ปู - กมลชนก

ล้มแล้วต้องลุกให้ได้! เผยเส้นทางชีวิตที่ฝ่าฟันของ…ปู – กมลชนก ปานใจ รองสาวแพรวปี 1988

ปู - กมลชนก
ปู - กมลชนก

ปู – กมลชนก เผยประสบการณ์ครั้งนี้สอนให้รู้ว่า…

ปู – กมลชนก ปานใจ ในวันนี้ยังดูงาม ดูอ่อนกว่าวัย สีหน้าบ่งบอกถึงความสุขสดชื่นอารมณ์ดี ไม่น่าเชื่อว่าเธอจะเคยก้าวผ่านเส้นทางชีวิตที่หนักหน่วง…ก่อนที่จะถามถึงเคล็ดลับการดูแลตัวเองของเธอ เราชวนเธอให้เท้าความย้อนไปถึงวันแรกที่เธอเข้าร่วมประกวดสาวแพรว เธอหัวเราะเสียงใสก่อนตอบว่า

ปู - กมลชนก

รองสาวแพรวปี 1988

“ผ่านมาเกือบ 30 ปีแล้วนะคะนี่…ตอนที่ปูสมัครคือไม่ได้ตั้งใจ แค่มาเป็นเพื่อนของเพื่อนที่เขาสมัคร แล้วได้เรียกมาสัมภาษณ์ เผอิญพี่คนหนึ่งในทีมแพรวบอกว่าให้สมัครด้วย ผลคือปูได้รับคัดเลือก แต่เพื่อนไม่ได้ เขาก็งอนปูไปพักหนึ่ง ตอนนั้นปูไม่คิดว่าจะได้เข้ารอบสิบคนสุดท้ายหรอก ยิ่งตอนวันประกวดบนเวทีก็ยิ่งตื่นเต้น เพราะเป็นเรื่องใหม่ในชีวิตของเด็กอย่างเรา แอบภูมิใจมากว่าเรามีสิทธิ์มายืนอยู่ตรงนี้ด้วยหรือ เพราะแพรวคือนิตยสารฉบับหนึ่งที่ดังมาก

“ช่วงที่เตรียมตัวขึ้นประกวดก็ตื่นเต้นกับเพื่อนๆ เพราะเป็นเรื่องใหม่สำหรับเรา ได้เจอพี่ๆ ที่เคยเห็นแต่ในหนังสือ ซึ่งทุกคนน่ารัก แล้วเพื่อนๆ ที่เข้าประกวดก็มีอายุรุ่นเดียวกัน เหมือนเรามีเพื่อนอีกกลุ่ม แม้ในวันตัดสินก็แอบมีการแข่งขันกันเล็กน้อย แต่ก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่ดี”

เส้นทางชีวิตที่เปิดกว้างและฝ่าฟัน

ปู - กมลชนก

หลังจากก้าวลงจากเวที เธอก็ได้รับการต้อนรับอย่างดีในการก้าวสู่วงการ จนกระทั่งอิ่มตัว เธอจึงผันไปสู่เส้นทางธุรกิจ และผ่านประสบการณ์ชีวิตมากมายที่น่าทึ่ง

“ปูได้ทำงานในวงการแฟชั่น ทั้งเดินแบบ ถ่ายแบบเยอะ จนวันหนึ่งอารุจน์ รณภพ กับครอบครัวก็มาดูหน้า และตกลงให้เล่นหนังเป็นนางเอกอยู่เรื่องหนึ่งชื่อ “พรุ่งนี้ฉันจะรักคุณ” คู่กับโอ – วรุฒ วรธรรม แล้วก็เล่นละครตามช่องต่างๆ อยู่หลายเรื่อง เพราะเรามีเพื่อนอยู่ทุกช่อง อาจเป็นเพราะเป็นเด็กหงิมๆ เขาเรียกไปก็ไป ไม่ว่าอะไร ถือว่าเวทีแพรวเปลี่ยนชีวิต เพราะทุกวันนี้ไปเดินตามถนนยังมีคนจำได้ เข้ามาจับมือทักทายว่าปูเคยเป็นสาวแพรวคนหนึ่ง

“ปูทำงานในวงการบันเทิงและแฟชั่นจนรู้สึกอิ่มตัว จึงผันตัวเองออกมาทำธุรกิจหลายอย่างมาก ช่วงแรกทำอินทีเรียร์ดีไซน์แต่งบ้านให้ลูกค้า เขาพอใจก็แนะนำต่อ จนเราได้โปรเจ็กต์ใหญ่ขึ้น จากบ้านกลายเป็นโรงแรมขนาดเล็กไม่กี่ห้องแล้วขยายไปเป็น 300 – 500 ห้อง โดยสามีกับปูเป็นคนหางาน ออกแบบ และรับเหมาเอง

“จนถึงช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง หลายคนพังหมด ปูก็พัง ทั้งยังถูกโกงจนเกือบไม่มีเงิน แต่ปูกับสามีไม่ยอมแพ้ ลุกขึ้นหาช่องทางใหม่ แล้วเราก็ไปเห็นว่าทุกอย่างล้ม แต่ซูเปอร์มาร์เก็ตขึ้น เราจึงไปดูว่าจะทำอะไร ก็ไปทำรถเข็นและเชลฟ์วางสินค้าส่งตามซูเปอร์มาร์เก็ต  ทำมาหลายปีรู้สึกว่าเหนื่อยและเริ่มตัน เลยคิดว่าน่าจะหาทางทำอย่างอื่น

“ปูก็เปลี่ยนมาทำเอเจนซี่ขายห้องพักโรงแรมในเว็บไซต์ ซึ่งตอนนั้นยังไม่ค่อยมีใครทำ และเป็นยุคที่อินเทอร์เน็ตเพิ่งเริ่มไม่นาน ปูทุ่มเทมาก ได้เงินมาก แต่สุขภาพกลับแย่ลง ทุกอย่างเริ่มแย่ไปหมด ก็ถามตัวเองว่าจะทำงานแบบนี้ไปจนป่วยหรือ เห็นหลายคนที่ทำงานเครียดมากจนต้องเข้าโรงพยาบาล ปูไม่อยากเป็นแบบนั้น จึงตัดสินใจหยุด เพราะคิดว่ามีเงินและทุกอย่างพอแล้ว

keyboard_arrow_up