีปฏิสัมพันธ์กับทีมงานและเพื่อนร่วมงานให้มากขึ้น และพยายามทำให้บรรยากาศการทำงานสนุกสนานมากขึ้นสำหรับทุกคนครับ

“ส่วนความรู้สึกที่ผมมีต่ออาชีพนักแสดง ผมว่าการที่เราได้แสดงและมีประสบการณ์เป็นตัวละครในเรื่องราวต่างๆ ทำให้ผมได้เห็นโลกในมุมมองที่แตกต่างออกไป อีกทั้งยังสะท้อนให้ผมได้เห็นว่าผมอยากจะใช้ชีวิตอย่างไรในอนาคต อย่างตอนถ่ายทำเรื่อง Move to Heaven ก็ทำให้ผมกลับมาขบคิดเกี่ยวกับผู้คนที่ผมจะต้องทอดทิ้งเขาไว้เมื่อผมจากโลกนี้ไป ผมอยากจะทำให้ดีที่สุดเพื่อถ่ายทอดความซาบซึ้งใจและสำนึกในบุญคุณต่อผู้คนรอบตัวผม เพื่อที่หากผมต้องจากไปอย่างปัจจุบันทันด่วน ผมจะได้ไม่ต้องเสียใจและเสียดาย”

เวลาเจอเรื่องแย่ๆ ในชีวิต คุณมีวิธีรับมืออย่างไรคะ เผื่อเป็นแนวทางให้กับผู้คนที่กำลังเจอความยากลำบากท่ามกลางวิกฤติโควิด-19 ในช่วงนี้

“ผมโตมากับครอบครัวที่มีคติประจำใจว่า “ทำทุกอย่างด้วยความจริงใจที่สุด” ผมได้ยินคุณพ่อพูดประโยคนี้บ่อยๆ มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้น  ไม่ว่าจะทำอะไร ผมก็จะนึกถึงประโยคนี้และพยายามเข้าถึงความหมายนั้นด้วยหัวใจ โดยจะทุ่มเทพลังทั้งหมดและทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ผมเก็บคำพูดนี้ไว้ในใจและพยายามนำไปใช้ในการใช้ชีวิตด้วยครับ แต่ถ้าช่วงไหนผมต้องการเยียวยาจิตใจตัวเอง ผมมักจะใช้เวลาไปกับการดูหนังที่ผมพลาดไปในช่วงที่ยุ่งๆ อย่างช่วงนี้ผมมีเวลาอยู่บ้านเยอะหน่อย ผมก็จะสั่งอาหารมาที่บ้านแล้วก็หาอะไรที่แฮ็ปปี้ทำ หวังว่าแนวทางนี้จะพอช่วยคนอื่นได้บ้างนะครับ”

อีเจฮุน

ขอวีธีดูแลรูปร่างหน้าตาให้หล่อคงกระพันในวัย 37 ปี (หรือ 38 ปี นับแบบเกาหลี)

“ก่อนอื่นเลย ขอบคุณสำหรับคำชมครับ ผมดูแลตัวเองโดยการกินโปรไบโอติกและแอปเปิ้ลทุกเช้าเป็นอย่างแรกมาหลายปีแล้วครับ ผมจะบำรุงผิวหน้าเป็นประจำหลังล้างหน้าด้วยเบสิคสกินแคร์  แล้วก็ด้วยความที่ผมชอบเดินอยู่แล้ว ผมก็จะพยายามเดินบนลู่วิ่งเพื่อฟิตร่างกายไปด้วย”

ทุกวันนี้ ตารางชีวิตของคุณเป็นอย่างไรคะ อยากทำอะไรเป็นพิเศษบ้าง

“ผมพยายามจะพักผ่อนและผ่อนคลายอยู่กับบ้านให้มาก แล้วก็มีออกไปพบเพื่อนๆ กับผู้คนที่ผมไม่ค่อยได้เจอเพื่อที่จะได้กินอะไรอร่อยๆ และแลกเปลี่ยนบทสนทนากันครับ สำหรับปีนี้ หากสถานการณ์โควิดดีขึ้น ผมอยากออกเดินทางสุดๆ ไปเลยครับ อยากให้สายการบินกลับมาบินเหมือนเดิมเร็วๆ ผมจะได้กระโดดขึ้นเครื่องบินและเดินทางท่องเที่ยว ผมอยากเห็นตัวเองได้ไปสำรวจสถานที่ใหม่ๆ อีก”

แฟนคลับชาวไทยเพิ่งฉลองวันเกิดโดยการทำบุญและส่งของขวัญไปให้คุณเมื่อวันที่ 4 เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา อยากให้คุณช่วยฝากอะไรให้แฟนคลับชาวไทยหน่อยค่ะ

“ขอบคุณทุกคนมากๆ สำหรับคำอวยพรวันเกิดและของขวัญนะครับ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เดินทางไปพบปะกับแฟนๆ ชาวไทยด้วยตัวเองเร็วๆ นี้ ผมเคยไปเมืองไทยแค่ครั้งเดียว ผมจึงอยากกลับไปเมืองไทยให้มากกว่านี้ ผมว่าอาหารไทยอย่างต้มยำกุ้งและผัดไทยนั้นอร่อยมาก ปกติผมก็ชอบไปกินข้าวที่ร้านอาหารไทยในเกาหลีอยู่บ่อยๆ ผมหวังว่าจะได้ลองอาหารไทยเมนูใหม่ๆ ถ้าผมได้ไปเมืองไทยอีกครั้ง”


เรื่อง Tomalin

ภาพ Netflix Thailand

ขอบคุณ Netflix Thailand

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ว่าด้วยเรื่องความรักและสาวในฝันของ อีเจฮุน โชว์เฟอร์สุดหล่อจาก Taxi Driver

PRAEW Only! เปิดใจ “ซงจุงกิ” พระเอกเกาหลีสุดฮ็อตกับการคัมแบ็กสุดปังในปีนี้

6 นักแสดงชายเกาหลี รับบทผู้ชายร้ายๆ แต่กลับทำแฟนซีรีส์ใจละลาย

Praew Recommend

keyboard_arrow_up