ความลำบากคือ เส้นทางสู่ความสำเร็จ โยชิโกะ ชิโนะฮาระ เศรษฐีนีพันล้าน คนแรกของญี่ปุ่น

โยชิโกะ ชิโนะฮาระ สตรีวัย 84 กับความสำเร็จที่ไม่ได้มาโดยง่าย เธอต้องผ่านความยากลำบากตั้งแต่วัยเด็ก แต่ปัจจุบันเธอถูกจัดอันดับให้เป็น มหาเศรษฐีนีพันล้าน (เหรียญสหรัฐ) คนแรก ที่รวยที่สุดในประเทศญี่ปุ่น และติดอันดับ 50 นักธุรกิจที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกอีกด้วย

ความสำเร็จบางครั้งก็ไม่ได้เสกขึ้นมาได้ในพริบตา คุณรู้หรือไม่ว่ามหาเศรษฐีพันล้านที่รวยที่สุดในโลกเจ้าของเว็บไซต์ Amazon อย่าง เจฟฟ์ เบซอส เริ่มจากเงินทุนเพียง  $10,000 และใช้โรงจอดรถดัดแปลงทำเป็นออฟฟิศ หรือจะเป็น แจ็ค หม่า อดีตเด็กชายตัวเล็กแกร็น ฐานะยากจน แต่ปัจจุบันเขากลายเป็นเจ้าของบริษัท Alibaba เว็บไซต์ขายส่งที่ใหญ่ที่สุดในโลกของจีน

โยชิโกะ ชิโนะฮาระ

เส้นทางสู่การเป็นมหาเศรษฐีพันล้านของพวกเขานั้น ไม่ง่ายเลย แต่พวกเขามีสิ่งเดียวกันที่ใช้เป็นเครื่องมือสู่ความสำเร็จคือ ความขยัน และอดทน เช่นเดียวกับเธอคนนี้ โยชิโกะ ชิโนะฮาระเศรษฐีนีพันล้านคนแรก ที่รวยที่สุดในประเทศญี่ปุ่น กับเส้นทางชีวิตที่ต้องใช้ความมานะ อุตสาหะ และอดทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมญี่ปุ่นด้วยแล้ว ที่ผู้ชายมักดูเหนือกว่าผู้หญิงในทุกๆ ด้าน

โยชิโกะ เกิดเมื่อปี 1934 เธอเติบโตขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พ่อของเธอมีอาชีพเป็นครูใหญ่ ในโรงเรียนมัธยม แต่น่าเสียดายเมื่อความตายได้พรากพ่อของเธอไป เมื่อโยชิโกะอายุได้เพียง 8ขวบเท่านั้น ส่วนแม่นั้น ทำงานเป็นพยาบาลผดุงครรภ์ ในความโชคร้ายที่โยชิโกะต้องสูญเสียพ่อ ก็ยังมีความโชคดีคือ แม่ของเธอเลี้ยงดูเธอมาอย่างดีและไม่เคยแต่งงานใหม่อีกเลย

คุณคงคิดว่าคนที่ทำธุรกิจเก่งๆ นั้นต้องเรียนจบสูงๆ แต่สำหรับโยชิโกะ เธอเรียนจบแค่ชั้นมัธยมเท่านั้น หลังจากนั้นเธอได้เข้าพิธีแต่งงาน แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นการใช้ชีวิตคู่เพียงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น โยชิโกะรู้ตัวดีว่าเธอยังไม่ได้อยากแต่งงาน และเขาคนนั้นยังไม่ใช่สำหรับเธอ นั่นทำให้อดีตสามีถึงกับไม่พอใจ และยังโกรธแม่และพี่ชายของเธอมากอีกด้วย

โยชิโกะเคยให้สัมภาษณ์กับ Harvard Business Review เกี่ยวกับเรื่องชีวิตคู่ของเธอว่า ชีวิตของเธอต้องมีอะไรมากกว่า การแต่งงานและเป็นแม่บ้านเหมือนผู้หญิงคนอื่นๆ โยชิโกะตั้งปณิธานไว้ว่าเธออยากจะประสบความสำเร็จก่อนแต่งงาน หลังจากที่หย่าร้าง โยชิโกะได้พูดกับตัวเอง “ฉันต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว”

โยชิโกะ ชิโนะฮาระ

ภายหลังจากที่ โยชิโกะได้แยกทางกับสามี เธอได้หางานทำในประเทศญี่ปุ่น แต่อะไรๆ ก็ดูจะไม่เป็นใจเหมือนที่เธอคิด โยชิโกะถูกปฎิเสธงานหลายที่ นั่นจึงทำให้เธอตัดสินเดินทางไปใช้ชีวิตอยู่ที่ ยุโรป ซึ่งที่นั่นเธอได้ทำงานเป็นเลขา จนในปี 1970 เธอจึงตัดสินใจเดินทางกลับบ้านเกิดตัวเอง และเปิดบริษัท Temp Holdings (บริษัทจัดหาพนักงานชั่วคราว) ในปี 1973 โดยใช้ห้องพักในอพาร์ทเม้นท์ ณ กรุงโตเกียว เป็นสถานที่ทำงาน ถึงแม้ว่าในตอนนั้น การเปิดบริษัทแบบนี้จะไม่ถูกต้องตามกฎหมายก็ตามแต่เธอก็พร้อมที่จะเสี่ยงเพื่อที่เริ่มต้นทำมัน

นอกจากนี้โยชิโกะยังให้ความสำคัญ และให้โอกาสผู้หญิงในการทำงาน เธอเคยให้สัมภาษณ์กับ Forbes Asia ว่า ผู้หญิงเมื่อแต่งงาน มีลูกแล้ว เมื่อเป็นแม่บ้าน ก็คงเป็นเรื่องยากที่จะกลับมาทำงานอีก รวมถึงถ้าอยากจะกลับมาทำงานจริง ก็น้อยนักที่บริษัทหลายๆ ที่จะเปิดรับ และให้โอกาส แต่สำหรับโยชิโกะเธอรู้ดีว่า ผู้หญิงนั้นสามารถทำงานได้ดี ในขณะที่พวกเธอเลี้ยงลูกไปด้วยได้ ซึ่งบริษัทของเธอนั้นรับรู้รวมถึงพร้อมที่จะแก้ปัญหานี้ โดยโฆษกของบริษัทได้กล่าวว่า “บริษัทของเราจะเติบโตขึ้นได้ด้วยพลังของผู้หญิง”

ในช่วงแรกนั้น โยชิโกะ ก็มีความตั้งใจว่าบริษัทของเธอจะจ้างแต่ผู้หญิงเข้ามาทำงานอย่างเดียว แต่สำหรับบริบททางสังคมในประเทศญี่ปุ่นนั้นอาจจะไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เธอคิดและทำอยู่ จึงทำให้ยอดขายของบริษัทนับวันยิ่งตกลงเรื่อยๆ

ในปี 1988 เธอจึงแก้ไขปัญหานี้โดยการปรึกษากับผู้จัดการบริษัท ว่าอยากจะจ้างพนักงานผู้ชายให้เข้ามาทำงานด้วย ซึ่งเธอได้รับคำตอบจากผู้จัดการของเธอว่า ‘No, thank you, we don’t need any of those creatures.’ (ไม่ ขอบคุณ เราไม่จำเป็นต้องมีคนพวกนั้น) แต่ด้วยสัญชาตญาณที่เธอเชื่อมั่นในความคิดของตัวเอง  โยชิโกะตัดสินใจว่าจ้างพนักงานผู้ชาย ผลปรากฎว่ายอดขายดีขึ้น นั่นจึงทำให้เธอพบว่า ความสมดุลของผู้หญิง และผู้ชายเป็นหัวใจหลัก ที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จ

จากบริษัทที่ตั้งอยู่ในห้องเล็กๆ ของอพาร์ทเม้นท์ ปัจจุบัน Temp Holdings มีสำนักงานถึง 313 แห่งทั้งในประเทศญี่ปุ่นเอง รวมถึง ลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา และไต้หวัน บริษัทมีรายได้ถึง 4.5 พันล้านดอลลาห์สหรัฐ (1.5 แสนล้านบาท) เมื่อปี 2017 ที่ผ่านมา และนี่จึงทำให้เธอกลายเป็นผู้หญิงคนแรกที่รวยที่สุดในประเทศญี่ปุ่น

หลายคนตั้งเป้าหมายว่าเมื่อลงมือทำธุรกิจแล้ว สักวันหนึ่งคงต้องรวยและประสบความสำเร็จ เป็นเศรษฐีแน่นอน แต่สำหรับโยชิโกะ เธอไม่เคยตั้งใจที่จะเป็นมหาเศรษฐี และเธอก็ไม่เคยคิดว่าธุรกิจที่เธอทำจะประสบความสำเร็จมากมายขนาดนี้ เธอต้องการแค่เพียงอยากให้ธุรกิจของเธอเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้เท่านั้น

ถึงแม้ว่าช่วงเวลาที่ผ่าน โยชิโกะจะประสบความสำเร็จในชีวิต แบบชนิดที่เธอเองก็ไม่คิดว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ แต่เธอเองก็ไม่ได้แต่งงาน และมีลูก ในทางกลับกัน เธอได้แบ่งหุ้น 5% เพื่อนำมาตั้งมูลนิธิ Yoshiko Shinohara เพื่อมอบทุนให้กับนักเรียนที่สนใจเรียนต่อเพื่อไปเป็นพยาบาล รวมถึงพี่เลี้ยงเด็ก และนักสังคมสงเคราะห์ ฯลฯ

ความลำบากคือ เส้นทางสู่ความสำเร็จ ไม่มีอะไรที่ได้มาโดยง่าย ทุกสิ่ง ทุกอย่างล้วนแต่ต้องใช้ความตั้งใจ และไม่ย่อท้อ ทำทุกอย่างให้สุด เราเชื่อว่าผู้หญิงทุกคนมีพลังวิเศษที่หากลงมือทำ ต้องทำได้ และทำได้ดี ไม่แพ้ผู้ชายแน่นอน…..

 

keyboard_arrow_up