กาลครั้งหนึ่งจากนายแบงก์หนุ่มอนาคตไกล เกือบสูญเสียทุกอย่างแม้กระทั่งชีวิต

หากกำลังอกหัก รักคุด เงินหมด ตกงาน แล้วคิดว่าตัวเองโชคร้ายสุดๆ หากได้อ่านเรื่องราวของ “วัจกร วีระพันธ์” คงพอทำให้หลายคนมีกำลังใจขึ้น เพราะจากนายแบงก์อนาคตไกล ภายในเวลาไม่ถึงอาทิตย์เขาสูญเสียหลายอย่าง สุดท้ายต้องเสียศูนย์จนเกือบสูญเสียแม้กระทั่งชีวิต

“บ้านเกิดผมอยู่ที่จังหวัดตรัง เรียนจบด้านคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา สมัยประมาณ 20 ปีที่แล้วคอมพิวเตอร์ยังไม่เป็นที่นิยม จึงหางานยากมาก จะมีก็แต่งานธนาคาร ผมจึงเข้ากรุงเทพฯ ได้ทำงานที่ธนาคารแห่งหนึ่งในตำแหน่งโปรแกรมเมอร์จนปี 2541 เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ธนาคารถูกเทคโอเวอร์ ผมถูกย้ายมารับผิดชอบด้านข้อมูล จากงานธนาคารที่โบนัสสูงลิ่วกลายเป็นไม่มีโบนัส อัตราเงินเดือนขึ้นแค่ 120 บาทต่อปี ทนอยู่ในภาวะนี้ 4 – 5 ปี พอมีผู้ใหญ่ชวนไปทำงานธนาคารเปิดใหม่พร้อมข้อเสนอเงินเดือนและตำแหน่งสูงขึ้น ผมตอบตกลงโดยไม่คิด

“จากพนักงานโปรแกรมเมอร์ก็ได้เลื่อนขั้นเป็นผู้จัดการโปรเจ็คท์ดูแลโครงการ โครงงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ ความที่ศูนย์ข้อมูลของธนาคารทำงานบนออนไลน์ เพราะฉะนั้นงานจึงไม่เป็นเวลา บางโปรเจ็คท์ต้องกินอยู่หลับนอนอยู่ในศูนย์ระบบข้อมูลนานเป็นเดือน กระทั่งคืนหนึ่งรู้สึกเหมือนท้องเสีย แต่ถ่ายไม่ออก จู่ๆ รู้สึกหิว ผมจึงดื่มนม แทนที่อาการจะดีขึ้น กลายเป็นว่าปวดจุกท้องจนหายใจไม่ออก เหงื่อไหลท่วมตัว ทุกอย่างเกิดขึ้นไม่ถึงครึ่งชั่วโมง คิดว่าต้องตายแน่แล้วก็วูบไป กระทั่งมาฟื้นตอน 7 โมงเช้า เจ็บท้องมาก ผมเรียกแท็กซี่ไปโรงพยาบาล หมอบอกว่าเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งไม่ได้เกิดจากโรคกระเพาะ แต่เกิดจากความเครียดสะสม เป็นอีกโรคที่พนักงานออฟฟิศมักจะเป็น ผมรอดมาได้ถือว่าโชคดีมาก นอนพักอยู่โรงพยาบาลประมาณ 2 สัปดาห์ก็กลับไปทำงาน

“งานกำลังดำเนินไปได้ด้วยดี จู่ๆ โปรเจ็คท์ที่ผมรับผิดชอบไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งส่งผลกระทบในวงกว้าง เพื่อนร่วมงานโทษผมว่าเพราะผมไม่เข้าไปดูแลจึงเกิดความผิดพลาด ซึ่งตามระบบงานคนคนนี้ต้องส่งมอบงานให้ผมก่อนจึงเข้าไปดูแลได้ แต่โปรเจ็คท์นี้เขายังไม่ได้ส่งมอบ แล้วก็พยายามหาเรื่องเพื่อดิสเครดิตผมกับลูกค้า หลายครั้งเข้าใจคำว่ายิ่งสูงยิ่งหนาวเลยว่าเป็นแบบนี้เอง ทั้งอึดอัด กดดัน ไม่มีความสุข ผมเริ่มปวดท้องเหมือนเดิมอีก ทีนี้ผมไม่ทนแล้ว รีบไปโรงพยาบาลเลย หมอฉีดยาแล้วให้นอนดูอาการ 7 ชั่วโมงจึงกลับบ้าน แต่พอหนึ่งเดือนผ่านไปอาการปวดท้องก็กลับมาอีก ทีนี้หมอคนเดิมบอกเพียงว่า หากไม่อยากตายก่อนวัยอันควรให้รีบไปออกกำลังกาย ตอนนั้นใจเป็นห่วงคุณพ่อคุณแม่ว่า หากผมตายก่อน ใครจะดูแลท่าน เพราะฉะนั้นจากที่ไม่เคยออกกำลังกายเลย ก็ฝืนตื่นตี 5 ไปวิ่งที่สนามราชมังคลากีฬาสถานทุกวันเป็นเวลา 6 เดือน น้ำหนักลดลง 10 กิโลกรัม แม้ความเครียดยังอยู่ แต่แปลกตรงที่ไม่ปวดท้องอีก ตั้งแต่นั้นผมจึงออกกำลังกายเป็นประจำ สัปดาห์ละ 4 – 5 วัน

2

“ระหว่างนั้นแม้ผมจะย้ายไปทำงานธนาคารอื่น แต่เพื่อนร่วมงานคนเดิมก็ยังตามราวีไม่เลิก ยิ่งไม่ตอบโต้ก็ยิ่งได้ใจ จากที่ไม่ชอบเปลี่ยนงาน กลายเป็นเปลี่ยนงานบ่อยมาก ทำงานที่ไหนก็ไม่มีความสุข อึดอัด จนปี 2551 ผมเบื่อสังคมถึงขีดสุด ตัดสินใจลาออก แม้ผู้ใหญ่เรียกตัวไปทำงาน แต่ผมไม่อยากเจอกับสภาพเดิมๆ อีก จึงเลือกทำงานเป็นฟรีแลนซ์

“แต่ยังไม่ทันได้เริ่มงาน พี่สาวที่อยู่จังหวัดตรังโทร.มาว่า คุณพ่อหายใจไม่ออก หมดสติกะทันหัน ผมรีบโทร.หาน้องชายซึ่งทำงานที่กรุงเทพฯเหมือนกัน นัดกันกลับตรัง พอเก็บของเสร็จ กำลังจะออกจากบ้าน พี่สาวโทร.มาบอกว่า คุณพ่อเสียแล้วด้วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเฉียบพลัน วินาทีนั้นรู้สึกเหมือนตัวเองยืนอยู่ริมหน้าผา เคว้งคว้างอย่างบอกไม่ถูก มองกระเป๋าเดินทางอย่างงงๆ จากเสื้อผ้าปกติกลายเป็นต้องเปลี่ยนเป็นสีดำ แล้วผมก็สะดุ้งสุดตัว จู่ๆ เสียงโทรศัพท์ดัง น้องชายโทร.ตามให้รีบมาขึ้นรถที่จุดนัดหมาย เป็นห่วงคุณแม่ พี่สาวบอกท่านทำใจไม่ได้ เพราะตลอดเวลาคุณพ่อไม่ได้มีอาการบ่งบอกใดๆ เลยว่าไม่สบาย แล้ววันนั้นท่านออกไปซื้อของด้วยกันเพื่อเตรียมทำบุญวันเกิดให้คุณพ่อในอีก 4 วันถัดไป พอกลับถึงบ้านท่านล้มแล้วจากไปเลย แต่ผมต้องแปลกใจ เพราะช่วงงานศพคุณแม่เข้มแข็งมาก ยืนรับแขกทั้งวันโดยไม่ทานอะไรเลย แม้ลูกพยายามคะยั้นคะยอให้ทาน แต่ตักใส่ปากคำเดียวก็วางช้อน ท่านพยายามทำงานเพื่อให้ลืม ถึงกลางคืนไม่นอน เป็นอย่างนี้ตลอด 7 – 8 วัน น้ำหนักท่านลดฮวบ ถึงวันเผาศพท่านเป็นลมแล้วเป็นลมอีก 4 – 5 รอบ จนต้องเข้าโรงพยาบาล จากนั้นท่านกินไม่ได้ นอนไม่หลับ ขนาดหมอให้ยานอนหลับแล้วก็ตาม ภาพที่คุณแม่ตื่นมาพับเสื้อผ้าคุณพ่อ ลุกไปจัดของในมุมที่คุณพ่อเคยนั่งประจำแล้วเพ้อว่าคุณพ่อเดินอยู่ในบ้าน ผมเห็นแล้วสะเทือนใจมาก

“พอเก็บกระดูกคุณพ่อเสร็จ แม้จะห่วงคุณแม่มากเพียงใด แต่ผมกับน้องชายต้องกลับมาทำงาน อย่างน้อยก็วางใจว่ายังมีพี่สาวดูแลอยู่ วันนั้นน้องชายขับรถ ผมนั่งข้างคนขับ น้องชายลูกอานั่งเบาะหลัง เราออกจากตรังตอนเที่ยงคืน ถนนค่อนข้างโล่ง น้องชายขับเลนขวา ใช้ความเร็วประมาณ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ประมาณ 7 โมงเช้าใกล้ถึงตัวเมืองปราณบุรี ขณะนั้นผมสังเกตว่ารถสิบล้อคันหนึ่ง คาดว่าคงหลับใน จากที่วิ่งเลนซ้ายค่อยๆ เบียดจนรถครูดกับประตูฝั่งที่ผมนั่ง จากแรงเบียดทำให้รถเราเอียงวูบตกร่องกลางถนน นั่นยังไม่ตกใจเท่ากับผมเห็นต้นไม้อยู่ข้างหน้า ก่อนตามมาด้วยเสียงโครม พร้อมกับเสียงกระจกแตก ตามด้วยเสียงผมกับน้องชายร้องลั่นรถ ณ วินาทีนั้นผมคิดถึงคุณพ่อทันที สงสัยพวกเราคงไปอยู่กับท่านแน่นอน โชคดีที่น้องชายมีสติ พยายามบังคับให้รถชนต้นไม้ตรงกึ่งกลางรถเพื่อให้แอร์แบ็กทั้งฝั่งผมกับฝั่งคนขับทำงาน ด้วยความที่เป็นอีโคคาร์ น้องชายจึงประคองรถไม่ให้คว่ำ ไม่อย่างนั้นอาจตายยกคัน

“รถจอดอยู่ในสภาพเอียงกระเท่เร่ตามทางลาดของร่องกลางถนน หน้ารถชนเข้ากับต้นไม้ ฝั่งด้านผมอยู่บนเนิน ตัวจึงเหมือนแขวนติดไว้ด้วยสายเข็มขัดนิรภัย ส่วนน้องชายเอียงอยู่ด้านล่าง ที่หวาดเสียวกว่านั้นคือผมได้กลิ่นน้ำมัน จึงพยายามปลดสายเข็มขัดเพื่อดึงตัวน้องขึ้น แต่ปลดไม่ออก ระหว่างนั้นผมเห็นเจ้าหน้าที่กู้ภัยมาตัดสายเข็มขัดแล้วดึงตัวผมออกมาทางกระจกหน้า แล้วจับนอนอยู่ที่พื้น ณ ตอนนั้นทั้งที่เจ็บคอจนขยับไม่ได้ แต่ความเป็นห่วงน้องก็พยายามบอกเจ้าหน้าที่กู้ภัยว่าได้กลิ่นน้ำมัน

1

“จากนั้นเจ้าหน้าที่กู้ภัยดึงตัวน้องชายทั้งสองคนออกมาอย่างทุลักทุเล เพราะต้องระวังไม่ให้รถคว่ำ แล้วนำตัวพวกเราส่งโรงพยาบาล ผมถูกสายเข็มขัดนิรภัยบาดตั้งแต่คอยาวจนถึงเอว เจ็บคอจนพูดไม่ออก ตอนพยาบาลล้างแผลแสบจนขยับตัวไม่ได้เลย น้องชายขาหัก มีแผลเย็บหลายแผล ลูกอาที่นั่งเบาะหลังมีเลือดออกที่เบ้าตา ศีรษะแตก อวัยวะภายในบอบช้ำ ขาหัก ต้องผ่าตัดด่วน พวกเราถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ ผมเข้าเอกซเรย์ซีทีสแกนทั้งคอและท้องที่ถูกสายเข็มขัดนิรภัยรัดจนเป็นแผลช้ำ ก็ไม่มีอะไรผิดปกติ แต่หมอกลัวอวัยวะภายในบอบช้ำ จึงสั่งตรวจเอกซเรย์เอ็มอาร์ไอซ้ำ ก็ไม่เห็นความผิดปกติ จึงให้รอดูอาการพร้อมกับสั่งงดอาหารเพื่อดูว่าลำไส้แตกหรือเปล่า วันรุ่งขึ้นนอกจากคอที่ขยับไม่ได้อยู่แล้ว แขนขวาก็ยังขยับไม่ได้อีก หมอจึงสั่งทำเอ็มอาร์ไอด่วน เพราะกลัวว่ากระดูกคอข้อที่ 3 ร้าวแล้วทำให้ประสาทคอมีปัญหา มีโอกาสเป็นอัมพาตสูง ปรากฏว่าก็ไม่พบความผิดปกติอีกเช่นกัน หมอจึงให้ใส่เฝือกอ่อนไว้เพื่อดูว่าคอจะบวมไหม 2 วันผ่านไปถอดเฝือกก็ปกติ หมอบอกกลับบ้านได้ ผมตกใจ เพราะเจ็บคอและแผลมากจนไม่สามารถยกคอเกร็งท้องลุกขึ้นจากเตียงได้เลย ตัวตึงเป็นท่อนไม้ กลัวเป็นอัมพฤกษ์มาก

“รุ่งขึ้นผมได้คุยกับหมอนิติเวช เขาบอกว่าข้อดีจากการที่ผมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จึงทำให้มีชั้นกล้ามเนื้อที่แข็งแรง หากเป็นคนผอมบางอาจคอหักได้ เพราะสายเข็มขัดนิรภัยคงบาดลึกลงถึงกระดูก แต่หากไม่มีเข็มขัดนิรภัยก็คงจบชีวิตอย่างไม่มีทางเลือก ตัวผมคงอัดก๊อปปี้กับต้นไม้แน่นอน ถึงอย่างไรชีวิตก็เสียศูนย์ เพราะผมปฏิเสธบริษัทต่างๆ ที่เคยมาชวนไปทำงาน แล้วแต่ละที่ให้เงินเดือนเกือบแสนอย่างน่าเสียดาย ใจหนึ่งก็เป็นห่วงว่าจะไม่มีเงินรักษาตัว เพราะบางอย่างประกันไม่ครอบคลุม แต่ก็ต้องตัดใจ แค่ลุกจากเตียงยังต้องพลิกตัวลงมาให้เท้าแตะพื้นก่อนแล้วค่อยยันตัวนั่ง ผมสั่งทุกคนไม่ให้บอกคุณแม่ เพราะลำพังท่านเสียคุณพ่อก็แย่อยู่แล้ว หากรู้ว่าพวกผมประสบอุบัติเหตุอีกท่านต้องทรุดแน่ ขณะนั้นทำให้เราเข้าใจเลยว่าสภาพคนพิการเป็นอย่างไร ไหนแขนจะยกไม่ขึ้น เสื้อยืดใส่ไม่ได้ เสื้อเชิ้ตต้องนอนใส่จึงจะใส่ได้ บริเวณรอบเอวอักเสบ ใส่กางเกงก็เจ็บ หมอให้ประคบด้วยกระเป๋าน้ำร้อน ช่วงอาทิตย์แรกหมอให้นอนเฉยๆ ผมบอกตัวเองเลยว่า หากนอนเฉยๆ ตามที่หมอแนะนำคงพิการแน่ เพราะยกไหล่ไม่ได้เลย

“ผมตัดสินใจเข้ายิมทั้งที่แผลเต็มตัว มั่นใจว่าอย่างน้อยผมมีความรู้เรื่องการออกกำลังกายและการทำกายภาพ พยายามหาหนังสือมาอ่านเพิ่มว่าอุปกรณ์ตัวไหนช่วยเสริมในกรณีเกิดอุบัติเหตุ ทุกเช้าผมใส่เสื้อปิดถึงคอไปฟิตเนส อย่างแรกผมต้องยกแขนกับไหล่ให้ได้ เพราะไม่อย่างนั้นทำงานไม่ได้ จากที่เคยยกน้ำหนักได้ 10 – 20 กิโลกรัม แต่แค่ 5 กิโลกรัมผมร้องลั่น เจ็บจนน้ำตาไหล พยายามกัดฟันสู้อยู่ประมาณ 3 เดือน พอยกแขนและหมุนคอได้โดยไม่เจ็บ จากนั้นก็ฝึกซ้ำอีก 6 เดือน ไปฟิตเนสเกือบทุกวัน เริ่มใส่เสื้อเชิ้ตได้ แม้จะยกแขนได้ไม่สุดเหมือนก่อนก็ดีใจแล้ว คอเป็นปกติ รอยช้ำบริเวณรอบเอวทำซีทีสแกนก็เป็นปกติ

“ระหว่างนั้นผมไปเยี่ยมคุณแม่ เพราะท่านยังเห็นภาพหลอน เห็นคุณพ่อเดินอยู่ในบ้าน ผมใส่เสื้อผ้ามิดชิดไม่ให้ท่านเห็นรอยแผล พยายามรักษาตัว ปีแรกนั่งไม่ได้เลย เจ็บกระดูกสันหลังร้าวถึงก้นกบ ศีรษะหนักจนต้องพิง หากเดินหรือวิ่งลงส้นเท้าจะเจ็บแปลบขึ้นถึงกระดูกสันหลังแล้วทรงตัวไม่อยู่ ถึงวันนี้ผ่านมา 3 ปีแล้วก็ไม่สามารถกลับมาได้ 100 เปอร์เซ็นต์ นั่งขัดสมาธิหรือนั่งพับเพียบไม่ได้ ตัวคะมำ เพราะจุดศูนย์ถ่วงเสีย กลายเป็นคนผวาเข็มขัดนิรภัย ไม่กล้าคาด แค่โดนคอก็สะดุ้ง

“แต่หากวันนั้นไม่มีเข็มขัดนิรภัย ผมคงไม่มีโอกาสมีชีวิตมาเล่าได้อย่างวันนี้”

ที่มา : คอลัมน์ครั้งหนึ่ง ในนิตยสารแพรวฉบับที่ 894

keyboard_arrow_up