"บงจุนโฮ"

บิดาแห่งหนังเกาหลียุคใหม่ “บงจุนโฮ” เจ้าของรางวัลปาล์มทองคำ 2019

"บงจุนโฮ"
"บงจุนโฮ"

ย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ผู้กำกับชาวเกาหลีใต้ “บงจุนโฮ” สร้างประวัติศาสตร์ให้แก่วงการภาพยนตร์เกาหลีใต้ เมื่อผลงานชิ้นล่าสุดของเขา “ปรสิต” (Parasite) โดนใจคณะกรรมการ ทำให้คว้ารางวัลปาล์มทองคำ (Palme d’Or) ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ครั้งที่ 72 สำเร็จเป็นครั้งแรก ทั้งนี้ในวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวจะถูกนำมาฉายในเมืองไทย ซึ่งเราก็ได้มีบทสัมภาษณ์เบื้องลึกและเบื้อหลังการทำงานของผู้กำกับคนนี้มาให้ได้อ่านกันด้วย

"บงจุนโฮ"

ชื่อเรื่อง Parasite มีความหมายอย่างไรกันแน่?

“ตอนแรกทุกคนต่างคาดหวังว่า Parasite จะต้องเป็นหนังสัตว์ประหลาดหรือหนังไซ-ไฟแน่นอน เพราะมันเชื่อมโยงจากหนังเรื่องก่อนของผมอย่าง The Host แต่อย่างที่เคยพูดไว้ ตัวละครในหนังเรื่องนี้คือมนุษย์ เป็นครอบครัวที่ใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้จริงๆ อยากใช้ชีวิตผูกสัมพันธไมตรีกับผู้อื่น แต่มันไม่ได้ผลสำหรับพวกเขา ดังนั้นพวกเขาเลยถูกผลักให้ต้องมีความสัมพันธ์แบบปรสิต ผมมองว่ามันเป็นหนังแนวโศกสุข (โศกนาฏกรรมผสมสุขนาฏกรรม) ที่เต็มไปด้วยความตลก ความสยอง และความเศร้า เมื่อคำนึงถึงว่าคุณอยากใช้ชีวิตอย่างเปี่ยมสุข ประสบความสำเร็จ แต่มันยากเย็นเหลือเกิน ชื่อหนังมีความเย้ยหยัน ประมาณเดียวกับชื่อภาษาเกาหลีของ Memories of Murder ที่มีความหมายแฝงถึงความอบอุ่น ความทรงจำอันแสนสุขสันต์ แต่มันดูแปลกใช่ไหม ที่ชื่อความหมายดีๆ ถึงเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ฆาตกรรมได้ ตัวหนังแสดงให้เห็นถึงความทรงจำของยุคสมัยผ่านเหตุการณ์ฆาตกรรมต่อเนื่องที่ฮวาซ็อง ด้านของ Parasite เองก็มีชื่อเรื่องที่เสียดสีเย้ยหยันในลักษณะคล้ายๆ กัน”

คุณจัดประเภทหนังเรื่อง Parasite ไว้เป็นหนังประเภทไหน?

“เป็นหนังดราม่าชีวิตคนครับ แต่เล่าถึงยุคร่วมสมัย แม้พล็อตเรื่องจะมาพร้อมเหตุการณ์และสถานการณ์ที่ค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัว แต่มันสามารถเกิดขึ้นได้จริงบนโลก อาจมองได้เหมือนกันว่ามันคือเหตุการณ์จริงเลย ตามข่าวหรือเรื่องในสื่อออนไลน์ แล้วเราเอามาทำเป็นหนังจอใหญ่ ดังนั้นมันจะมีเซ้นส์ของความสมจริง แต่ถ้ามีคนเรียกว่าเป็นหนังอาชญากรรม-ครอบครัว หนังตลก หนังดราม่าเศร้าสร้อย หรือหนังระทึกขวัญสั่นประสาท ผมก็ไม่ว่าอะไร ผมพยายามมากเพื่อพลิกแพลงความคาดหวังของคนดู และผมหวังว่าใน Parasite ผมจะทำสำเร็จ”

ครอบครัวที่เป็นจุดศูนย์กลางของ Parasite คือใครกัน?

“พวกเขาเป็นครอบครัวชนชั้นล่างอาศัยอยู่ในชั้นใต้ดินของอพาร์ตเมนต์ คาดหวังว่าอยากมีชีวิตที่ดี ไมได้ต้องการอะไรเป็นพิเศษ แต่ขนาดหวังเพียงแค่นั้นมันยังเป็นจริงยาก คนพ่อล้มเหลวด้านธุรกิจมาหลายครั้ง คนแม่มีความสามารถด้านกีฬา ฝึกฝนมานาน แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ส่วนลูกชายและลูกสาวก็สอบตกบ่อยจนเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้

กลับกันกับครอบครัวคุณพัค เขาทำงานเป็น CEO ของบริษัทด้านไอที (ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของกลุ่มทุน Chaebol แต่อย่างใด) เป็นคนเก่งมีความสามารถ ร่ำรวย เขามีภรรยาสาวแสนสวย มีลูกสาวและลูกชายน่ารักกำลังอยู่ในวัยเรียน แต่คุณพัคเป็นพวกบ้างาน พวกเขาถูกมองว่าเป็นครอบครัวในอุดมคติท่ามกลางบรรดากลุ่มชนชั้นสูงในสังคมทั้งหมด”

"บงจุนโฮ"

คุณเอาเหตุผลอะไรมาใช้คัดเลือกนักแสดงในหนัง?

“ในหนังเรื่องนี้ สำคัญมากที่ต้องรวมตัวนักแสดงที่สามารถเล่นด้วยกันอย่างเข้าขา เป็นทีมที่เปี่ยมประสิทธิภาพแบบทีมฟุตบอล พวกเขาต้องทำให้เห็นภาพของความเป็นครอบครัวเดียวกันได้ตั้งแต่แรกเห็น ผมต้องคิดหนักมากครับ คนแรกที่ผมเลือกคือ ซงคังโฮ จากนั้นผมถ่าย Okja แล้วได้ร่วมงานกับ ชเววูชิก ผมว่าน่าจะดีเหมือนกันถ้าให้เขามาเล่นเป็นลูกของ ซงคังโฮ แล้วก็ได้ พัคโซดัม มาเล่นเป็นน้องสาว เธอมีฝีมือการแสดงที่ดีมาก มีความโดดเด่น ทำให้เส้นแบ่งความจริงดูพร่าเลือน การได้พวกเขามาเล่นสำคัญมาก เพราะพวกเขาต้องอยู่ด้วยกันแล้วทำให้รู้สึกว่าเป็นครอบครัวเดียวกันจริงๆ ส่วนนักแสดงสาว จางฮเยจิน ผมชอบความเข้าใจของเธอและการแสดงออกถึงความแข็งแกร่งของเธอในหนังเรื่อง The World of Us ผมเลยเลือกเธอให้มารับบทเป็นภรรยาของ ซงคังโฮ

ส่วนครอบครัวตระกูลพัคนั้น ผมไม่อยากสร้างภาพให้เป็นครอบครัวชนชั้นนำแบบที่เราเห็นกันตามละครโทรทัศน์ ผมจะเลือกนักแสดงจากภาพลักษณ์ภูมิฐานที่ดี ผมประทับใจเสน่ห์หลากหลายแง่มุมของ อีซอนกยุน มาตลอด เลยเลือกเขามารับบทเป็นคุณพัค ส่วนโจยอจอง เธอทำให้ผมนึกถึงเพชรในตมที่ยังไม่ได้เจียระไน ผมเลยเลือกเธอเพราะหวังอยากเห็นเธอเปิดเผยความงดงามในส่วนลึกออกมา แม้สักเสี้ยวหนึ่งก็ยังดี นี่ไม่ใช่หนังที่มีตัวละครเอกเพียงตัวเดียว เพราะฉะนั้นการแสดงของทุกคนที่ต้องรับส่งกันอย่างเข้าขาจึงสำคัญอย่างยิ่ง ท้ายที่สุดผมอยากขอบคุณพวกเขาจริงๆ ที่สวมบทบาทได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นทีมฟุตบอลที่ดีมากครับ”

ภาพของสังคมในปัจจุบันที่คุณต้องการนำเสนอคือภาพแบบไหน?

“ผมคิดว่าวิธีหนึ่งที่จะแสดงภาพของชนชั้น และความไม่เท่าเทียมในสังคมได้คือทำออกมาเป็นหนังตลกปนเศร้า เราอยู่ในยุคสมัยที่ทุนนิยมเรืองรองและไม่มีทางเลือกอื่น ไม่เพียงแค่ในเกาหลี แต่ทั่วทั้งโลกต่างเจอปัญหานี้ ไม่สามารถเพิกเฉยต่อระบบทุนนิยมได้ ในโลกแห่งความเป็นจริง วิถีชีวิตของครอบครัวตกอับแบบตัวละคร 4 คนในเรื่อง และครอบครัวตระกูลพัค ไม่น่ามีวันจะได้มาเจอกัน ตัวอย่างเดียวเท่านั้นที่จะนำพาทั้ง 2 ชนชั้นมาเจอกันได้คือมีการจ้างงาน เช่น ให้มาเป็นติวเตอร์ หรือจ้างเป็นคนใช้ในบ้าน กรณีแบบนั้นเกิดขึ้นแล้วจะทำให้ทั้ง 2 ชนชั้นใกล้ชิดกันมากพอจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจของอีกฝ่าย ในหนังเรื่องนี้แม้จะไม่มีฝ่ายใดคิดร้ายต่อกัน แต่ทั้ง 2 ฝ่ายต่างถูกดึงให้เข้ามาอยู่ในสถานการณ์ที่ความผิดพลาดเพียงนิดเดียว สามารถนำไปสู่ความแตกแยกและแตกหักได้

ในสังคมทุนนิยมทุกวันนี้มีชนชั้นและวรรณะ ซึ่งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เราแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นปล่อยปละละเลย และไม่ค่อยให้ความสำคัญกับลำดับชั้นทางสังคมที่ตกทอดมาตั้งแต่ในอดีต แต่ความจริงคือมันมีเส้นแบ่งทางชนชั้นที่ไม่สามารถข้ามได้ ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้แสดงให้เห็นรอยแยกดังกล่าวที่ปรากฏขึ้นระหว่างชนชั้น เป็นปัญหาซึ่งกันและกัน และยิ่งห่างออกจากกันมากขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมทุกวันนี้”

 "บงจุนโฮ"

คุณหวังว่าคนดูจะได้อะไรกลับไปจากหนังเรื่องนี้?

“ผมหวังว่าจะทำให้คนดูได้ครุ่นคิดถึงหนังเรื่องนี้ ทั้งในส่วนที่ตลก น่ากลัว และเศร้า และถ้าหากทำให้คนดูมานั่งล้อมวงพูดคุยแชร์เรื่องต่างๆ เกี่ยวกับหนังขณะรับชมได้ แค่นั้นก็พอแล้วครับ”

"บงจุนโฮ"


ข้อมูลจาก : สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล

 

keyboard_arrow_up