เทคนิคบริหารความเสี่ยงอย่างชาญฉลาด จากหนี้ร้อยล้านสู่เจ้าสัว “เหล็ก” พันล้าน “วิชิต รัตนศิริวิไล”

อย่างที่เราต่างทราบกันดีว่าวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งเมื่อปี พ..2540 ถือเป็นฝันร้ายของคนทำธุรกิจจำนวนผู้ประสบเหตุการณ์ซึ่งงผ่านจุดนั้นมาได้มีเพียงไม่มาก ถือเป็นบททดสอบที่ทำให้ทั้งเจ้าของและกิจการเติบโตไปอีกขั้น ครั้งนี้ The Secret of Wealth จึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะนำพาทุกคนมารู้จักกับ คุณวิชิต รัตนศิริวิไล ผู้บริหาร บริษัท ไทยสตีลโปรไฟล์ จำกัด (มหาชน) หรือบางคนอาจเคยรู้จักในชื่อ เหล็ก TSC ผู้ที่พลิกวิกฤติให้กลายเป็นโอกาส จากหนี้ 400 ล้านสู่ทำเนียบเจ้าสัวระดับพันล้านของเมืองไทย เขามีหลักการบริหารอย่างไรต้องติดตาม

จุดเริ่มต้นเส้นทางสายเหล็ก

ย้อนกลับไปเมื่อปี พ..2533 เมื่อ บริษัท ไทยสตีลโปรไฟล์ จำกัด (มหาชน) ได้ก่อตั้งขึ้นเพื่อประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่าย เหล็กเส้นทรงยาวประเภทเหล็กเส้นกลม เหล็กข้ออ้อย และเหล็กเส้นสี่เหลี่ยมจัตุรัสคุณภาพสูง เพื่อตอบสนองความต้องการเหล็กเส้นคอนกรีต สำหรับงานโครงสร้างต่างๆ อาทิ อาคาร ตึกสูง โรงงาน ถนน สะพาน ทางด่วน เขื่อน สนามบินและงานโครงสร้างอื่นๆ ครอบครัวของคุณวิชิตก็เป็นเช่นเดียวกับครอบครัวอื่นที่มุ่งประกอบกิจการของตนเองให้ดีที่สุด พวกเขาไม่คาดมาก่อนเลยว่าจะได้พบกับบททดสอบครั้งสำคัญของชีวิต

วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง

ระบบการเงินทั่วทั้งเอเชียระส่ำระสาย ธุรกิจต่างๆ ล้มละลายนี่คงนิยามถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นได้เป็นอย่างดี ชีวิตทางธุรกิจของครอบครัวคุณวิชิตพลิกกลับ เมื่อก่อนกิจการเหล็กของครอบครัวมีแผนการดำเนินธุรกิจแบบเดิมซึ่งเน้นค้าขายเฉพาะกลุ่มก่อสร้างทั่วไป ทำให้ขาดสภาพคล่องทางการเงินให้อย่างหนักและกลายเป็นหนี้สูงถึง 400 ล้านบาท! ในตอนนั้นคุณวิชิตเป็นคนหนุ่มที่เพิ่งเรียนจบปริญญาโทจากประเทศอังกฤษมาหมาดๆ ยังไม่มีความเชี่ยวชาญในการบริหารธุรกิจจริงเลย แต่ด้วยหน้าที่และความรับผิดชอบต่อครอบครัว เขาจึงต้องกู้วิกฤตครั้งนี้ให้ได้

เขาพาธุรกิจไปยังที่ที่ไม่เคยไป

ในปี พ..2540 นั้นเองที่ทางบริษัทได้เริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ครั้งแรก โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่จังหวัดสมุทรสาคร และโรงงานผลิตตั้งอยู่ที่จังหวัดระยอง ดำเนินการผลิตด้วยเครื่องจักรที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงจากประเทศในแถบยุโรป นำผลิตภัณฑ์ออกจำหน่ายสู่ตลาดภายใต้แบรนด์สินค้า TSC

คุณภาพคือจุดแข็งเสมอ

สิ่งสำคัญที่ทำให้เราฝ่าฟันปัญหาต่างๆ มาได้ คือเรื่องของมาตรฐานและคุณภาพของสินค้าที่เราผลิต โดยคำจำกัดความของผลิตภัณฑ์เราคือเหล็กทุกเส้น ต้องมีคุณภาพ คุณวิชิตตอกย้ำจุดยืนของตนเองอย่างหนักแน่น นั่นเพราะผลิตภัณฑ์ของบริษัทได้ผ่านการตรวจสอบองค์ประกอบทางเคมีของเหล็ก และผ่านกระบวนการทดสอบหลายขั้นตอน

จนได้รับการยอมรับและได้รับการรับรองตามมาตรฐานอุตสาหกรรม มอก. 20-2543 / มอก. 24-2548 “ไม่ว่าเราจะผลิตเหล็กออกมากี่ล้านเส้น เหล็กทุกเส้นจะต้องมีคุณภาพและผ่านการทดสอบมาตรฐานมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ISO 9000, ISO 14001 รวมถึงระบบควบคุมคุณภาพ และระบบควบคุมค่าองค์ประกอบทางเคมี ทุกอย่างต้องผ่านหมด เราจะรักษาคุณภาพสินค้าและบริการให้ได้มาตรฐานสม่ำเสมอ มีการพัฒนาสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจที่สุด”              

บริหารความเสี่ยงด้วยความเสี่ยง

จะมีธุรกิจระดับนี้กี่รายที่กล้าเสี่ยงให้ลูกค้าใช้สินค้าก่อน “ในช่วงที่เข้ามาดูธุรกิจช่วงแรกคิดอย่างเดียวว่าจะทำให้อย่างไรมีออเดอร์ได้ เราต้องออกไปหาลูกค้าไปทำให้เค้ารู้จักสินค้าของเรา จำได้ว่าโครงการแรกที่เดินเข้าไปคุย คือ โครงการทางด่วนโทลเวย์บางนา โดยเดินเข้าไปหา Project manager ของโครงการโดยตรง ไปพูดคุยถึงจุดประสงค์จนลูกค้าเริ่มสนใจสินค้าของเรา แต่มีข้อแม้ว่าสินค้าทุกอย่างต้องผ่านการทดสอบเรื่องมาตรฐานเสียก่อน เมื่อเรามั่นใจว่าสินค้าเราผ่านมาตรฐานทุกอย่าง แล้วนำไปเสนอ ลูกค้าตกลงที่จะเลือกใช้เหล็กจากเรา แม้ว่าราคาขายถูกกว่าคู่แข่งก็ต้องยอมเพื่อให้ลูกค้าได้ลองใช้สินค้าเราจนเกิดความมั่นใจ เพราะเรามองในระยะยาวว่า โครงการนี้เป็น Mega project ถ้าลูกค้าเลือกเรา ให้เราได้เดินเครื่องผลิตได้ ในระยะยาวก็อาจเกิดความคุ้มทุน” คุณวิชิตอธิบาย

ปลดหนี้และเติบโตไปอีกขั้น

เมื่อประสบความสำเร็จในโครงการแรก “หลังจากนั้นเราก็เริ่มหันมาปรับปรุงเรื่องการผลิตใหม่ เริ่มมีการพูดคุยกับสถาบันการเงินเพื่อนำเงินทุนมาหมุนเวียน ตอนนั้นถือว่าสถาบันการเงินก็ให้โอกาสเราอย่างมาก เราเปิดโรงงานใหม่ ยังไม่มีความชำนาญในหลายๆ ด้าน ก็ได้เริ่มปรับปรุง พัฒนากระบวนการผลิตทุกอย่าง เรียนรู้จากลูกค้าว่ามีความต้องการแบบไหน ตรงไหนที่เรายังขาดก็แก้ไข อุดช่องโหว่ทุกอย่างที่เคยมี จากโครงการทางด่วนโทลเวย์บางนาที่ออเดอร์ของเราในระยะยาวจนจบโครงการ กว่า 2 ปี ออเดอร์การผลิตของเราก็มีมากขึ้น ทำให้ระยะเวลาประมาณ 3 ปี กว่าๆ เราก็สามารถชำระหนี้ให้กับธนาคารจนครบ 400 กว่าล้านบาทได้หมด” ซึ่งหลังจากนั้นทางบริษัทก็ยังเติบโตต่อเนื่อง “เราไม่หยุดพัฒนาและสร้างการเติบโตเพียงเท่านั้น เรามองว่าในช่วงที่หลายๆ โรงงานเหล็กมีการปิดตัวลงไปเรื่อยๆ เรากลับขยายและเปิดโรงงานแห่งที่ 2 เพิ่มในปี พ..2556 ตอนนั้นมีแต่คนมองว่าเรากล้ามาก นั่นเป็นโอกาสที่ดีถ้าเราสร้างโรงงานขึ้นมาเอง ออเดอร์ก็จะมาอยู่ที่เรา เรียกว่าพลิกวิกฤตเป็นโอกาส จนตอนนี้เรากล้าพูดได้ว่าผลิตภัณฑ์เหล็กเส้นของบริษัทเราเข้าไปอยู่ในเกือบทุกโครงการ โดยเฉพาะระดับ Mega Pproject อย่างรถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน สนามบินสุวรรณภูมิ หรือภาคอสังหาฯ ที่เติบโตมากขึ้น เราเชื่อว่าเกือบทุกโครงการใช้เหล็กเส้นของ TSC เพราะมั่นใจในสินค้าของเรามีการรับประกันทุกเส้นจริงๆ”

ธุรกิจของตนเองในวันนี้

การบริหารธุรกิจเหล็กมันมีความผันผวนอยู่ตลอดเวลา ความเสี่ยงก็มีเยอะ คนที่จะเข้ามาดูแลเรื่องนี้ต้องศึกษาและทำความเข้าใจกับสินค้าของตัวเองให้ละเอียดที่สุด จะได้เอาไปคุยไปบอกกับลูกค้าได้ ที่สำคัญต้องมีความซื่อสัตย์ต่อลูกค้าแบบจริงใจ อย่างเราบอกว่าเหล็กของเราทุกชิ้นมีคุณภาพที่ผ่านการตรวจสอบมาหมดแล้ว เหล็กของเราก็ต้องมีคุณภาพจริงๆ เมื่อลูกค้าเกิดความมั่นใจ ได้ลองใช้ก็เกิดการบอกต่อในสิ่งดีๆ แบบปากต่อปาก ต่อให้มีสินค้าราคาถูกจากจีนทะลักเข้ามาแค่ไหน เราก็ไม่กลัว เพราะสินค้าเรามีคุณภาพกว่า มีมาตรฐานสูงกว่าเหล็กจากจีนแน่นอนเหล็กไม่ใช่จะใช้แบบไหนก็ได้ลูกค้าจะเลือกคุณภาพมากกว่าราคาที่ถูก บริษัทจะเน้นเรื่องคุณภาพสินค้าเป็นหลัก ทำให้ได้รับความเชื่อถือตลอดมา” เพราะมุมมองนี้นี่เองที่ทำให้คุณวิชิตก้าวสู่ทำเนียบเจ้าสัวระดับพันล้านของเมืองไทย “ทุกวันนี้ในธุรกิจผลิตเหล็กของเราทุกอย่างถือว่าค่อนข้างลงตัว ภายใต้มาตรฐานการผลิตทุกอย่าง รวมถึงระบบ R&D (Research and development) เราใส่ใจและให้ความสำคัญในเรื่องการวิจัยและพัฒนาสินค้าทุกชิ้น เพราะในการก่อสร้างโครงสร้างทุกอย่าง โดยเฉพาะโครงการใหญ่ๆ หากเหล็กไม่มีคุณภาพ อาจโดนรื้อทั้งโครงการได้ ดังนั้นการสร้างมาตรฐานให้สินค้ามีคุณภาพและประสิทธิภาพให้เป็นที่พึงพอใจของลูกค้าจึงเป็นสิ่งสำคัญ ถือเป็นเครื่องมือเชิงรุกที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ผมมองว่าในวิกฤตมีโอกาสอยู่เสมอ เหมือนเหรียญที่มีสองด้าน มีทั้งแง่ดีและร้าย ส่วนใหญ่เราก็ไม่ได้อยู่ในจุดที่ดีและร้ายตลอด อาจจะมีสิ่งดีและไม่ดีปะปนกันไป เราควรเลือกมองในมุมที่เป็นมุมบวก และทำทุกวันให้ดีที่สุด เราจะตั้งเป้าหมายไว้ว่าวันนี้จะทำอะไรและทำมันให้ดีที่สุด โดยที่ไม่คาดหวังอะไรจนเกินไป ตั้งเป้าอะไรให้พอดี ไม่คาดหวังมาก ไม่ผิดหวังมาก”

วางแผนทางการเงินอย่างรอบคอบเสมอ

เราไม่รู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น จึงควรมีการเตรียมพร้อมรองรับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ ตั้งแต่ผ่านพ้นวิกฤติช่วงต้มยำกุ้งมาได้ ผมกล้าพูดได้ว่าบริษัทเราไม่เคยบริหารแล้วขาดทุนเลยสักปี เพราะเรามีที่ปรึกษาเป็นสถาบันการเงินที่ดี เราสร้างความมั่นคงในเรื่องระบบการเงิน โดยให้สถาบันการเงินเข้ามาช่วยดูแล บริหารในส่วนที่ควรเอาไปต่อยอดเพิ่ม การจะทำให้เราอยู่รอดได้ในสถานการณ์ที่ผันผวนตลอดเวลา ต้องรู้จักการบริหารความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นค่อนข้างเยอะ”

อุ่นใจที่มีผู้เชี่ยวชาญอย่าง TMB คอยดูแลด้านการเงิน

“ผมมักจะนำเงินที่มีไปต่อยอดให้เกิดมูลค่าเพิ่มขึ้นโดยมี TMB เป็นผู้ช่วยในส่วนนี้ตรงนี้ ที่ผ่านมาก็มีความพอใจในเรื่องผลตอบแทนที่ดีมาโดยตลอด จุดไหนที่มองว่าเริ่มกำไรน้อยผู้เชี่ยวชาญจาก TMB ก็จะแนะนำให้ลงทุนในกลุ่มที่มีกำไรมากขึ้น คอยดูแลให้เราทั้งหมด เราก็หมดห่วง และเอาเวลาที่มีไปบริหารงานของเราให้ดียิ่งขึ้นการเลือก TMB ให้เข้ามาดูแลด้านการเงินของเรา ทำให้อุ่นใจได้ว่าเงินตรงส่วนนี้มีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลให้อยู่แล้ว โดยจะมีการรายงานผลอยู่ตลอดเวลา แถมยังได้รับความรู้ ได้เรียนรู้การบริหารการเงินไปคู่กันด้วย เพราะทางทีมงานจะมีการรายงาน รีวิว อัพเดทข้อมูลอยู่ตลอด ตรงนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีที่สถาบันการเงินมอบให้ลูกค้า ซึ่งถ้าเฉพาะธุรกิจของเราอย่างเดียวความผันผวนมันก็มีเยอะ การนำเงินส่วนหนึ่งไปลงทุนเพื่อความมั่นคงโดยมืออาชีพถือเป็นทางเลือกที่ดีและควรทำอย่างยิ่ง”  

นักลงทุนไม่ควรขาดวินัย

ก่อนจบการพูดคุย คุณวิชิตได้พูดทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า “คนเราไม่ว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ รวมถึงการบริหารธุรกิจ เรื่องการมีระเบียบวินัยในตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ อย่างเรื่องการตรงต่อเวลาเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าคนเรามีวินัยในตัวเองเพียงพอ รักษาเวลา การจะมาสานต่อธุรกิจอะไรเดินหน้าต่อก็จะดีขึ้น เพราะอย่าลืมว่าโลกมีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ทั้งระบบอินเตอร์เน็ต โลก Social ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลง มีเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนการใช้คน ในโรงงานก็จะหันมาใช้ระบบ Automation เยอะขึ้น ดังนั้น ระเบียบวินัยในตัวเอง การศึกษาสิ่งที่ตัวเองทำให้เชี่ยวชาญ เรียนรู้ให้ถ่องแท้ในเรื่องที่ตัวเอง รับผิดชอบ สิ่งเหล่านี้จะพาทุกอย่างไปได้อย่างเป็นระบบและราบรื่นตามสิ่งที่ควรจะเป็น ซึ่งสิ่งนี้ต้องฝึกและเริ่มจากตัวเราเองก่อนเลยอีกอย่างพยายามคิดว่าปัญหาทุกอย่างมีทางออก ชีวิตคนเราไม่ได้ยาวมากนัก ถ้าอยากเจอสิ่งดี ๆ ก็มองด้านดีเข้าไว้ อย่าไปจมกับปัญหาหรือด้านลบที่เห็นเท่านี้ชีวิตก็มีความสุขแล้ว ลองทำแบบผมดู ผมท้าเลย อีกอย่างอะไรที่เป็นวิกฤตพลิกขึ้นมาเป็นโอกาสให้ไวแล้วทุกอย่างจะดีเอง รวมถึงไม่คาดหวังกับทุกสิ่งจนเกินไป ไม่คาดหวังก็ไม่ผิดหวัง แค่ทำทุกสิ่งให้ดีที่สุด แล้วอะไรดี ๆ ก็จะตามมา เชื่อผมสิ”

และทั้งหมดนี้คือมุมมองพร้อมหลักบริหารดีๆ จากเจ้าสัวเหล็กผู้ไม่เคยย่อท้อต่อปัญหาอุปสรรค แม้ว่าสิ่งที่เข้ามานั้นจะทำให้อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดมาก่อน จนดูเหมือนยากแก่การหาทางออก  แต่ด้วยทัศนคติพร้อมวิจารณญาณอันเฉียบคม ก็นำธุรกิจให้ผงาดกลับขึ้นมาได้อีกครั้ง หากใครกำลังกังวลเรื่องความเสี่ยงที่เข้ามาในกิจการ หรือกำลังพบเจออุปสรรค และอาจคิดว่าสิ่งที่เผชิญนั้นช่างยากเข็ญเหลือเกิน เรื่องราวการก้าวผ่านวิกฤตและนำพาธุรกิจเติบโตของคุณวิชิต คงสามารถสร้างแรงบันดาลใจ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของผู้ที่ประสบความสำเร็จงดงามอย่างแท้จริง

 

ขอขอบคุณ คุณวิชิต รัตนศิริวิไล สมาชิก TMB WEALTH BANKING
สนใจบริการที่ปรึกษาด้านการลงทุ TMB ADVISORY เพิ่มเติม https://www.tmbbank.com/TMBADVISORY/wb5
ให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์ที่แตกต่าง ด้วยบริการวางแผนทางการเงินการลงทุน รวมถึงสิทธิประโยชน์ด้านไลฟ์สไตล์
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 
TMB EXCLUSIVE LINE 0-2055-1558

keyboard_arrow_up