เปิดใจ “วิชัย ศรีวัฒนประภา” พ่อค้าอาณาจักร คิง เพาเวอร์ ครั้งแรกในนิตยสารไทย

เปิดใจ “วิชัย ศรีวัฒนประภา” พ่อค้าอาณาจักร คิง เพาเวอร์ ครั้งแรกในนิตยสารไทย
เปิดใจ “วิชัย ศรีวัฒนประภา” พ่อค้าอาณาจักร คิง เพาเวอร์ ครั้งแรกในนิตยสารไทย

เปิดชีวิตมหาเศรษฐีไทยที่ดังไกลถึงต่างประเทศ “วิชัย ศรีวัฒนประภา” แห่งอาณาจักรคิง เพาเวอร์ พร้อมเปิดดูขุมทรัพย์ที่อังกฤษ คัรั้งแรกในนิตยสารไทย

25 ปี คือเวลาที่คิง เพาเวอร์ก่อร่างสร้างธุรกิจสินค้าปลอดภาษีขึ้นในประเทศไทย

5.39 หมื่นล้านบาทคือจำนวนสินทรัพย์โดยประมาณการที่ “ฟอร์บ” ใช้ในการคำนวณลำดับเศรษฐีอันดับที่ 11 ให้กับเจ้าพ่อคิง เพาเวอร์ คนนี้ (ข้อมูลปี 2557)

150 ล้านปอนด์++ คือจำนวนเงินที่เขาใช้เพื่อซื้อสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี้ ของอังกฤษ ซึ่งเมื่อ 4 ปีก่อนยังเป็นแค่ทีมในระดับแชมเปี้ยนชิพ ทว่าวันนี้ขึ้นชั้นพรีเมียร์ลีกได้ด้วยเม็ดเงินที่เขาทุ่มเพื่อทำให้ทีมแข็งแกร่ง

666 ไร่ คือเนื้อที่ของสนามโปโล Billingbearที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดในประเทศอังกฤษ แม้แต่ราชวงศ์อังกฤษยังเทใจยกให้เป็นสนามชั้นเลิศ และแพรวเป็นนิตยสารฉบับเดียวที่เขายอมเปิดรั้วให้บุกเข้าไปในอาณาจักรนั้น

นี่ยังไม่นับพิพิธภัณฑ์พระเครื่องเก่าแก่นับพันองค์ที่ประเมินค่ามิได้ คลังไวน์กว่าพันขวดที่เซียนไวน์ยกให้เป็นคอลเล็กชั่นเด็ด และล่าสุดเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวที่เขา “ลัดคิว” ได้มาด้วยการยอมจ่ายค่าคอมมิชชั่นไปหลายล้านเหรียญ

จริงอยู่ว่าประเทศไทยมีเจ้าของธุรกิจที่มีตัวเลขหมุนเวียนในโครงข่ายว่ากันในระดับพันล้าน หมื่นล้าน เกินจำนวนนิ้วในร่างกายมนุษย์ แต่ในจำนวนทั้งหมดนั้นจะมีสักกี่คนที่ “สร้าง” และ “ใช้” เงินได้อย่างสนุกเช่นนี้

ให้นับนิ้วในหนึ่งมืออาจจะนับได้ไม่หมดเสียละมัง ทว่าคุณวิชัย หรือ “ท่านประธาน” สรรพนามที่คนในอาณาจักรคิง เพาเวอร์ใช้เรียกขานก็ดันอยู่กลุ่มนี้ซะด้วยสิ

“ผมอาจแปลกกว่าคนอื่นนะ ตรงที่ใช้ชีวิตด้วยความสุขเป็นตัวขับเคลื่อน ตั้งแต่เล็ก ถ้าผมจะทำอะไรต้องมีความสุข ถ้าไม่มีความสุขก็อย่าคิดเลยว่าจะทำ ฉะนั้นแพง ถูก ไม่ใช่เหตุผล เหตุผลคือความชอบ เป็นคนชอบอะไรก็เต็มที่ สุดขั้ว ไม่คิดหรอกว่ามีต้นทุนเท่าไหร่”

เพราะอย่างนี้เลยมีคำล้อกันว่า “ของเล่น” ท่านประธานล้วนแต่มีราคาแสนแพง

อยู่ที่คนมอง ผมห้ามความคิดใครไม่ได้ คำว่าของเล่น เด็กไปซื้อของเล่นมาเล่นมันก็ใช่ ผู้ใหญ่ก็เหมือนกัน ผมว่าเขาคงแค่เอามาเปรียบเทียบ เพราะจริงๆ แล้วมันคือสิ่งที่ทำให้เราได้เอนจอยกับมันมากกว่า การเอนจอยมีหลายอย่าง อย่างผมชอบรถ ผมก็ซื้อๆๆ คุณอาจบอกว่าถ้าชอบก็ดูในท้องถนน หรือในโชว์รูมไปสิ อันนั้นก็เป็นวิธีคิดแบบหนึ่ง แต่สำหรับผม ดูน่ะดูได้ แต่มันไม่ใช่ของเรา นี่ผมอยากนั่งเมื่อไหร่ก็ได้นั่ง ผมว่าเศรษฐีที่มีกำลัง แล้วกล้าออกมาแสดง กล้าเอาเงินมาทำให้มีประโยชน์กับตัวเอง หรือกับสังคม ดีกว่าเก็บไว้ที่แบงค์ให้ลูกให้หลานใช้ ผมกลัวเวลาตายไปแล้วจะมีความรู้สึกว่า ทำไมเอาเงินเราไปใช้แบบผิดๆ ทำไมตอนมีชีวิตอยู่เราไม่ใช้ซะก่อน

ถ้าอย่างนั้นต้องเล่าถึงเครื่องบินเจ็ทที่มีข่าวว่าได้มาแบบลัดคิวแล้วล่ะค่ะ

เรื่องเครื่องบินเจ็ทเป็นอะไรที่ต้องบอกว่าเป็นการให้รางวัลกับตัวเองมากกว่า ผมบินบ่อย เดินทางบ่อย พอลงจากเครื่องปุ๊บก็ต้องไปประชุมปั๊บ เพราะต้องใช้เวลาให้เป็นประโยชน์มากที่สุด ทำให้ล้า วันหนึ่งได้ยินมาว่าเครื่องบิน Gulfstream รุ่นใหม่ของอเมริกา ชื่อรุ่นG650มีเทคโนโลยีทันสมัยที่สุด ห้องโดยสารจะปล่อยออกซิเจนออกมาทุกๆ 2 นาที ทำให้อากาศในนั้นเหมือนอยู่บนภาคพื้นดิน ซึ่งจะไม่ทำให้รู้สึกเหนื่อย หรือเจ็ทแล็ก ตอนผมต้องการซื้อเครื่องลำนี้ เช็คไปเสร็จ เขาบอกต้องรอคิวอีก 4 ปี เห็นไหมว่าไม่ใช่มีเงินวันนี้จะซื้อได้ ผมใจร้อนเสียด้วยสิ ยิ่งคิดว่าปีนี้อายุ 55 ปีแล้ว ถ้ารอไม่รู้จะได้ใช้หรือเปล่า จึงตัดสินใจให้คนโทรหาเอเจนซี่ บอกไปว่าใครซื้อคิวให้ผมได้ มาคุยกัน

ที่สุดเอเจนซี่แจ้งมาว่ามีคนยอมปล่อยคิวให้ แต่ผมต้องจ่ายค่าคอมมิชชั่นเอเจนซี่อีก 10 ล้านเหรียญ++(ประมาณ 330 ล้านบาท) ผมตกลง บอกขอดูเครื่องเลย บังเอิญเจ้าของคิวเขาอยู่ในอังกฤษพอดี ดูเสร็จผมตกลงซื้อ โห…โดนผู้ใหญ่หลายท่านที่รอคิวอยู่เหมือนกันตำหนิว่า… วิชัย ยูเข้าวงการไหนก็ทำตลาดเขาเสียหมด แต่อย่างที่บอกไป ผมห้าสิบห้าแล้ว ถ้าให้รอเครื่องไปอีก 4 ปี ไม่รู้ว่าจะได้ใช้หรือเปล่า เพราะถึงตอนนั้นผมอาจเป็นอะไรไปก็ได้ เราไม่มีวันรู้ แต่วันนี้ผมยังมีกำลัง ยังมีชีวิตอยู่ ถือว่าผมซื้ออนาคตข้างหน้าแล้วกัน

หลังจากเป็นเจ้าของแล้ว ใช้แล้ว เครื่องมันดีเลิศสมราคาจริงหรือเปล่าคะ

(หัวเราะ) จริงๆ เครื่องลำนี้เขาทำมาให้นั่งได้สิบหกคน แต่ผมรู้สึกอึดอัด แล้วส่วนใหญ่ที่บินคือ 5-6 คนเท่านั้น ผมเลยสั่งให้ทำที่นั่งแค่ 10ที่ ที่เหลือให้เปลี่ยนเป็นเตียงนอน ก็รู้สึกนะว่าสุขภาพดีขึ้น เพราะพอขึ้นไปมันปรับอุณหภูมิเหมือนภาคพื้นดิน เข้าใจเลยว่าเวลาขึ้นเครื่องคอมเมอเชียลแอร์ไลน์แล้วง่วง นอนไม่หลับ ลงมาเพลีย เป็นเพราะออกซิเจนน้อย ที่สำคัญเครื่องลำนี้บินได้สูงถึง 51,000 ฟุต ขณะที่เครื่องปกติบินได้ 35,000 ฟุต และบินได้ 15 ชั่วโมงโดยไม่ต้องเติมน้ำมัน จึงเหมือนเราขึ้นโทลเวย์ไป ไม่ต้องรอคิว เซฟเวลาอีกต่างหาก นี่ล่าสุดผมก็เพิ่งหลอกเพื่อนให้ขึ้นเครื่องไปด้วยกัน บอก…ยูรู้ไหมแค่ไอพูด “ปิดหน้าต่าง (เสียงหนัก)” มันก็ปิด พอเขาลองพูดบ้าง ปรากฏมันไม่ปิด ผมบอก “มันต้องเสียงผมเท่านั้น เครื่องไม่ฟังเสียงคุณหรอก” จริงๆ ผมมีรีโมทอยู่ในมือ แต่หลอกเขา สนุกดี (หัวเราะ)

โลกเรามีเศรษฐีเยอะ แต่เศรษฐีที่ไม่กล้าใช้เงิน อาจเป็นเพราะเขาคิดเป็นห่วง และต้องการเก็บไว้ให้ลูกหลาน ขณะที่เป็นลูกหลานผมหรือ ยาก (เน้นเสียงหนักจนเรียกเสียงหัวเราะครืนใหญ่) ผมไม่ใช่คนแบบทำกำไร 100 ใช้ 10 ให้ลูกหลาน 90 กลับกันผมใช้ 90 ให้ 10 ก็ดีแล้ว อย่างผมชอบซื้อไวน์ ซึ่งไวน์ดีๆ บางขวดก็หลายแสน คนบอกดีๆ ซื้อเก็บไว้ แต่ผมดื่มหมด ดื่มทุกวัน เพราะมีความรู้สึกว่าเก็บไว้แล้ว ถึงเวลาจะให้เขาจุดธูปให้ หรือไม่เอาละ ขอดื่มตอนนี้ จะได้รู้ว่าเป็นอย่างไร มีสตางค์แล้วต้องกล้าใช้ ชีวิตจะได้มีความสุข

จะเชื่อไหมถ้าบอกว่าผมไม่รู้ว่าตัวเองมีเงินเท่าไหร่ ซึ่งเป็นเพราะมีคนดูแลการเงินให้ และผมไม่เคยพกสตางค์ เพราะไปไหนก็มีคนตามจ่ายตังค์ให้ เลยไม่รู้จะรู้ไปทำไม แต่ถ้าผมจะใช้เมื่อไหร่ต้องมี คุณคิดดูสิ มีเงินเยอะนี่ทุกข์นะ ใครจะมาเอาของเราไป ใครจะมาขโมย

หลายคนมองว่าท่านคือเจ้าพ่อธุรกิจดิวตี้ฟรี เพราะงานที่ทำหรือเปล่าคะที่ทำให้ท่านมีบุคลิกแบบกล้าชน กล้าทำอย่างนี้

ผมเป็นของผมอย่างนี้มาตั้งแต่เด็ก ซึ่งมาจากผมถูกส่งไปไต้หวันตั้งแต่อายุ 11 ตอนแรกโกรธพ่อแม่มาก คิดอะไร จะให้เราไปอยู่ยังไง แต่ก็เพราะเหตุนั้นที่ทำให้เราต้องช่วยเหลือตัวเอง และทำให้เข้มแข็ง เพราะถึงจะไปอย่างมีฐานะ แต่เขาก็ให้เราเท่าคนอื่น อาทิตย์ละ 50 เหรียญยูเอส คำถามคือเราจะบริหารเงินอย่างไร เคยอยู่บ้านมีคนซักเสื้อผ้าให้ แต่นี่ต้องทำเองทุกอย่าง ต้องอยู่กับคนที่เราไม่รู้จัก คนนี้ก็ข่ม คนนั้นก็ขู่ เพราะเราเด็กสุด ทำให้ผมต้องมาคิดว่าจะทำอย่างไร ที่สุดชีวิตสอนให้เราหากำแพงพิง นั่นคือใครใหญ่ผมก็ไปหา ไปไหนก็ไปกับเขา แค่อาทิตย์แรกก็สบายแล้ว นักเรียนไทยที่อยากจะรังแกเราเพราะเห็นเป็นเด็กใหม่ก็ไม่กล้า

เมื่อรวมกับนิสัยที่ชอบให้มากกว่ารับ อย่างที่เล่า พ่อแม่ส่งเงินให้ใช้อาทิตย์ละ 50 เหรียญ แต่ผมใช้วันเดียวหมด แจกจ่ายไปทั่ว คนถึงจำผมได้เพราะผมแชร์ความสุข อย่ามาถามนะว่าพรุ่งนี้กินอะไร เอนจอยวันนี้ก่อน แต่ผมเชื่อว่าเราไม่จนตรอกหรอก เดี๋ยวมันก็มาเอง และก็จริง หลายครั้งผมพบว่าเพราะการให้ของเรานี่แหละที่ทำให้ผมไม่เคยจนตรอกสักครั้ง

ระบบการศึกษาที่ไต้หวันมีส่วนช่วยหล่อหลอมด้วยไหมคะ

ไม่ได้ช่วยเลย เพราะผมไม่ได้เรียน ไม่ชอบเรียนหนังสือ ไม่ชอบเข้าห้องเรียน รู้สึกว่าทำไมต้องเข้า เข้าแล้วจะเก่งหรือ หรือการสอบ ผมก็ไม่เคยคิดว่าต้องเป็นที่หนึ่ง ห้องเรียนสำหรับผมจึงเป็นการเข้าไปเพื่อดูว่าเขาเรียนกันอย่างไร แต่พอสอบตกแล้วพ่อถาม ผมก็บอกเดี๋ยวจะเรียนให้ดู เอาเอเลย แล้วผมก็ทำให้เขาเห็นว่าเราทำได้

ผมโชคดีที่พ่อแม่ไม่บังคับ เพราะเขารู้ว่าผมรู้จักขีดกรอบตัวเอง ชีวิตทั้งที่ไต้หวันจนไปต่ออเมริกา อาจมีเดินล้ำออกนอกกรอบไปบ้าง แต่ที่สุดผมก็เดินกลับเข้ามาเอง เขาจึงสบายใจ เหนืออื่นใดผมไม่ยุ่งกับยาเสพติด เหมือนที่ผมสอนลูก (คุณวิชัยมีลูก 4 คนคือคุณวรมาศ คุณอภิเชษฐ์ คุณอรุณรุ่ง และคุณอัยยวัฒน์) จะทำอะไรตามสบาย คิดเอง ตัดสินใจเองได้ทุกอย่าง แต่เรื่องยาผมไม่ให้

หลายคนรู้ว่าคิง เพาเวอร์เข้าขวบปีที่ 25 และเป็นที่รู้จักโด่งดังสูงสุดในปีที่ผ่านมาด้วยการนำทีมฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี้ของอังกฤษก้าวขึ้นชั้นพรีเมียร์ในรอบ 10 ปี จึงเชื่อว่าน่าจะมีคนอยากทราบถึงจุดเริ่มต้นของธุรกิจดิวตี้ฟรีนี้ค่ะ

เริ่มต้นจากที่คุณพ่อส่งไปเรียนไต้หวันน่ะแหละ สมัยนั้นไม่มีบินตรง ต้องแวะเปลี่ยนเครื่องที่ฮ่องกง ขาบินกลับไทยตอนปิดเทอมต้องมีคนฝากซื้อของจากร้านปลอดภาษีที่ฮ่องกงทุกครั้ง ทำให้ผมมีความคิดว่าทำไมประเทศไทยไม่มีร้านปลอดภาษีแบบฮ่องกงบ้าง นั่นเป็นความคิดที่ติดอยู่ในใจมาตลอด พอโตขึ้นยิ่งเดินทางบ่อย ทำให้เห็นธุรกิจดิวตี้ฟรีจากทั่วโลก พบว่าเป็นธุรกิจที่น่าสนใจ เป็นสิ่งที่คนเดินทางทุกคนชอบ จึงบอกตัวเองว่าน่าจะทำได้

แต่พอลองเวิร์คจริงก็พบว่าธุรกิจนี้ทำยากในประเทศไทย เพราะต้องขอสัมปทานจากรัฐบาล และยุคนั้นรัฐฯก็ให้สัมปทานเฉพาะรัฐวิสาหกิจเท่านั้น เจ้าที่ได้ไปคือการบินไทย เลยไม่ได้คิดต่อ หันไปทำอย่างอื่น นั่นคือเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าแบรนด์เนมดังๆ เช่น Christian Dior, Lanvin, NinaRicci, Celine ฯลฯ สมัยก่อนสินค้าแบรนด์เนมในประเทศไทยยังมีกำแพงภาษีสูงมาก ผมใช้วิธีติดต่อกับซัพพลายเออร์ว่าถ้าอยากมาบุกเบิกแบรนด์ในเมืองไทยต้องให้ราคาต่ำ ก็เริ่มขายจากพวกนั้น ทำอยู่หลายปี เดินทางไปกลับต่างประเทศเป็นว่าเล่น วันหนึ่งเพื่อนที่ทำดิวตี้ฟรีที่ฮ่องกงก็ชวนให้ซื้อหุ้นเขา 10%มันเป็นธุรกิจที่ผมสนใจอยู่แล้ว ก็ลุยเลย กระทั่งภายในสองปีผมก็กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

ตอนอ่านประวัติท่านซึ่งบอกตรงๆ ว่าหาได้ยากมาก ยังสงสัยว่าไปบุกธุรกิจดิวตี้ฟรีที่ต่างประเทศได้อย่างไร

ทั้งหมดมาจากการเดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ ซึ่งทำให้ผมมีเพื่อนเยอะ ไม่ใช่แค่ที่ฮ่องกง ทั้งเขมร มาเก๊า จีนแผนดินใหญ่ ทุกที่ที่ผมเข้าไปทำธุรกิจดิวตี้ฟรี คอนเน็คชั่นล้วนเป็นใบเบิกทาง แต่เราจะมีคอนเน็คชั่นที่ดีได้ต้องทำให้เขาเชื่อถือเราก่อน ความเชื่อถือมาจากอะไร ความจริงใจ ตรงไปตรงมา ไม่เบี้ยว ไม่โกง พูดคำไหนคำนั้น

ขณะเดียวกันความคิดที่ว่าธุรกิจนี้น่าจะทำได้ในประเทศไทยก็ยังมีอยู่ และอย่างที่เล่าไป พื้นที่สนามบินดอนเมืองในตอนนั้น การบินไทยเป็นผู้ได้สัมปทานซึ่งเขาไม่ได้ทำจริงจัง เขาให้สัมปทานกับรายอื่นต่อซึ่งส่วนใหญ่เป็นร้านขายของที่ระลึก โดยในส่วนของๆ แบรนด์เนม เขาก็เอาของเราไปขาย เรียกว่าส่งไปเท่าไหร่ก็ขายหมด ผมจึงคุยกับคนที่เช่าสัมปทานต่อว่าทำไมไม่โน้มน้าวการท่าฯ (การท่าอากาศยาน หรือ ทอท.เจ้าของพื้นที่) ให้ทำเอง โดยผมจะนำโนว์ฮาวทั้งหมดมาถ่ายทอดให้ ซึ่งตอนนั้นผมทำดิวตี้ฟรีที่ฮ่องกงได้ 3-4 ปีแล้ว

ปรากฏ ทอท.สนใจ สิ่งที่ผมบอกเขาคือเราต้องทำแบบอินเตอร์ ต้องแยกดิวตี้ฟรีกับของที่ระลึก และต้องให้คนที่เป็นเจ้าของสัมปทานทำอย่างจริงจัง สมมติการบินไทยทำได้ปีละพันล้าน ถามไปเลยว่าใครทำได้เกินก็เอาไป ตอนนั้น ทอท.เห็นด้วย แต่ก็ยังกลัวอยู่ เลยยังถือสัมปทานไว้เอง แต่จ้างผมกับพาร์ตเนอร์คนไทยอีกคนไปบริหารให้ และใช้วิธีแบ่งตรงให้เรา ใช้วิชาชีพเรา พูดง่ายๆ เหมือนจ้างเราไปออแกไนซ์

ทำไปสักพัก ผมกับพาร์ตเนอร์ตัดสินใจแยกจากกัน ตอนนั้นรัฐฯมีโครงการเปิดประมูลสัมปทานร้านค้าปลอดอากรนอกพื้นที่สนามบิน แต่นโยบายยังคงเดิมคือคนที่เปิดต้องเป็นรัฐวิสาหกิจเท่านั้น ผมคิดว่าการท่องเที่ยวน่าจะเป็นหน่วยงานที่ตรงที่สุด เลยชวนร่วมทุน ททท.ก็เห็นด้วย เพราะไม่ต้องทำอะไรเลย ผมยืมชื่อเขา โดยเป็นคนลงทุนทั้งหมด รวมทั้งเลือกโลเกชั่นคือที่ตึกมหาทุนพลาซ่า ถนนเพลินจิตแต่แบ่งหุ้นให้เขา 10 เปอร์เซ็นต์ และให้เขาเป็นคนถือสัมปทาน 5 ปี นับเป็นจุดเริ่มต้นที่เมืองไทยมีร้านค้าปลอดอากรที่สมบูรณ์ในเมืองแห่งแรกในประเทศ

ชื่อคิง เพาเวอร์ เริ่มจากตรงนั้นใช่ไหมคะ

ยังครับ เดิมผมใช้ชื่อบริษัทว่า ททท. สินค้าปลอดอากร ซึ่งพอพาร์ตเนอร์เก่าเห็นเราทำได้ก็จะเอาบ้าง ช่วงนั้นพอดีกับผมมีปัญหากับหุ้นส่วนที่ฮ่องกง เขาเป็นกลุ่มมีอิทธิพลอยู่ทางนั้น ผมต้องเดินทางไปพบเพื่อเจรจา ก่อนจะพบเขา ผมทำใจแล้วว่าต้องเจออะไรบ้าง วินาทีนั้นผมนึกถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภาวนาขอพระบารมีของพระองค์ท่านได้โปรดคุ้มครอง ขอให้สู้กับมาเฟียชนะ ตอนนั้นผมคนเดียว ฝ่ายเขามีทั้งห้อง ทุบโต๊ะถามผมว่าจะขายหุ้นทั้งหมดไหม ผมบอกขายไม่ได้ ก็เจอคำถามว่าอยากจะออกจากห้องนี้ไหม ผมบอกอยากออก แถมขู่เขาไปด้วยว่า…คิดให้ดีนะ ที่เมืองไทยผมทำงานโดยใช้ชื่อว่าททท.สินค้าปลอดอากร ซึ่งหมายถึงการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย รู้ไหมว่ารัฐบาลถือหุ้นอยู่ ก่อนที่ผมจะมาหาคุณ ผมบอกสถานทูตแล้ว ถ้าภายใน 1 ชั่วโมง ผมไม่โทรกลับไป เขาจะส่งตำรวจมา ที่สุดหุ้นส่วนฮ่องกงต้องยอมผม พอออกมาผมก็คิดชื่อ คิง เพาเวอร์ จากนั้นทำเรื่องขอเปลี่ยนชื่อบริษัท เพื่อเป็นสิริมงคลในการดำเนินธุรกิจต่อไป

แล้วคิง เพาเวอร์ขยับไปได้พื้นที่สนามบินตอนไหนคะ

เล่าไปก็ยาวเหมือนหนัง แต่การทำงานอยู่หลังฉากทำให้ผมยิ่งรู้ซึ้งว่าตราบใดที่สัมปทานจริงๆ ไม่มาอยู่ในมือ ตราบนั้นความไม่แน่นอนก็เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อถึงวันที่การเมืองเปลี่ยน ผมเจอพิษการเมืองครั้งแรกเมื่อรัฐมนตรีที่กำกับดูแล ททท. จู่ๆ ก็ถาม ททท.ว่าทำไมไม่ทำเอง เพราะคิง เพาเวอร์จะรวยเกินไป ผลคือ ททท.ไม่ต่อสัญญา บอกจะทำเองที่เวิลด์เทรด ผมบอกไม่เป็นไร แต่ต้องรับปากว่าจะช่วยเอาลูกน้อง 3-4 ร้อยคนไปด้วย เพราะเขามีประสบการณ์ และเขาไม่ผิด ถ้าคุณรับปาก ผมจะยอมถอยให้ ตอนแรกเขาตกลง ผมเลยกลับไปบอกลูกน้องว่าคุณไม่ตกงานแล้ว แต่สุดท้ายเขาก็เบี้ยวไม่ได้รับลูกน้องผม เป็นที่มาที่ผมต้องต่อสู้เพื่อให้เขาเห็นว่าธุรกิจนี้ต้องอาศัยความเป็นมืออาชีพและต้องมีคอนเน็คชั่น รวมทั้งต้องมีความสามารถที่จะพลิกวิกฤติเป็นโอกาส ฉะนั้นร้านที่มหาทุนพลาซ่าจึงยังคงดำเนินการต่อไป โดยผมทำให้เห็นกันไปเลยว่าแม้กระทั่งในวิกฤตที่เราไม่มีใบอนุญาตดิวตี้ฟรีก็ยังสามารถขายของในราคาปลอดภาษีได้

แต่ทำอย่างนั้นท่านก็น่าจะเจ็บตัวไม่ใช่หรือคะ

เจ็บครับ เรียกว่าเป็นช่วงล้มลุกคลุกคลานเลยละ คิดดูของที่ขาย ผมต้องเสียภาษีนะ แต่เอามาขายในราคาปลอดภาษี เพราะฉะนั้นผมได้กำไรน้อยลงอยู่แล้ว บางชิ้นขายขาดทุนด้วยซ้ำ แต่ถามว่ามีใครรู้ไหม ผมไม่แน่ใจ เพราะเป็นคนไม่ค่อยออกอาการ (หัวเราะ)

ต้องบอกก่อนว่าการเจ็บครั้งนั้นเป็นการเจ็บที่เหมือนเราโดนแกล้ง โดยไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่เมื่อผ่านไปวันสองวัน ผมบอกตัวเองว่านี่เป็นสิ่งที่เราต้องแก้ไข มันไม่ใช่เวลาที่จะมาบอกว่าไม่ไหว สู้ไม่ได้ ยอมแพ้ ผมอาจจะเจ็บ แต่รุ่งขึ้นก็มักบอกตัวเองว่าไม่เป็นไร หาวิธีสู้ใหม่ แล้วเราก็สู้ได้ตลอด แบงค์จะมายึด แถมขู่ว่าจะฟ้อง ก็ไปเจรจากับแบงค์ ผมเป็นคนไม่หนี แต่สู้ด้วยความจริง เล่าให้เขาฟังว่าไม่ใช่ความผิดของผม แต่เป็นเรื่องที่ผมโดนแกล้ง ต้องเข้าใจกัน ปรากฏแบงค์ยอมนิ่ง ทำให้ผมลุยต่อได้ โดยพิสูจน์ให้เห็นว่าธุรกิจนี้ต้องเป็นมืออาชีพทำ ไม่ใช่แค่มีใบอนุญาตแล้วจะทำได้ สุดท้ายปีเดียว ททท.ก็เจ๊ง ต้องมาขอร้องให้ผมเทคเขาไป เป็นจังหวะเดียวกับรัฐบาลเปลี่ยน ผมบอกต้องมีเงื่อนไข ขอให้มีความซินเซีย ไม่ใช่เปลี่ยนรัฐบาลทีผมก็โดนที พอเคลียร์กันได้โดยผมยอมรับพนักงานของเขามาแบบไม่มีเงื่อนไข ก็มีพนักงานประมาณ 95% นะที่ยอมมา อาจเพราะผมพูดกับเขาตรงๆ ว่า… “ถ้าใครจะมาอยู่กับผม ผมไม่มีความอาฆาตพยาบาท ที่ผ่านมาให้มองว่าเป็นการแข่งขัน แต่ตอนนี้เรามารวมกัน ก็ต้องสู้ไปด้วยกัน ผมไม่มีความคิดจะยุบสาขาไหน ทั้งสองสาขาคือเวิลด์เทรดชั้น 7 และมหาทุนพลาซ่า ผมเชื่อว่าสามารถจัดการเอาลูกค้ามาลงได้ ถ้าเชื่อก็มากับผม” ซึ่งมาถึงวันนี้เขาก็คงได้คำตอบกันไปแล้วละว่าเลือกถูกหรือไม่

หลังจากในเมืองเริ่มมั่นคง ผมก็คิดจะกลับไปรุกที่ดอนเมืองที่พาร์ตเนอร์เก่าเคยเอาไป ตอนนั้น ทอท.จะเปิดประมูลสัมปทานรอบใหม่ ผมเสนอว่าทำไมไม่แยกเป็นสองราย เพราะมีอาคาร 1 อาคาร 2 ปรากฏว่าเปิดซองมาผมได้อาคาร 1 แต่ทำไปสักระยะหนึ่งก็เป็นประเด็นขึ้นมาว่า การให้สัมปทานสองเจ้าอย่างนี้ทำให้เกิดปัญหา เพราะเวลาลูกค้ามาคอมเพลนสินค้า เขาไม่รู้ว่าซื้อกับเจ้าไหน ผมบอกให้ดูจากกล้องcctv ที่คุณมี สุดท้ายก็ฟ้องด้วยภาพว่าเป็นอีกฝ่าย ทอท.เลยไม่ต่อสัญญากับฝ่ายนั้น ทำให้ผมได้สัมปทานมาทำแต่เพียงผู้เดียว

แต่การผูกขาดสัมปทานแต่เพียงผู้เดียวเป็นระยะเวลายาวนานก็ทำให้คนมองว่าคิง เพาเวอร์มีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับทุกรัฐบาลนะคะ

มีหลายคนถามว่าทำไมผู้ใหญ่ชอบผม ซึ่งมาจากเขามองแล้วเหมือนผมมีโอกาสมากกว่าคนอื่น ผมก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน เขาอาจเอ็นดูผม เพราะพูดตรงไปตรงมา ไม่มีบัญชีหนึ่ง บัญชีสอง ขณะเดียวกันก็มีหลายคนอีกที่บอกว่าผมล็อบบี้เก่ง ไปคุยกับรัฐบาลไหนก็ได้ ผมอยากบอกว่า ถ้าเราเป็นพ่อค้าแล้วไม่รู้จักผู้ใหญ่ ไม่รู้จักรัฐบาลเลย คนนั้นโกหกคุณ ไม่มีนักธุรกิจคนไหนนั่งอยู่เฉยๆ รอให้เขาเอาสัมปทานมาให้ แม้แต่เมื่อได้มาแล้วก็ต้องไปบอกเขาว่าเราจะทำอย่างไรต่อไปที่จะคืนผลประโยชน์กลับให้ประเทศสูงสุด ซึ่งถ้าเราทำให้เขาเชื่อได้ โอกาสจึงจะมี

อย่างตอนย้ายสนามบินไปสุวรรณภูมิ ผมก็ไปประมูลสู้ แม้คู่แข่งเยอะ แต่ผมได้เปรียบ เพราะเราทำมาเก่า ระบบและคนของเรามี ความเชื่อถือจากพวกบริษัททัวร์ก็มี จำได้ ผมพูดกับรัฐบาลยุคนั้นไปตรงๆ เลยว่าเราเป็นคนไทย ทำไมต้องให้บริษัทต่างประเทศทำ ถามว่าคนต่างประเทศเขามีดีกว่าเราตรงไหน ถ้าดีกว่าโดยเขาให้ผลประโยชน์มากกว่า ก็ต้องถามกลับว่าผมยังไม่ให้หรือ และถ้าผมให้มากกว่าเขาล่ะ ก็ควรจะให้สิทธิ์นี้กับผมใช่ไหม ที่สุดกรรมการพอใจกับข้อเสนอที่สูงที่สุด ดีที่สุดที่ผมให้ จึงให้สัมปทานมา ภายใต้กรอบเงื่อนไขคือผมต้องลงทุนตกแต่งพื้นที่ทั้งหมดในสุวรรณภูมิในกำหนดระยะเวลาที่สั้นมาก และต้องสวยที่สุด อีกทั้งยังต้องหาสินค้าแบรนด์ดีที่สุดมาจำหน่าย ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่จะต้องใช้ความเป็นมืออาชีพเท่านั้น ซึ่งผมและทีมงานก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเราทำได้

แต่ก็เพราะเหตุนี้ที่ทำให้คนมองว่าคิง เพาเวอร์มีฝ่าย มีสี

ก็ใช่ ฉะนั้นพอมีปัญหาการเมือง เขาก็มาปิดสนามบินเพราะมองว่าผมสนิทกับอีกฝ่าย ที่ตลกคือวันหนึ่งพรรคที่ใครๆ ก็มองว่าผมสนิทกลับมาเป็นรัฐบาล ก็รื้อเรื่องเปิดสนามบินดอนเมืองขึ้นมา บอกต้องเปิดประมูลใหม่ ทั้งที่ตอนบอกเลิกเราเขาให้เหตุผลว่าต้องการปิดสนามบินดอนเมือง 100% นั่นเป็นเพราะเขาต้องการสั่งสอนผม ไม่ต้องการให้ผมผูกขาด ผมจึงพิสูจน์ด้วยการยื่นซองประมูลด้วย ผลคือผมประมูลสูงกว่าทุกเจ้า เขายังมาถาม… ประมูลสูงไม่กลัวเจ๊งหรือ ผมถามกลับ จะกลัวผมเจ๊งทำไม ผมเอาแบงค์การันตีไว้ที่คุณ ถ้าเจ๊งคุณก็ยึดไป ไม่ต้องกลัว ยื้อกันอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายเขาก็ต้องให้สิทธิ์ผม

นี่เป็นการพิสูจน์ว่า รัฐบาลก็ไม่อยู่กับผมตลอดเหมือนกัน แต่ผมอยู่ได้เพราะความสามารถ ตัวเลข และทำทุกอย่างตรงไปตรงมา การทำมาเก่าก็มีส่วนอยู่มาก เคยมีคนถาม…ทำไมทำร้านค้าปลอดอากรแข่งกับผมไม่ได้เลย นั่นเป็นเพราะผมผูกขาดใช่ไหม ผมตอบว่าไม่ได้ผูกขาดเลย อย่างในเมือง ใครอยากจะเปิด ก็ไปขอใบอนุญาต ถ้าได้ก็เปิดเลย เขาเปิดเสรี มีเฉพาะในสนามบินเท่านั้นที่ผมมีสัมปทาน ซึ่งเปิดประมูลทุกสิบปี แต่ที่เขาเปิดไม่ได้เพราะไม่มีคอนเน็คชั่นกับแบรนด์เนมเหมือนผม คิดดูวันที่ผมมีปัญหาถูกยึดใบอนุญาต วันนั้นผมยังเป็นพันธมิตรกับพวกแบรนด์เนมซัพพลายเออร์ ผมบอกเขาไปตรงๆ ว่ามีปัญหา สิ่งที่คุณต้องช่วยผมคือต้องขายของให้ผมถูกกว่าปกติ ซัพพอร์ตผมได้ไหม ทุกคนบอก ‘วิชัย’เต็มที่

สิ่งสำคัญของการคบใครให้ยาวอีกอย่างคือต้องฟังกัน ไม่ใช่คาดหวังให้เขาเห็นเหมือนเราไปเสียหมด อย่างวันนี้ที่ผมถือสัมปทานทั้งสุวรรณภูมิและดอนเมือง ขนาดผมมีคอนเน็คชั่น รู้จักกับแบรนด์เนมมานานกว่ายี่สิบปี แต่ถึงเวลาตัดสินใจ แบรนด์เนมเขาไม่อยากให้ของเขาเป็นแบรนด์โหล ทั้งชาแนล แอร์เมส ดิออร์ เขาก็ให้ผมเลือกเปิดได้ที่เดียว ฉะนั้นที่คนอื่นเปิดไม่ได้จึงเป็นเพราะไม่มีแบรนด์ไปลง ไม่ใช่เพราะผมบล็อกไว้

อย่างนี้อีก 6 ปีข้างหน้าที่อายุสัมปทานจะหมดลง คิง เพาเวอร์ก็คงนอนมาอีกสิคะ

หกปีข้างหน้าเป็นเรื่องยาวไกล ถึงตอนนั้นก็อยู่ที่รุ่นลูกผมแล้วละว่าเขาอยากจะสานต่อหรือไม่ คือผมก็บอกเขานะว่าธุรกิจก็มีอยู่เท่านี้ ถ้าเราทำมา 25 ปีแล้วต้องไปเสียพื้นที่ให้คนอื่น ก็ไม่รู้จะว่ายังไง

แว่วมาว่าท่านจะเกษียณตอนอายุ 55 คอนเฟิร์มว่าจริงหรือคะ

จริงๆ ผมเกษียณตั้งแต่อายุห้าสิบแล้ว ซึ่งมาจากผมคิดว่าถ้าเราทำอะไรเป็นระบบและมีแผน เราไม่ต้องคาดหวังว่าจะต้องอยู่เป็นปู่ของบริษัท เราแค่เป็นผู้ถือหุ้น คอยเก็บเงินปันผล ใครที่มีความสามารถก็ให้เขาขึ้นมา เขาจะได้ไม่มีความรู้สึกว่าผมผูกบริษัทไว้คนเดียว
แต่เผอิญตอนผมอายุห้าสิบเป็นช่วงที่บริษัทมีปัญหามากมาย คำว่าเกษียณของผมจึงยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ปีหนึ่งผมต้องประชุมหนึ่งครั้งกับทีมผู้บริหารซึ่งมีราว 600 คน เพื่อแถลงนโยบายและบัดเจ็ท นอกนั้นจะมีท็อปอีก 9 คนที่ต้องเจอผมเดือนละครั้ง เพื่อแลกเปลี่ยนกัน หลังจากเขาพูดจบ ผมก็จะบอกว่าสิ่งที่พูดมาสิ่งไหนถูก สิ่งไหนผิด และควรทำอย่างไร อย่าลืมว่าสามสิบวันเขาได้ฟังผมวันเดียวนะ เพราะฉะนั้นมีอะไรผมต้องบอกเขา แต่พ้นจากนั้นผมไม่ยุ่ง

ธุรกิจผมเป็นแบบ 24 ชั่วโมง 365 วัน เราต้องเชื่อกัน ผมมักบอกผู้จัดการเสมอว่า ไม่ต้องการให้เขานั่งโต๊ะเพื่อทำงาน 8 โมงเช้า เลิก 6 โมงเย็น ถ้าทำอย่างนั้นเขาไม่ใช่ลูกน้องที่ดีของผม เขาจะไปไหนก็ได้ แต่เขาต้องปั้นลูกน้องให้เข้าใจว่ากำลังทำอะไร ถ้าผมโทรหาไม่เจอ อาจไปตีกอล์ฟ หรือไปเที่ยว แต่ถ้าลูกน้องตอบคำถามผมได้ ถือว่าเขาเก่ง ส่วนวันไหนถ้าเขาทำยอดไม่ถึง แค่เช็คจากโทรศัพท์ก็จะเป็นตัวแดงบอกเอง แต่ผมจะไม่ไปจี้หรอกว่าทำไมทำไม่ถึง ทุกคนรู้ว่าถ้าเกิดปัญหานี้ หน้าที่เขาคือหาทางขายเพื่อเพิ่มตัวเลข ขณะที่หน้าที่ผมคือการทำให้ใบอนุญาตไม่หลุด เราอาจถูกกระแทกบ้าง แต่ต้องอดทน มันต้องมีทั้งร้อนทั้งเย็น มีทั้งพายุ วิกฤตที่เราเจอแต่ละครั้ง ไม่มีคำว่าล้อเล่น ทั้งโรคซาร์ ไข้หวัดนก โดนยึดใบอนุญาต ปิดสนามบิน ทุกคนที่อยู่กับผมล้วนผ่านวิกฤตนั้นมาด้วยกันทั้งหมดแล้ว แต่เรื่องดีๆ คือพวกเขายังยืนอยู่ข้างผมตลอด ไม่เคยบอกว่าไม่เอาแล้ว ไม่ไหวแล้ว ซึ่งทั้งหมดมาจากเราตรงไปตรงมา ให้ใจ ทำให้เขาเกิดความเชื่อจนรู้สึกผูกพัน เป็นส่วนหนึ่ง เหมือนกับเขาคือพาร์ทเนอร์ ผมลงทุน เขาลงแรง

มีประสบการณ์แบบเราตรงไปตรงมาแต่เจอซิกแซกกลับไหมคะ

ก็มีครับ คุณอย่าลืม ธุรกิจผมเริ่มจากมีพนักงานหลักสิบคนจนวันนี้มีแปดพันคน แน่นอนว่าย่อมมีทั้งคนที่พอกับไม่พอ แต่บริษัทเรามีทั้งบอร์ดเล็ก บอร์ดกลาง บอร์ดใหญ่ ถ้าไม่พอเขาต้องไปซัดกันก่อนที่จะมาถึงผม สุดท้ายก็เป็นเรื่องที่เขาอยู่ไม่ได้เอง

สิ่งสำคัญคือเราจะต้องทำให้เขาเห็นว่า ไม่ว่าจะยามไหนก็แล้วแต่ เราสามารถเป็นผู้นำเขาได้ เขาต้องเชื่อเรา ไม่ใช่ยามที่เรามีความสุข เขาไม่เห็นเราเลย เช่นกันเวลาเราแย่ก็ต้องบอกเขา เราต้องแชร์กัน ซึ่งรายละเอียดมันลงไปถึงว่าเราต้องดูว่าเขามีความเป็นอยู่อย่างไร ไม่ใช่เขาคนเดียว ครอบครัวเขาด้วย พนักงานผมต้องมีบ้าน มีรถ มีทุกอย่างให้พอ ผมเชื่อว่าถ้าเขาพอ เขาอิ่ม เขาจะไม่โกงเรา

ย้อนกลับไปเรื่องเกษียณ แปลว่าท่านวางตัวผู้สืบทอดไว้เรียบร้อยแล้วใช่ไหมคะ

ผมมีลูก 4 คน โดยปกติไปเขาอาจแบ่งให้ลูกคนละ 25 ส่วน แต่สำหรับผมใช้วิธีให้ลูกเลือกกันเองว่าจะให้หนึ่งคนเป็นใหญ่ที่สุดนั้นคือใครในจำนวนพี่น้อง 4 คน จากนั้นผมแบ่งให้คนละ 10 สามคน และให้คนที่เขาเลือกถือ 60 โดยผมยังถืออีก 10 ไว้ ตรงนี้มาจากผมไม่เชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนจะรักลูกเท่ากัน ซึ่งไม่ใช่เพราะลำเอียง แต่เพราะผมเห็นในพรสวรรค์ของคนที่มีไม่เท่ากันมากกว่า อย่างตอนนี้พี่น้องทุกคนเลือกให้ต๊อบ (อัยยวัฒน์) ลูกคนเล็กถือ 60 ส่วนของทั้งหมด ซึ่งเขาจะได้ทันทีเมื่อผมวางมือ แต่ผมก็ยังมีเงื่อนไขนะว่าถึงเขาจะเลือกกันเอง แต่สักวันผมอาจเปลี่ยนคนที่จะถือหุ้นเยอะที่สุดตามความเหมาะสมก็ได้

ทุกวันนี้ผมให้ลูกทุกคนเรียนรู้จริง ผมถือว่าการได้รู้จริงถึงแม้จะล้มเหลวแต่เขาก็ยังได้รู้ ฟุตบอลจึงเป็นอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เขาเรียนรู้ เพราะมันเป็นกีฬ่า มีแพ้มีชนะ นัดไหนแพ้ เขาก็เสียใจ เหมือนกันกับชนะ มันจึงเป็นกีฬาที่ทำให้เขารู้จักทั้งสมหวังและผิดหวัง เปรียบเป็นบทเรียนชีวิตแล้วก็เหมือนกับเขาได้เรียนรู้ทั้งตอนมีและไม่มี

เข้าเรื่องฟุตบอลก็ดีค่ะ อยากทราบว่าทำไมไม่ซื้อทีมที่เอ่ยชื่อปุ๊บคนส่วนใหญ่ก็รู้จักคะ

ก็เพราะไม่มีสตางค์พอจะไปซื้อน่ะสิ (หัวเราะครืนทันทีกับคำตอบสุดตรงทื่อนั้น) ตอนแรกผมก็อยากซื้อทีมในลอนดอนนะ (เมืองเลสเตอร์อยู่ห่างออกไปจากลอนดอนราว 2 ชั่วโมง) เพราะสะดวกสบาย ถามว่าชอบทีมไหน ก็ชอบทีมเชลซีในตอนนั้น ไม่ถึงกับเป็นทีมในดวงใจ แค่เห็นวิธีการเตะของทีมเขาแล้วรู้สึกว่าเป็นทีมที่น่าสนใจทีมหนึ่ง แต่ราคาสูง และไม่ค่อยจะท้าทายเราสักเท่าไหร่ เพราะถ้าซื้อมาแล้วทำตกชั้น เราก็อาจโดนแฟนๆ เขาต่อว่าได้ ขณะที่ถ้าอยู่ในลีกรองลงมาอย่างแชมเปี้ยนชิฟ ถ้าทำให้สูงขึ้นไปได้ หนึ่ง ราคาไม่แพง สอง คนก็จะมีความสุข บังเอิญมีคนบอกว่าทีมเลสเตอร์ฯอยากขาย บอกวันเสาร์ รุ่งขึ้นผมไปดูเลย เจอเจ้าของ มร.มิลาน มันดาริช บอกราคามา 20 ล้านปอนด์++ ผมตกลงวันนั้นเลย ภายใน 7 วันเซ็นสัญญา เป็นอะไรที่ได้มาง่ายมาก ภายหลังเมื่อมาตรวจสอบเอกสารโดยละเอียดจึงเจอเรื่องที่ซ่อนอยู่หลายเรื่อง เช่น สนามเขาเอาไปจำนองไว้กับกองทุน หรือสัญญาเช่าร้านค้าที่เซ็นเช่าไประยะยาวแล้ว เงินจึงไม่ถึงเรา สรุปผมต้องจ่ายเงินใช้หนี้มากกว่าเงินที่ซื้อสนามอีก แต่ไม่เป็นไร ถือว่าเราตกลงไปแล้ว ที่สำคัญผมมั่นใจว่าน่าจะทำให้ดีขึ้นได้

นักธุรกิจมักมองเรื่องกำไร ขาดทุน ในสิ่งที่เขาลงทุน กับทีมฟุตบอลซึ่งวันที่ซื้อก็ต้องบอกว่าอยู่ในชั้นรอง ท่านคิดว่ากำไรจะเกิดจากจุดไหนคะ

เจ้าของทีมเรดดิ้งเคยบอกผมว่าอย่ามาทำฟุตบอลเลย เมคมันนี่ยาก มีแต่เสียเงิน จำได้ ผมตอบเขาไปว่าไม่มีความตั้งใจจะทำฟุตบอลเป็นธุรกิจอยู่แล้วแต่ทำเพราะอยากให้คนรู้จักประเทศของเรามากขึ้น คิดว่ากีฬาที่จะทำให้คนรู้จักเรามากที่สุดน่าจะเป็นฟุตบอล เพราะคนทั้งโลกชอบและคนไทยก็ชอบ ที่ผ่านมาผมทำโปโลมาสิบกว่าปีก็ยังไม่มีคนรู้จักเท่าฟุตบอล

แต่การจะทำให้ทีมมีกำไรก็พอมีทางอยู่บ้าง นั่นคือต้องสร้างอะคาเดมีขึ้นมา จากนั้นปั้นเด็กให้เก่งๆ เพื่อขาย เด็ก 300-400 คน ถ้าปีหนึ่งขายได้ 5-6 คนก็คัฟเวอร์แล้ว แต่กว่าจะถึงวันนั้นคงต้องใช้เวลาเป็นสิบปี ถามว่าผมมีความตั้งใจแบบนั้นไหม ก็มีอยู่ แต่ไม่ได้กะให้เป็นรายได้ เพราะการสร้างอะคาเดมี่ของผมมีเป้าคืออยากให้นักเตะเยาวชนไทยมีโอกาสมาเล่นในยุโรป วันนี้ต้องบอกว่านักเตะไทยยังไม่มีโอกาสนั้นจริงๆ ซึ่งมาจากกฎหมายเขาก็ดี ข้อจำกัดเขาก็ดี มีมากมาย และกฎข้อหนึ่งคือถ้าไม่ติดอันดับโลกหนึ่งในสิบ เขาจะไม่ให้เด็กประเทศนั้นมาเล่นเป็นมืออาชีพในลีก ความจริงเป็นอย่างนั้น แต่คนไทยเราไม่ค่อยเข้าใจ คิดว่าถ้าเตะดีก็สามารถจะไปได้ ความจริงไม่ใช่ ผมจึงคิดว่าน่าจะใช้เวลาทำให้ฐานทีมฟุตบอลของเราแข็งเสียก่อน ระหว่างนี้ผมจะคัดเด็กไทยสัก 15 คนต่อปี ส่งมาอยู่ในอะคาเดมี่ของเรา ปั้นทุกตำแหน่งเลย คนไหนมีความสามารถจริง เราก็จะให้เขาเล่น เพราะเราได้ศึกษาเรื่องกฎหมายทั้งหมดแล้วว่า ถ้าเขามาเป็นนักเรียนอะคาเดมี่ตั้งแต่เด็กและอยู่เกินสองปี เขาก็จะเหมือนมีเรสซิเดนซ์วีซ่า มีโอกาสเล่นอาชีพในลีก ถึงตอนนั้นก็อยู่ที่ความสามารถของเด็กล้วนๆ แล้ว

ทราบว่าท่านเป็นคนดึงไนเจล เพียร์สัน ผู้จัดการทีมคนปัจจุบันให้มาร่วมปั้นทีมจนขึ้นชั้นพรีเมียร์ลีกสำเร็จ

จริงๆ ก่อนผมจะมาซื้อเลสเตอร์ฯ เขาเคยเป็นผู้จัดการทีมอยู่ก่อนแล้ว เพิ่งออกไปได้สัก 3 เดือน ไปอยู่กับทีมฮาวล์ ซึ่งในขณะนั้นยังอยู่ในแชมเปี้ยนชิพ แต่เขาแสดงฝีมือทำให้ทีมฮาวล์มีพัฒนาการจนขึ้นไปสู่พรีเมียร์ลีกในปีเดียวกัน ผมจึงคิดว่าน่าจะดึงเขากลับมา ปรากฏว่าพอได้คุยกันแล้วรู้สึกว่ามีอะไรตรงกัน เขาบอกอยากกลับมาเหมือนกัน ผมฟังแล้วจับมือ โอเคยูทำไปเลย ไอจะไม่ยุ่งกับยู นี่เบอร์โทรศัพท์ มีปัญหาโทรมา แต่ไอจะไม่โทรหายูก่อนนะ นี่เป็นการทำงานสไตล์ผม นั่นคือชัดเจน ทำให้นักเตะรู้ไปเลยว่ามีแชร์แมน แต่ไนเจลคือบอส เพราะฉะนั้นพวกนักเตะต้องฟัง เขายังบอกว่าถ้าเขาแพ้สัก 3-4 นัด อย่าเพิ่งไล่เขาออก ผมบอกผมเข้าใจ เพราะผมต้องการให้เขาทำทีมลองเทิร์ม ไม่ใช่ชอร์ตเทิร์ม

ในความรู้สึกผม เขาเป็นผู้จัดการที่ไม่ใช่แค่ทำฟุตบอล เขามีความคิดหลายๆ อย่างที่เหนือกว่าการเป็นผู้จัดการ มีพลังหลายๆ อย่างในการที่จะนำให้พวกนักเตะฟังเขา เชื่อเขา และศรัทธาเขา หลังจากร่วมงานกัน ผมเคยบอกเขาว่าอีกหน่อยยูอาจจะไม่ได้อยู่กับไอก็ได้ ยูอาจจะไปเป็นเหมือนเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เพราะในสมองยูไม่ใช่แค่ผู้จัดการ ยูสามารถจัดการหลายๆ อย่างได้ สามารถคอนวินซ์คนอย่างไอให้ไม่ต้องไปยุ่งกับยูทั้งซีซั่นได้ แสดงว่าใช้ได้

ทีมขึ้นมาอยู่ในรอบพรีเมียร์ลีกอย่างนี้แล้ว มีนโยบายซื้อดาวเตะดังๆ มาไว้ในทีมบ้างไหมคะ

ผมคงไม่มีนโยบายอย่างนั้น นี่เป็นอีกเรื่องที่ผมคุยกับไนเจลแล้วเห็นตรงกัน ถ้าจะใช้เงินซื้อนักเตะ 50 ล้าน สู้นำเงินนั้นมาสร้างทีมให้แข็งแกร่งดีกว่า คือคนมักมองว่าการซื้อขายนักเตะเป็นเรื่องธรรมดาของวงการนี้ ผมไม่เถียง สมมติมีทีมดังๆ เช่น แมนยูฯ เชลซี ลิเวอร์พูล มาขอซื้อ ผมอาจให้เขา เพราะหนึ่ง อยากให้เด็กเรามีโอกาส อนาคตเขาอาจมีค่าตัว 50-100 ล้าน แต่รากฐานเขามาจากเลสเตอร์ อีกเหตุผลคือเพื่อใช้เงินที่ได้มาไปสร้างเด็กใหม่

จริงๆ เรื่องการซื้อขายตัวนักเตะยังมีอีกหลายปัจจัย ปัจจัยใหญ่สุดต้องขึ้นอยู่กับเด็ก ต่อให้เด็กมีสัญญากับเรา แล้วเราไม่อยากขายเขา แต่เขาอยากไป ก็ต้องให้ไป ใครไม่มีใจก็อย่าไปรั้งเขาไว้ แต่ผมเชื่อว่านักเตะทั้งหมดที่มีอยู่ตอนนี้ไม่มีใครอยากไปไหนหรอก เพราะเขาอยู่ด้วยกันได้ และวันนี้เขามีโอกาสเข้ามาเล่นพรีเมียร์ลีกแล้ว ขณะที่ถ้าเขาย้ายไปอยู่ทีมใหญ่ เขาก็เป็นได้แค่ตัวสำรอง ซึ่งชาตินี้ทั้งชาติอาจไม่ได้ลงเล่นสักนัดหนึ่งเลยก็ได้ แต่ถ้าอยู่ที่นี่เขาเป็นตัวจริงของผม อันนี้เด็กเขาต้องคิดเป็น

ที่สำคัญต้องบอกว่าที่วันนี้ทีมเลสเตอร์ของเราแข็งขึ้นมา เพราะผมยอมทุ่มงบให้กับนักกีฬาค่อนข้างเยอะ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องฟิตเนส การจัดระบบคอมพิวเตอร์ทันสมัยสุดๆ ที่เอื้อกับการฝึกซ้อม เด็กของเราต้องมีที่วัดติดตัวตลอด ดูว่าออกกำลังกายแล้วกี่ชั่วโมง ถ้าโอเวอร์ เครื่องจะมีสัญญานบอกว่าหยุดซ้อมได้ หรือน้อยเกินไปเครื่องก็บอก สมมติตอนนี้เขาซ้อมวิ่งในตอนเช้าไม่ถึงเวลาที่เครื่องกำหนดให้ เขาก็ต้องนำเครื่องนี้ผูกติดตัวกลับไปซ้อมที่บ้าน ซ้อมเสร็จกลับมาต้องเอาเครื่องนี้เข้าระบบคอมพิวเตอร์ดูว่าเล่นจริงหรือเปล่า และต้องตรวจปัสสาวะทุกเช้า เพื่อดูว่าเขาขาดอาหารอะไร ทุกเช้าจะมีตารางออกมาเลยว่าใครต้องกินอาหารอะไร หมวดหมู่ไหน และวันนั้นทั้งวันเขาต้องกินอาหารหมวดหมู่นี้ทั้งหมด เพื่อให้ได้สิ่งที่ร่างกายเขาต้องการ

สนามที่ใช้ในการฝึกซ้อมก็เช่นกัน ผมทุ่มงบประมาณกับตรงนี้ไปเยอะ เงินสิบล้านถ้าต้องทำคือต้องทำ เช่น สั่งเปลี่ยนสนามหญ้าทั้งสนาม เพื่อให้เด็กมีความรู้สึกว่าไม่เจ็บ ซ้อมแล้วหญ้าดี ดิน นิ่ม หรือในช่วงหน้าหนาว ผมก็สร้างสนามในร่มอย่างดีให้เขา ถามว่าสโมสรอื่นมีไหม อาจจะมีแต่ไม่ดีเท่าเรา ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เราเสริมสร้างเขา ซึ่งผมคิดว่าการใช้เงินกับตรงนี้น่าจะดีกว่าไปซื้อซูเปอร์สตาร์มาเพื่อขายความดังของเขา

วาดหวังกับทีมจิ้งจอกสยาม เลสเตอร์ซิตี้ ในนัดแข่งขันพรีเมียร์ลีกปีนี้ระดับไหนคะ

ถ้าถามว่าผมอยากจะเป็นหนึ่งในห้าไหม ตอนนี้ยังไม่คิด สิ่งที่คิดคือเราต้องอยู่ตรงกลางระหว่างสิบถึงสิบห้า ประคองตัวให้อยู่รอดพ้นไม่ตกชั้น เราต้องปักหลักในลีกให้ได้ก่อน นั่นคือสิ่งที่ผมพอใจในวันนี้ แต่นับจากนี้อีกสามปีเราจะสร้างเด็กของเราขึ้นมา ถึงวันนั้นผมตั้งเป้าจะพาทีมติดอันดับท็อปไฟว์ให้ได้ อาจจะต้องใช้เงินเยอะ แต่เราจะไปให้ถึง

จากฟุตบอลไปต่อกันเรื่องม้าและสนามโปโล อะไรมาก่อนหลังคะ

ต้องม้าสิ (เสียงดัง) เริ่มจากประมาณยี่สิบปีที่แล้ว ผมไปเรียนศิลปะบังคับม้า แล้วรู้สึกว่าเราไม่เหมาะกับการขี่ม้าแบบสวยงาม ผมชอบกีฬาที่ท้าทาย จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเล่นโปโล ทีนี้เวลาผมทำอะไรแล้วต้องทำให้สุด ความคิดอยากทำสนามจึงเกิดขึ้นตามมา แต่ก่อนทำก็ถามตัวเองนะว่าเราจะเล่นจริงหรือเปล่า อายุขนาดนี้แล้วจะไหวไหม ได้คำตอบว่าการเล่นโปโลทำให้มีความสุข สุขอย่างไร มันต่างจากฟุตบอลที่เรานั่งดูคนอื่นเล่น เห็นคนอื่นเขามีความสุขแล้วเราสุขตาม แต่กีฬานี้เราเล่นเอง ความสุขจึงเกิดขึ้นจากข้างในตัวเรา ฉะนั้นพอลูกบอกจะเล่นด้วย ผมจึงตัดสินใจสร้างสนามโปโลที่พัทยา

ทีนี้เมืองไทยค่อนข้างร้อน เวลาที่เล่นได้คือ 4-5 โมงก่อนพระอาทิตย์ตก ผมบอกไม่ไหว ถ้าจะต้องมารีบเร่ง ผมจึงให้ติดไฟในสนามโปโลเหมือนสนามฟุตบอล ซึ่งเขาไม่ทำกันเพราะต้องใช้เงินหลายร้อยล้านบาท แต่ผมกลับคิดว่าถ้าทำแล้วสบาย ทำไมเราไม่ทุ่มเพื่อความสบายตรงนั้น กลายเป็นว่าพอโปรโมทออกไปเพราะผมทำเป็นธุรกิจ คนในวงการโปโลก็ทึ่ง พูดเป็นเสียงเดียวว่าเล่นเมืองไทยตอนไหนก็ได้เพราะมีไฟ หลังๆ ก็มีพวกที่อยู่ฮ่องกง สิงคโปร์ บินมาเล่นช่วงวีคเอนด์ ทีนี้ต้องยอมรับว่าคนเล่นโปโลต้องมีฐานะดี และมีตำแหน่งการงานที่ดี เพราะเป็นกีฬาที่ค่อนข้างใช้เงินสูง ฉะนั้นโอกาสที่จะเจอคนและแลกเปลี่ยนความคิดของเราก็กว้างขึ้น พูดได้ว่าในแง่ของธุรกิจมีผลประโยชน์ซ่อนอยู่

ท่านเป็นคนไทยคนแรกและคนเดียวที่ได้เล่นโปโลกับราชวงศ์อังกฤษใช่ไหมคะ

วันนี้จะมีคนอื่นอีกหรือเปล่าไม่รู้ แต่ผมเป็นคนเริ่มต้นแรกๆ ตั้งแต่เล่นกับเจ้าฟ้าชายชาร์ล ก่อนทรงรีไทร์ ต่อมาก็ได้เล่นกับพระโอรสของพระองค์ท่านทั้งสองพระองค์ คือเจ้าชายวิลเลียมและเจ้าชายแฮร์รี่ แต่ทุกครั้งเป็นการเล่นเพื่อการกุศลหมดนะ อย่างหลายปีก่อนที่เจ้าชายวิลเลียมเสด็จไปทรงเล่นให้ทีม เป็นช่วงที่ผมกำลังทำลิสต์แบนด์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ 60 ปี ผมก็ทูลเจ้าชายวิลเลียมให้ช่วยใส่ลิสต์แบนด์ให้หน่อย ตอนแรกท่านก็รับสั่งว่าไม่มีอยู่ในหมายนี่ แต่สุดท้ายก็ยอมทรงใส่ให้ พร้อมกับใส่เสื้อเหลืองมีตรา “เรารักพระเจ้าอยู่หัว” ด้วย อีกปีหนึ่งผมทำบัตรถวายพระพร ก็ทูลให้พระองค์ทรงเขียนลายพระหัตถ์ถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หลังจากนั้นผมนำโปสการ์ดแผ่นนั้นไปถวายพระองค์ท่าน โดยทูลว่าเจ้าอังกฤษทรงทำมาให้ พระองค์ทอดพระเนตรแล้วทรงมีรับสั่งเสียงสูงว่า “เหรอ” (หัวเราะ)

สนามโปโลที่บิลลิ่งแบร์ที่ท่านให้แพรวเข้ามาเก็บภาพครั้งนี้ ข่าวว่าเป็นสนามที่ดีที่สุดในลอนดอนใช่ไหมคะ

ผมไม่กล้าพูดว่าของเราดีที่สุดหรือเปล่า แต่การได้ที่นี่มาต้องบอกว่าเป็นโชค เดิมสนามนี้เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วเป็นของปริ๊นซ์มาเลเซีย ผมเคยจะซื้อจากเขา แต่เขาเรียกแพงมาก ผมจึงตัดใจ แล้วก็ลืมไปเลย กระทั่ง 2 ปีที่แล้วเจ้าของเดิมซึ่งเป็นชาวสวีเดนเชิญผมมาเล่นโปโล แต่ตอนนั้นผมเพิ่งตกม้าและเจ็บคอ จึงให้ลูกชายลงเล่นแทน ทีนี้พอกลับมาเห็นอีกครั้งความชอบก็ยังอยู่ เลยให้คนไปทาบทามว่าถ้าจะขายเมื่อไหร่ให้บอก ผ่านไป 3 เดือน เขาโทรมาบอกว่าจะขาย 12 ล้านปอนด์ ผมบอกถ้าให้ 10 ล้านจะไปดูพรุ่งนี้เลย เขาถามกลับมาว่าจ่ายสดหรือเปล่า ผมบอกเดี๋ยวนี้ บังเอิญตอนนั้นเขาร้อนเงิน ผมเลยได้มา ตอนนั้นคิดว่าที่เล็กนิดเดียว ที่ไหนได้ตั้ง 666 ไร่

พอคนรู้ว่าผมซื้อสนามนี้ก็ถามเลย มีสนามอยู่แล้วจะซื้อทำไม(คุณวิชัยมีสนามโปโลที่แกดบริดจ์อยู่ก่อนแล้ว เนื้อที่ 32 เอเคอร์) ผมบอกว่าก็ชอบและผมมีลูก 2 คน ให้เขาคนละสนามก็จบ แต่ความจริงคือตอนนี้ผมมีสนามที่สามแล้ว อยู่ใกล้ๆ กันนี่แหละ อย่างที่บอกในตอนต้น ผมเป็นคนที่ถ้าชอบผมก็ซื้อ เวลาเจอคำถามว่าซื้อไปทำอะไร จึงตอบอย่างอื่นไม่ได้จริงๆ นอกจาก…ก็ชอบน่ะ

ทั้งแผนเกษียณ ทั้งทีมฟุตบอล และสนามโปโล ชวนให้คิดว่าท่านจะปักหลักอยู่ที่อังกฤษนะคะ

ไม่หรอกครับ เพียงแต่ 2-3 ปีที่ผ่านมาผมใช้ชีวิตอยู่ที่อังกฤษมากกว่า เพราะมีบ้าน มีสนามขี่ม้า มีทีมฟุตบอล มีเพื่อนที่ไม่ใช่คนไทย(หยอดมุกเสร็จก็ขำกับอาการตาโตของคนสัมภาษณ์) เอ้า… เจอคนไทยแล้วผมเหนื่อยนะ เพราะต้องไปกินร้านเดิมๆ อย่างเขาบอกอยากกินเป็ด ผมเพิ่งกินมา(ทำเสียงหน่าย) แต่สุดท้ายก็ต้องไปกับเขา

หลังเกษียณผมไม่ได้เจาะจงว่าจะอยู่ที่ไหน ผมมีบ้านที่เมืองไทยในหลายๆ จังหวัด แล้วก็มีที่นี่ เคยอยากซื้อบ้านในหลายๆ ประเทศ ทั้งญี่ปุ่น จีน อเมริกา แต่สุดท้ายก็รู้สึกว่าเป็นภาระ สู้ไปเปิดห้องสูทคืนละแสนที่โรงแรมนอนดีกว่า อยู่ 5 คืนก็ 5 แสน ขณะที่ถ้าซื้อบ้านหลังหนึ่งมันมีค่าใช้จ่ายมากกว่านั้น แต่ผมเคยมีบ้านที่เมืองจีนนะ เพราะเคยไปบุกเบิกทำดิวตี้ฟรีที่กำแพงเมืองจีน แต่พอเปิดไปได้สัก 2 ปีเริ่มไม่ไหว เพราะปัญหามาก รีดผมตลอด จนผมบอกเอาไปเถอะ เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ตอนนี้จึงพูดได้ว่าผมทำดิวตี้ฟรีเฉพาะในเมืองไทยเท่านั้น

ความจริงผมเป็นคนชอบอยู่เฉยๆ เงียบๆ ไม่ชอบกวนคนอื่น เลยไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมีคนมากวนผมจัง บังคับผม ชวนกินข้าว สงสัยทำไมกินที่บ้านตัวเองไม่ได้หรือ คุณต้องเข้าใจ ผมกินของแพง ให้เขาเลี้ยงเขาก็อึดอัดว่าเลี้ยงลำบาก เราจะเลี้ยงเขาทุกวัน เขาก็น่าจะรู้สึกไม่อยากเอาเปรียบเราใช่ไหม (หัวเราะ)

แล้วยังมีมุมแบบไหนในชีวิตที่ท่านฝันถึงอีกไหมคะ

คนแวดล้อมผมชอบถามว่าพรุ่งนี้ทำอะไร ผมบอกค่อยคิด ไม่ชอบฟิก เวลาจะบอกเองว่าเราต้องทำอะไร เหมือนอย่างผมอยู่ที่อังกฤษนี่ แรกๆ ถามจัง จะขี่ม้าไหม ผมบอกคุณมีหน้าที่ฝึกม้าก็ไปฝึก ผมตื่นมาอยากขี่ก็ขี่ เพราะพรุ่งนี้ไม่มีใครรู้ว่าฝนจะตกหรือเปล่า ถ้าฝนตกจะเล่นยังไง ถ้าแพลนไว้ก็เล่นไม่ได้ เราลิขิตเหนือข้างบนไม่ได้จริงไหม

ผมตื่นไม่สายและไม่เช้า เพราะเป็นคนนอนดึก ไม่ใช่ความคิดแล่นตอนกลางคืน เพราะความคิดผมแล่นตลอดอยู่แล้ว แต่ไม่ชอบนัดใครเช้า เพราะเวลาเช้าเป็นเวลาส่วนตัว ผมไม่ชอบใช้อ่างอาบน้ำ รู้สึกว่าเสียเวลา อยู่คนเดียวในอ่างก็ไม่เอนจอย จะไปเอาคนมาอยู่ด้วยก็ไม่รู้เขาจะอยากอยู่ด้วยหรือเปล่า เพราะฉะนั้นอย่ามีดีกว่า รีบอาบรีบออก
ที่เล่ามาเพราะต้องการจะบอกว่าไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนผมก็พยายามจะทำให้ชีวิตมีความสุข ความสุขของผมไม่ใช่การไปรับของของคนอื่น ใครให้ของขวัญอะไรผมไม่เคยเปิด ไม่ใช่เพราะไม่อยากรู้ แต่ไม่ได้อยากได้ ปีใหม่หรือวันเกิดผมบอกคนอื่นเลยว่าไม่ต้องให้อะไรผม เพราะผมพอแล้ว

คำถามสุดท้ายแล้วค่ะ เพราะอะไรจึงขอพระราชทานนามสกุลใหม่คะ

โชคดีเหลือเกินในชีวิตที่ผมมีโอกาสได้ถวายงาน และเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหลายครั้ง วันหนึ่งก็มีคนใกล้ชิดพระองค์ท่านถามมาว่าไม่อยากได้อะไรเลยหรือ ที่ผ่านมาผมไม่เคยขออะไรเลย ซึ่งเป็นเพราะหนึ่ง ไม่คิดว่าตัวเองจะอยากได้อะไร สอง ไม่กล้า ทีนี้พอมีคนถาม ผมก็คิดและถามไปว่าถ้าจะขอพระราชทานนามสกุลใหม่ล่ะจะได้ไหม ที่ผ่านมารู้สึกถูกรังแกบ่อยเหลือเกิน ตอนนั้นพระองค์ท่านประทับอยู่ศิริราช อีกสองวันถัดมาก็ได้รับแจ้งว่า พระองค์พระราชทานนามสกุล “ศรีวัฒนประภา” ลงมาให้แล้วนะ ผมเลยจัดแจงทำเรื่องขอเปลี่ยนทันที (นามสกุลเดิมคุณวิชัยคือ รักศรีอักษร) นับเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตเป็นที่สุด

หวังว่าชีวิตนับต่อแต่นี้อุปสรรคขวกหนามจะเบาบาง ผมจะได้เกษียณอย่างจริงๆ ซะที

เรื่อง: CHTN Y.
ภาพ : กฤตธีผ่องเสรี
ที่มา : นิตยสารแพรวฉบับ 841 คอลัมน์ สัมภาษณ์

keyboard_arrow_up