คีริน ตันติเวทย์

จับตาม้ามืด คีริน ตันติเวทย์ นักวิ่งทีมชาติไทย ลูกครึ่งไทย-อเมริกัน ชิงชัยโอลิมปิก

Alternative Textaccount_circle
event
คีริน ตันติเวทย์
คีริน ตันติเวทย์

จากม้ามืดกลายเป็นดาวดวงใหม่ในพริบตา เพราะเมื่อปี  2019 “คีริน ตันติเวทย์” นักวิ่งลูกครึ่งไทย-อเมริกัน สามารถคว้าสองเหรียญทองประเภทวิ่ง 5,000 และ 10,000 เมตร ในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ 2019 ที่ประเทศฟิลิปปินส์มาได้อย่างเต็มภาคภูมิ ส่วนเมื่อปี 2020 คีรินสร้างสถิติใหม่ในการวิ่งอีกครั้ง โดยการคว้าแชมป์วิ่ง 1 ไมล์ (1.6096 กิโลเมตร) ด้วยเวลา 3 นาที 57.87 วินาที นับเป็นสถิติที่ดีที่สุดในชีวิตของเขา และทำสถิติดีที่สุดในระยะทาง 1 ไมล์ของนักวิ่งทั่วโลกเป็นคนแรกในปี 2020 (World Leading Time)

ล่าสุดในปีนี้ (2021) คีรินกำลังจะลงแข่งขันกรีฑา ประเภทวิ่ง 10,000 เมตร ชาย ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์ 2020 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการประชันฝีเท้ากับนักวิ่งระดับท็อปของวงการอีก 24 คน ด้วยศักยภาพและความทุ่มเทของคีริน นักวิ่งทีมชาติไทย วัย 24 ปี ก็ไม่แน่ว่าเขาอาจสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้คนไทยอีกก็เป็นได้ แพรว จึงขอพาทุกคนไปทำความรู้จักกับหนุ่มนักกีฬาดาวรุ่งคนนี้กันค่ะ

จับตาม้ามืด คีริน ตันติเวทย์ นักวิ่งทีมชาติไทย ลูกครึ่งไทย-อเมริกัน ชิงชัยโอลิมปิก

ก้าวแรกของคีริน

คีรินเล่าถึงชีวิตในวัยเด็กจนถึงเรื่องราวอันเป็นจุดเริ่มต้นของการวิ่งว่า “ผมเกิดที่วอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา คุณพ่อ (ดร.วรเวช ตันติเวทย์) เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐศาสตร์พลังงานให้ธนาคารโลก ส่วนคุณแม่ (แมรี่ คัลเนน) เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโรคเอดส์ พออายุ 3 ขวบ ผมย้ายมาอยู่เมืองไทย เพราะคุณแม่ต้องมาทำงานเกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อเอดส์ที่ศูนย์ความร่วมมือ ไทย-สหรัฐฯ กระทรวงสาธารณสุข ดังนั้นความทรงจำช่วงแรกในชีวิตผมจึงเกิดขึ้นตอนอยู่เมืองไทย ตอนนั้นผมเข้าเรียนที่โรงเรียนนานาชาติ ISB จำได้ว่าปั่นจักรยานจากบ้านไปโรงเรียนอยู่บ่อยๆ แต่พออายุได้ 8 ขวบ ครอบครัวผมก็ย้ายกลับไปอยู่ที่เดลาแวร์ (Delaware) สหรัฐอเมริกา

คีริน ตันติเวทย์

“ตอนอยู่ที่นั่น พี่ชายผม (ชนันต์ ตันติเวทย์) เล่นกีฬาหลายอย่าง ทั้งฟุตบอล เบสบอล บาสเกตบอล ผมก็เล่นตามเขาหมด พอผมอายุ 12 ปี พี่ชนันต์ก็เริ่มแข่งวิ่ง ผมก็เลยวิ่งตาม (ยิ้ม) วิ่งไปวิ่งมาก็ชอบ สนุกดี เพียงแต่ผมยังไม่มีโอกาสแข่งขันจริงจัง เพราะตอนนั้นผมเป็นนักกีฬาฟุตบอลและเบสบอลด้วย ไหนจะเรื่องเรียนอีก แต่ไม่นานหลังจากนั้นผมก็ตัดสินใจเลิกเล่นเบสบอลและฟุตบอล แล้วเบนเข็มไปโฟกัสกับ Track Racing (วิ่งลู่) เต็มตัว

“พอถึงช่วงไฮสกูล ตอน ม.3 ผมชนะการแข่งวิ่งประเภท 2 ไมล์ (3.2 กิโลเมตร) ในระดับ State Championship เป็นครั้งแรก และเป็นการวิ่งตามสถิติของพี่ชายได้สำเร็จ (ยิ้ม) ซึ่งพี่ชนันต์ก็ดีใจไปกับผมด้วย เพราะเขารู้ว่าผมพยายามหนักแค่ไหน จากนั้นมาผมจึงมีเป้าหมายเรื่องวิ่งชัดขึ้นว่าอยากเป็นนักวิ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำ แล้วก็ฝันจะไปให้ถึงโอลิมปิกด้วย

“ผมว่าการวิ่งสนุกตรงที่ทุกไมล์ที่วิ่งเป็นความสำเร็จ การวิ่งจึงเป็นเรื่องที่ผมสามารถทำให้ตัวเองภูมิใจได้ทุกวัน เวลาวิ่งผมจะเอนจอยกับช่วงเวลานั้น วิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้และเก็บแต้มไปทีละไมล์ พอพ้นไมล์หนึ่งไปได้ ผมก็จะโฟกัสที่ไมล์ต่อไป จึงยิ่งสนุกครับ”

คีริน ตันติเวทย์

เรียนดี กีฬาเด่น

แม้คีรินจะไม่เคยทำให้การเล่นกีฬาส่งผลเสียต่อการเรียน แต่เขาก็ยอมรับว่า “ความจริงการจะบาลานซ์ทั้งเรื่องเรียนและกีฬาให้ดีนั้นยาก สมัยไฮสกูลผมเรียนค่อนข้างหนัก แต่อาจเพราะผมสร้างระบบให้ตัวเองมาตั้งแต่เด็ก คือหลังเลิกเรียนก็เข้าห้องสมุด แล้วค่อยเล่นกีฬา เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ประถม พอถึงมัธยมจึงไม่มีปัญหาอะไร ตารางของผมคือ ตื่น 6 โมง ถึงโรงเรียน 7.50 น. เลิกเรียนตอนบ่าย 2 แล้วก็เข้าห้องสมุดสัก 1 ชั่วโมง ต่อด้วยฝึกซ้อมวิ่งตอนบ่าย 3 ถึง 5 โมงเย็น แล้วค่อยกลับบ้านกินข้าว จากนั้นทำการบ้านหรืออ่านหนังสือต่อจนถึง 3-4 ทุ่ม ค่อยเข้านอนครับ ผมทำอย่างนี้ทุกวันโดยไม่มีใครบังคับ (ยิ้ม)

“ความจริงคุณพ่อคุณแม่เป็นสายวิชาการทั้งคู่ ท่านจึงเน้นเรื่องเรียนมากกว่ากีฬา แต่ท่านก็สนับสนุนให้เล่นกีฬา เพราะคิดว่ามีส่วนช่วยให้มีสมาธิในการเรียน ซึ่งผมก็ว่าจริง กีฬาช่วยสร้างแบบแผนและเป็นแรงผลักดันในการเรียนได้ ผมว่าถ้าเราบังคับตัวเองให้ลุกขึ้นไปวิ่งได้ เราก็ลุกขึ้นไปเรียนได้เหมือนกัน อีกอย่างกีฬายังช่วยส่งเสริมการทำงานเป็นทีม เพราะการที่เราได้ใช้เวลาซ้อมวิ่งกับเพื่อนๆ ทำให้เราสนิทกัน ช่วยเหลือและพัฒนาซึ่งกันและกัน พอถึงเวลาเรียนเราก็ช่วยกันติวหนังสือ ทำให้เกรดดีขึ้นได้ด้วย

คีริน ตันติเวทย์

“มาเหนื่อยหน่อยช่วงเตรียมตัวเข้าฮาร์วาร์ด ผมอยากเรียนด้านเศรษฐศาสตร์ตามคุณพ่อ เพราะผมคุยเรื่องนี้กับท่านบ่อยๆ จึงสนใจตามไปด้วย ผมว่านโยบายเศรษฐกิจมีความสำคัญในการช่วยให้ประเทศและชีวิตของคนในประเทศดีขึ้นได้ แต่ผมต้องทำเกรดและคะแนนสอบหลายวิชาให้ดี รวมถึงสัมภาษณ์ด้วย แต่ตอนนั้นผมชัดแล้วว่าอยากเป็นนักวิ่ง จึงมีส่วนช่วยในการตอบคำถามกรรมการว่าอีก 5 ปี ข้างหน้าอยากเป็นอะไร ผมตอบว่าอยากไปวิ่งที่โตเกียวโอลิมปิก (ยิ้ม) ส่วนอีก 10 ปี ผมก็ยังอยากเห็นตัวเองวิ่งต่อไป ความจริงผมได้การตอบรับจากมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ทั้ง University of Pennsylvania, Columbia, Dartmouth และ Brown ด้วย แต่ผมเลือกเรียนที่ฮาร์ดวาร์ดเพราะมีสอนภาษาไทย ผมคิดถึงเมืองไทยและอยากพูดไทยได้คล่องๆ เพราะอยู่นี่แทบไม่ได้ใช้เลย

นักวิ่งทีมชาติไทย

“แต่ช่วงแรกที่ฮาร์วาร์ดก็ปรับตัวยากเหมือนกัน ข้อดีคือได้เรียนกับอาจารย์ที่เป็นถึงระดับที่ปรึกษาของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาหลายท่าน แต่ละท่านมีความรู้ ความเชี่วชาญในด้านเศรษฐศาสตร์ แต่ก็มีความเครียดและความกดดันในคลาสสูง เพราะมีแต่เพื่อนเก่งๆ แล้วไม่ใช่แค่เพื่อนเรียน แต่รวมถึงเพื่อนนักวิ่งด้วย จากที่เคยวิ่งเก่งที่สุดในทีม พอเข้าฮาร์วาร์ดผมกลายมาเป็นพวกวิ่งรั้งท้าย ช่วง 3 เดือนแรก การวิ่งของผมไม่พัฒนาไปไหนเลย กระทั่งเดือนที่ 4 ที่ผมกลับมาอยู่บ้านช่วงปิดเทอม พอได้ใช้เวลากับครอบครัว มีพี่ชายคอยเป็นที่ปรึกษาและให้กำลังใจ ผมจึงมีแรงฮึดที่จะพัฒนาตัวเอง พอจบปี 2 ผมได้รับใบรับรองจากโค้ชที่ฮาร์วาร์ดว่าเป็นนักวิ่งที่มีการพัฒนาดีที่สุดในทีมของมหาวิทยาลัย

นักวิ่งไทย

“การเป็นนักกีฬาของทีมมหาวิทยาลัยในสังกัดของ NCAA (The National Collegiate Athletic Association หรือสมาคมกีฬาระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ เป็นองค์กรที่ดูแลจัดการแข่งขันกีฬาระหว่างมหาวิทยาลัยต่างๆ มากกว่า 1,200 สถาบันทั่วสหรัฐอเมริกา) เปิดโอกาสให้ผมได้รับการศึกษาและพัฒนาการวิ่งให้ดีขึ้น ในทีมวิ่งจะมีโค้ชคอยดูแลเสร็จสรรพและมีกฎระเบียบที่ค่อนข้างเคร่งครัด นอกจากนี้ NCAA ยังมีรายการจัดการแข่งขันตลอดปีการศึกษา มหาวิทยาลัยในอเมริกามีนักศึกษาต่างชาติจำนวนมาก เมื่อมีการแข่งขันจึงมีนักศึกษาต่างชาติมาร่วมวิ่งแข่งด้วย เหมือนกับจำลองการแข่งขันในระดับนานาชาติไปในที ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการฝึกวิ่งเพื่อไปถึงระดับโอลิมปิก ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมโฟกัสตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

คีริน ตันติเวทย์

“ส่วนการแข่งวิ่งแมตช์ที่ผมภูมิใจที่สุดในช่วงการแข่งขันระดับมหาวิทยาลัย คือรายการ Ivy League Conference Championships 2019 ที่แมสซาชูเซตส์ โดยมีผู้เข้าแข่งขันจากทีมมหาวิทยาลัยไอวี่ลีค 8 แห่ง วันนั้นเป็นการวิ่งอินดอร์ 3,000 เมตร แต่วิ่งไปได้ 400-500 เมตร ผมโดนนักวิ่งคนอื่นเหยียบเท้าจนรองเท้าข้างซ้ายหลุด ความคิดแรกที่ผุดขึ้นในหัวคือคำที่พี่ชายผมบอกว่า ‘หายใจเข้าลึกๆ แล้วเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับทุกสถานการณ์เสมอ’ อีกอย่างนี่เป็นรายการวิ่งนัดสำคัญ เพื่อนๆ และครอบครัวผมถึงกับนั่งรถจากต่างเมืองมาเชียร์ ผม ไม่อยากทำให้ใครผิดหวัง จึงวิ่งต่อไปอย่างเต็มที่ มารู้สึกเริ่มเจ็บเท้าตอนวิ่งไปได้ 2 ใน 3 ของระยะทางทั้งหมด รู้สึกเลยว่าหนังเท้าเปิด แต่จังหวะนั้นผมไม่สนแล้ว ขอเต็มที่ไว้ก่อน จึงคว้าแชมป์รายการนั้นมาได้ ดีใจมาก ถือเป็นครั้งแรกที่ผมชนะรายการใหญ่เลยครับ (ยิ้ม)

“จากนั้นผมขอโค้ชและผู้ดูแลสุขภาพลงวิ่งต่อในรายการวิ่ง 5,000 เมตร ในวันรุ่งขึ้น ถึงจะทำให้หลายคนตกใจ แต่ผมตั้งใจไว้แล้วว่าอยากทำให้ได้ ตอนนั้นถ้าผมจะถอนตัวกลางคันก็คงไม่มีใครว่า เพราะเห็นอยู่ว่าเท้าเหวอะ พอทำแผลปิดผ้าให้เรียบร้อย ผู้ดูแลสุขภาพของทีมแนะนำให้เปลี่ยนมาใส่รองเท้าสนีกเกอร์ที่ไม่ใช่รองเท้าวิ่งแทน เพราะยืดหยุ่นกว่า ทำให้เวลาวิ่งแล้วไม่เจ็บมาก ซึ่งที่สุดผมคว้าแชมป์รายการนี้ได้อีก (ยิ้ม) ถือว่าคุ้มค่า การวิ่งครั้งนั้นจึงเป็นบทเรียนสอนให้ผมเข้าใจเรื่องของการเตรียมตัวและไม่ตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ที่สำคัญต้องไม่คิดมากครับ”

 

มุ่งสู่ชัยชนะของชาติ

ส่วนการก้าวเข้าสู่การแข่งขันกีฬาระดับนานาชาตินั้น คีรินเผยที่มาว่า “ผมอยากลงแข่งขันเอเชียนเกมส์และซีเกมส์มานานแล้ว อย่างที่บอกว่าผมคิดถึงเมืองไทยอยู่ตลอด อยากเป็นตัวแทนให้ประเทศไทย ซึ่งโชคดีมากที่ได้โอกาสนี้ ที่ผ่านมาไม่ค่อยมีนักวิ่งไทยในอเมริกา ทีแรกผมไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหน คุณพ่อจึงช่วยสอบถามเพื่อนๆ ให้ บังเอิญเพื่อนคุณพ่อพอมีคนรู้จักและประสานให้ จนเลขาฯของคุณสุรพงษ์ (พล.ต.ต.สุรพงษ์ อาริยะมงคล อุปนายกและเลขาธิการ สมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทยฯ) ติดต่อกลับมา หลังจากดูสถิติการแข่งวิ่งที่ผ่านมาของผม ทางผู้ใหญ่จึงชวนให้ไปวิ่งเอเชียนเกมส์ ซึ่งพอดีตรงกับช่วงปิดเทอม ผมจึงลงแข่งได้แบบไม่ต้องกังวล แต่ข้อเสียคือไม่มีเวลาเตรียมตัวเต็มที่ เพราะปกติที่สหรัฐฯจะมีรายการแข่งวิ่งในช่วงพฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงที่ผมซ้อมมาอยู่ตัวแล้ว แต่เอเชียนเกมส์แข่งในเดือนสิงหาคม ผมไม่ฟิตเท่าที่ควร ก็พยายามเพิ่มระยะทางในการซ้อมวิ่ง แต่ยังไม่ดีเท่าไร การแข่งวิ่งเอเชียนเกมส์ในครั้งนั้นผมจึงได้อันดับที่ 4 ถึงจะผิดหวัง แต่ไม่คิดมากครับ การแพ้จะเป็นความทรงจำระยะสั้นสำหรับผม รู้สึกแย่วันเดียวพอแล้ว รีบโฟกัสไปที่อนาคตดีกว่า ครั้งนั้นถือเป็นประสบการณ์ที่ดี เพราะเป็นสนามแข่งที่ใหญ่มาก

“จากนั้นผมมีโอกาสแข่งขันซีเกมส์ที่ฟิลิปปินส์ เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2019 ประมาณ 3 สัปดาห์ให้หลังจากการแข่งขันวิ่งข้ามทุ่ง 10 กิโลเมตรของ NCAA National Championship ที่อเมริกา ทำให้ผมมีความพร้อมในการแข่งขันมากขึ้น และโค้ชที่ฮาร์วาร์ดก็บินมาให้กำลังใจด้วย โดยผมลงแข่งระยะทาง 10,000 เมตร และ 5,000 เมตร ซึ่งประหม่าบ้าง เพราะมีแต่นักกีฬาเก่งๆ ที่เจนสนาม อย่างแชมป์มาราธอนของอินโดนีเซียที่มาลงแข่งรอบ 10,000 เมตรด้วย แต่ข้อดีคือผมเป็นนักแข่งหน้าใหม่ ไม่มีใครรู้จัก จึงไม่กดดันมาก ก็แค่ทำให้เต็มที่ โค้ชแนะนำให้ทำใจให้สบายๆ วิ่งตามจังหวะของตัวเอง และรอดูจังหวะเร่งความเร็วในช่วงสุดท้าย ซึ่งเป็นสไตล์ผมอยู่แล้วที่ประมาณ 400 เมตรท้ายๆ ผมจะเร่งสปีด

นักวิ่ง

“ผมถูกเทรนมาให้เซฟพลังระหว่างวิ่ง เพื่อให้มีแรงวิ่งเหลือไปจนถึงเส้นชัย ต้องบอกว่าเวลาเทรนนิ่งนักวิ่งจะฝึกหนักกว่าตอนแข่งจริง คือต้องวิ่งเยอะและนานกว่า เพื่อที่เวลาอยู่ในสนามแข่งเราจะรู้สึกสบายๆ และมีพลังเหลือ ตัวอย่างตารางการฝึกทั่วไปของผมคือ วันอาทิตย์วิ่งทางไกลประมาณ 32 กิโลเมตร ในเวลา 2 ชั่วโมง วันอังคารจะวิ่ง 8 ไมล์ (12.87 กิโลเมตร) ภายในเวลา 40 นาที และวันศุกร์วิ่ง 1 กิโลเมตร 10 ครั้ง และวิ่ง 3 กิโลเมตรภายในเวลา 2.15 – 2.45 นาที ส่วนวันพุธกับวันพฤหัสบดีวิ่งตามปกติ วันละ 20 กิโลเมตร โดยใน 7 วัน จะมีพักหนึ่งวัน”

เมื่อเราถามคีรินถึงโมเมนต์เร่งสปีดเข้าเส้นชัย ชนิดแซงหน้าผู้แข่งขันชาติอื่นแบบไม่เห็นฝุ่น คีรินยิ้มแล้วตอบว่า  “ตอนวิ่งผมแค่สนุกและวิ่งให้เต็มที่เท่านั้น ไม่ได้รู้สึกว่าเหนื่อยเกินไป อาจเพราะได้ยินเสียงเชียร์ทั้งจากคุณพ่อ โค้ช และผู้ชมคนไทยอยู่ตลอด พอถึงช่วง 200 เมตรสุดท้าย ผมจึงเร่งสปีดเต็มแรง ตอนที่คว้าเหรียญทองจากการแข่งวิ่งระยะ 10,000 เมตรมาได้ ผมก็ดีใจมากๆ แล้วนะครับ พอมาแข่งระยะ 5,000 เมตร แล้วชนะอีก ถือว่าเป็นโบนัสครั้งใหญ่ ทั้งตื่นเต้นและรู้สึกดีมากที่แข่งกับนักวิ่งแนวหน้าในรอบสุดท้ายได้ แล้วยังได้ชูธงชาติไทยอีก ภูมิใจมากๆ เลย แต่เสียดายที่ผมไม่สามารถอยู่รับเหรียญทองด้วยตัวเองได้ ต้องฝากคุณพ่อรับแทน เพราะอีกสองวันหลังจากการแข่งขันผมมีสอบที่ฮาร์วาร์ด ซึ่งขอเลื่อนมาแล้วครั้งหนึ่ง คือปกติการเลื่อนสอบที่ฮาร์วาร์ดนั้นยากมาก แต่ครั้งนี้ถือเป็นเคสพิเศษที่เขายอม ผมจึงต้องรีบกลับด่วนๆ จำได้ว่าทีมชาติไทยต้องเตรียมข้าวกล่องไว้ให้ผมกินในรถตู้ แล้ววันนั้นการจราจรในกรุงมะนิลายังติดสุดๆ กว่าจะไปถึงสนามบิน ผมลุ้นยิ่งกว่าตอนวิ่งอีก (หัวเราะ) แต่ก็ผ่านมาได้ด้วยดีครับ ทั้งการเดินทางและการสอบ”

ก้าวต่อไป

ปัจจุบันคีรินจบการศึกษาปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเรียบร้อยแล้ว ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 ที่ระบาดหนัก “ช่วงเดือนมีนาคมปีที่แล้ว สถานการณ์โควดิ-19 ที่อเมริกาแย่มาก มหาวิทยาลัยประกาศหยุดเรียน ผมต้องแพ็คของทุกอย่างให้เสร็จภายในหนึ่งวันแล้วกลับบ้าน จากนั้นต้องเรียน อ่านหนังสือ ทำทุกอย่างในห้องนอน (หัวเราะ) คือเรียนผ่านออนไลน์ ซึ่งผมไม่ชอบเลย อยากไปห้องสมุด และติวหนังสือกับเพื่อนมากกว่า แต่ผมก็จบการศึกษามาจนได้ครับ

“ส่วนการวิ่งผมแทบไม่ได้ลงแข่งรายการไหนเลยในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา เพราะถูกแคนเซิลหมด ผมได้แต่ซ้อมวิ่งเอ๊าต์ดอร์ข้างนอกเองมาตลอด ผมจะวิ่งประมาณ 160 กิโลเมตรต่อสัปดาห์ โดยมีคุณพ่อปั่นจักรยานตามเป็นเพื่อน ตอนนี้ผมวางแผนไว้ว่าอยากเทรนกับทีมอาชีพในอเมริกาและเซ็นสัญญากับบริษัทใหญ่ๆ จากนั้นก็อยากเป็นตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขันทั้งเอเชียนเกมส์ ซีเกมส์ และโอลิมปิกด้วย ผมอายุไม่มาก คิดว่ายังสามารถฝึกและพัฒนาได้อีกครับ หวังว่าในอนาคตผมจะได้มีโอกาสคว้าเหรียญทองโอลิมปิกมาให้คนไทยได้ภาคภูมิใจครับ” (ยิ้ม)


ที่มา : นิตยสารแพรว ฉบับ 963

ภาพจาก : @kierunner @cortneywhite_

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ความภูมิใจของคนไทย เทนนิส พาณิภัค คว้าเหรียญทอง โอลิมปิกโตเกียว 2020

ใจเกินร้อย เชียร์ “แซม-เศวต เศรษฐาภรณ์” นักกีฬาเป้าบินชาย ลุ้นเหรียญโอลิมปิก

สู้เต็มที่แล้ว! นักยิงเป้าบิน “ณี สุธิยา” บาดเจ็บกระดูกสันหลัง ก่อนลุยโอลิมปิก 2020

Praew Recommend

keyboard_arrow_up