ความรัก ราชวงศ์ไทย

ตราตรึงใจยิ่งกว่านิยาย 3 รักนิรันดร์แห่งราชบัลลังก์ ราชวงศ์ไทย – ญี่ปุ่น – อังกฤษ

Alternative Textaccount_circle
event
ความรัก ราชวงศ์ไทย
ความรัก ราชวงศ์ไทย

แพรว ขอพาคุณผู้อ่านไปซาบซึ้งใจกับ 3 เรื่องราวความรักนิรันดร์แห่งราชบัลลังก์ ราชวงศ์ไทย ราชวงศ์ญี่ปุ่น และราชวงศ์อังกฤษ ซึ่งเป็นรักแท้ที่มั่งคงยาวนาน และมีสตอรี่ชวนตราตรึงใจยิ่งกว่านวนิยายรัก

จากเกลียดแรกพบสู่นิรันดร์แห่งรัก

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร – สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนเลยว่าการพบกันครั้งแรก ณ กรุงปารีส เมื่อปี 2491 อันเป็นต้นเหตุของการเกลียดแรกพบในมุมมองของหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ (พระอิสริยยศในขณะนั้น) จะเป็นที่มาของรักแรกพบที่เก็บอยู่ในส่วนลึกพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

แม้เมื่อครั้งที่สมเด็จพระราชชนนีมีรับสั่งทางโทรศัพท์ถามถึงธิดาของท่านทูตไทย พระองค์จะทรงรับสั่งตอบกลับเพียงสั้นๆ ว่า “เห็นแล้ว น่ารักมาก” ทว่าหลังจากนั้นไม่นานเมื่อคราวที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ประชวรจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ สิ่งแรกที่ทรงทำเมื่อรู้สึกพระองค์ คือหยิบรูปหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ออกมาจากกระเป๋า แล้วถวายแด่สมเด็จพระราชชนนีพร้อมมีรับสั่ง “แม่…เรียกสิริมาที”

ราชวงศ์ไทย

ไม่มีใครเคยล่วงรู้มาก่อนว่าภาพหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ที่ทรงหยิบออกมาจากกระเป๋าส่วนพระองค์ เป็นภาพเฉพาะใบหน้าที่ตัดออกมาจากภาพหมู่ที่ทรงถ่ายให้กับคณะบุคคลที่มาเข้าเฝ้าฯ ที่สถานทูตไทยประจำกรุงปารีส และในขณะที่พระองค์ทรงกำลังเตรียมกล้องถ่ายภาพอยู่นั้นทรงพบว่า หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ซึ่งยืนเป็นคนสุดท้ายอยู่ในมุมที่มองไม่เห็น พระองค์จึงทรงมีรับสั่งก่อนลั่นชัตเตอร์ว่า “ยู้ฮู! คนข้างหลังโผล่หน้ามาหน่อยสิ”

ณ กรุงปารีส รักแรกและเกลียดแรกของทั้งสองพระองค์ค่อยๆ คลี่คลายจนกลายเป็นความเข้าใจด้วยสายใยแห่งดนตรี เป็นที่ประจักกันแล้วว่าพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงสนพระทัยเรื่องดนตรีมาตั้งแต่ครั้งทรงพระเยาว์ ทั้งยังทรงเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีแจ๊สและการประพันธ์

ราชวงศ์ไทย

ส่วนหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์นั้นนอกจากจะเป็นนักเปียโนมือฉมัง ที่มีโอกาสเข้าร่วมวงกับพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเหล่านักเรียนไทยในกรุงปรารีสอยู่บ่อยครั้ง สาวน้อยผู้นี้ยังสามารถวิจารณ์การดนตรีได้อย่างตรงไปตรงมา และมีความคิดเป็นของตัวเองอย่างเปิดเผย นั่นจึงทำให้บทสนทนาภาษาดนตรีระหว่างสองพระองค์เปี่ยมด้วยสีสัน

เมื่อภาษาดนตรีคือสะพานแห่งไมตรีจนกลายเป็นรักตามครรลองที่อยู่ในสายตาของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย พิธีหมั้นภายในครอบครัวจึงเกิดขึ้นในวันที่ 19 กรกฎาคม 2492 ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ พร้อมพิธีฉลองหมั้นอย่างเรียบง่าย ณ สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอนในวันที่ 12 สิงหาคม ปีเดียวกัน ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 17 ปีของหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์

ราชวงศ์ไทย

ในค่ำคืนนั้น พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงดนตรีพระราชทานแก่แขกที่เข้าร่วมงาน และทรงสวมธำมรงค์หมั้นแด่สตรีผู้มีความพิเศษยิ่ง เป็นธำมรงค์เพชรเกาะไว้ด้วยหนามเตยเป็นรูปหัวใจ และแม้ธำมรงค์องค์นี้จะมีขนาดเล็กไม่ถึง 2 กะรัต แต่นี่คือสัญลักษณ์แห่งความรักอันเรียบง่ายแต่มั่นคงแห่งองค์สมเด็จพระบรมราชชนกและสมเด็จพระบรมราชชนนี

ราชวงศ์ไทย

พระราชพิธีหมั้นที่ว่าเรียบง่ายแล้ว การฉลองพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกลับเรียบง่ายยิ่งกว่าดุจดังพระราชจริยวัตรของทั้งสองพระองค์ โดยในเรื่องความเรียบง่ายนี้คุณหญิงเกนหลง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ได้บันทึกไว้ใน “เป็น อยู่ คือ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” ว่านี่อาจจะเป็นการเลี้ยงในพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสที่ง่าย เรียบ และสิ้นเปลืองน้อยที่สุดในโลก โดยมีแขกเข้าร่วมงานราว 20 คนเท่านั้น

ราชวงศ์ไทย

หลังจากพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2493 ทั้งสองพระองค์ก็ทรงเริ่มต้นการทรงงานอย่างหนักเพื่อประชาชนไทยในทุกภูมิภาค ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงสนพระทัยเรื่องน้ำ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จะทรงสานงานต่อเรื่องป่า พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินนำหน้า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ก็เสด็จพระราชดำเนินตามหลังไม่เคยห่าง

ราชวงศ์ไทย

แม้ทั้งสองพระองค์จะทรงตรากตรำทำงานหนัก แต่กระนั้นก็ไม่มีวันใดเลยที่จะทรงละเลยในความรักที่มีให้แก่กัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ อย่างฉลองพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงดูแลด้วยพระองค์เองเสมอมาตั้งแต่รองพระบาท ถุงเท้า รัดพระองค์ และเน็กไท

ราชวงศ์ไทย

ส่วนพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ก็ทรงมอบความห่วงใยให้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการที่ทรงเก็บพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่พระองค์ทรงถ่ายด้วยฝีพระหัตถ์ไว้ทุกรูปโดยไม่เคยทิ้ง หรือแม้แต่รอยยิ้มและพระอารมณ์ขันที่ทรงมอบให้อีกพระองค์แม้ขณะที่ทรงงานหนัก

ราชวงศ์ไทย

แม้ในวันนี้ผู้เป็นดั่งกำลังใจแห่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รวมทั้งผืนแผ่นดินไทยจะเสด็จสู่สวรรคาลัยอย่างไม่มีวันหวนกลับคืนมา แต่ชาวไทยทั่วทั้งแผ่นดินต่างประจักษ์ชัดแล้วว่า พลังแห่งรักของทั้งสองพระองค์จะยังคงฝังลึกเป็นดั่งหัวใจแห่งแผ่นดินไทยตราบนิจนิรันดร์

 

รักแท้จนแก่เฒ่า จากสนามเทนนิสสู่ราชบัลลังก์

สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ – สมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ

หากเอ่ยถึงราชวงศ์ญี่ปุ่นขึ้นมาเมื่อใด ภาพที่หลายคนน่าจะนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ คงจะเป็นภาพการเคียงคู่กันของ “สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ” ประมุขพระองค์ก่อนหน้านี้ของญี่ปุ่นที่ทรงสละราชสมบัติไป เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2562 หากนับตั้งแต่วันที่ทั้งสองพระองค์ทรงพบรักกันนั้น ก็เป็นเวลายาวนานกว่า 64 ปีแล้วทีเดียว ซึ่งหลายคนอาจจะไม่เคยรู้เลยว่า ความรักที่งดงามท่ามกลางราชบัลลังก์ดอกเบญมาศอันยิ่งใหญ่นั้น เริ่มต้นมาจากจุดเล็กๆ อย่างสนามเทนนิสเท่านั้นเอง

ราชวงศ์ญี่ปุ่น

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2500 สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ ซึ่งขณะนั้นทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นมกุฎราชกุมาร ทรงพบรักกับหญิงสามัญชนนามว่า “มิชิโกะ โชดะ” ที่สนามเทนนิสในเมืองคารุอิซาว่า จังหวัดนากาโนะ การพบกันครั้งแรกนั้น ทั้งคู่เพียงแค่แข่งขันเทนนิสกันอย่างสนุกสนาน แต่ดอกรักจากสนามเทนนิสกลับผลิบาน จนเรียกได้ว่าเป็นแมตช์แห่งรักแรกพบเลยทีเดียว เพราะเจ้าชายอากิฮิโตะทรงสนพระทัยมิชิโกะเป็นอย่างมาก

ราชวงศ์ญี่ปุ่น

แต่ความรักของทั้งคู่ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่คิด ด้วยฐานะที่แตกต่างกันมากระหว่างว่าที่ประมุขกับหญิงสามัญชน แม้มิชิโกะจะเกิดในครอบครัวที่ร่ำรวยมากก็ตาม ทำให้เกิดกระแสต่อต้านความรักครั้งนี้อยู่มาก แถมในช่วงแรกๆ มิชิโกะและครอบครัวก็ยังไม่ค่อยเปิดใจรับความรักจากเจ้าชายอากิฮิโตะสักเท่าไหร่

ราชวงศ์ญี่ปุ่น

แต่แล้วความเพียรพยายามของเจ้าชายอากิฮิโตะก็เป็นผลสำเร็จ จนชนะใจมิชิโกะได้ในที่สุด และความมั่นคงในรักแท้ของทั้งคู่ก็ทำให้สามารถฝ่าฝันกระแสดราม่าต่างๆ นานา จนท้ายที่สุดก็ได้อภิเษกสมรสกันในปี 2502 ซึ่งการอภิเษกสมรสครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกเลยทีเดียวที่หญิงสามัญชนได้เป็นพระชายาเอกของสมาชิกราชวงศ์ อีกทั้งมิชิโกะยังสามารถเอาชนะใจชาวญี่ปุ่นได้อย่างไร้ข้อกังขา จนเกิดกระแส “มิชิ บูม” (Mitchi Boom) ที่ยกให้เธอเป็นสัญลักษณ์ของญี่ปุ่นยุคใหม่และประชาธิปไตย

ราชวงศ์ญี่ปุ่น

ในปี 2532 เจ้าชายอากิฮิโตะทรงขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ มิชิโกะจึงได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะตามลำดับ จนกระทั่งปี 2562 สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ ทรงสละราชบัลลังก์ เพื่อทรงใช้ชีวิตเรียบง่ายกับสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ ซึ่งทั้งสองพระองค์อาจจะทรงจับจูงกันไปเดินเล่นในสวนภายในพระราชวัง ทรงชี้ชวนกันดูสีสันของใบไม้ที่เปลี่ยนผันไปตามฤดูกาล และบางสุดสัปดาห์ก็จะทรงเปลี่ยนพระอิริยาบถด้วยการทรงฉลองพระองค์ชุดเทนนิสเพื่อลงสนามเล่นกีฬาโปรด กีฬาที่เปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นแห่งรัก

ราชวงศ์ญี่ปุ่น

นับว่าเป็นความรักที่ยาวนานและงดงามราวกับเทพนิยาย ตั้งแต่ทั้งสองพระองค์ยังเป็นหนุ่มสาว จวบจนปัจจุบันที่พระเกศาขาวโพลนแล้ว แต่ภาพที่ทั้งสองพระองค์ทรงเคียงคู่กันในทุกสถานที่ก็ยังคงปรากฏให้ได้ประทับใจอยู่เสมอ และแน่นอนว่าจะเป็นภาพแห่งรักแท้ที่ตราตรึงใจตลอดไป

ราชวงศ์ญี่ปุ่น

 

อุปสรรคไม่อาจขวางกั้น รักมาราธอนแห่งราชวงศ์อังกฤษ

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร – เจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงพบกับเจ้าชายฟิลิปแห่งกรีซและเดนมาร์ก (พระอิสริยยศในขณะนั้น) ครั้งแรก เมื่อปี 2477 ทั้งสองพระองค์ทรงเป็นพระญาติชั้นที่หนึ่งของกันและกัน ผ่านทางสายพระโลหิตของพระเจ้าคริสเตียนที่ 9 แห่งเดนมาร์ก และทรงเป็นพระญาติชั้นที่สาม ผ่านทางสายพระโลหิตของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย

ราชวงศ์อังกฤษ

จากนั้นทรงพบกันอีกครั้งที่วิทยาลัยราชนาวีอังกฤษในปี 2482 ซึ่งขณะนั้น สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงมีพระชนมายุเพียง 13 พรรษา แต่ทรงยอมรับว่ามีพระเสน่หากับเจ้าชายฟิลิป นับจากนั้นทั้งสองพระองค์ก็ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงกันและกันเรื่อยมา กระทั่งประกาศพิธีหมั้นอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2490

ราชวงศ์อังกฤษ

การหมั้นครั้งนั้นเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาหนาหู เนื่องจากเจ้าชายฟิลิปทรงไม่มีฐานะทางการเงินที่แน่นอน ทั้งยังประสูติจากต่างแดน รวมถึงการที่พระเชษฐภคินีของเจ้าชายฟิลิปเสกสมรสกับขุนนางชาวเยอรมัน ผู้มีสายสัมพันธ์กับพรรคนาซี ทำให้ก่อนการอภิเษกสมรสจะเกิดขึ้น เจ้าชายฟิลิปทรงสละบรรดาศักดิ์ของกรีซและเดนมาร์ก และทรงเปลี่ยนจากนิกายกรีกออร์ทอดอกซ์มาเข้ารีตแองกลิคัน รวมถึงทรงใช้พระยศ “ร้อยเอกฟิลิป เมาท์แบตเตน” ซึ่งเป็นนามสกุลของบรรพบุรุษอังกฤษฝั่งพระมารดา และก่อนการอภิเษกสมรสจะเกิดขึ้นจะเกิดขึ้นไม่นาน ก็ทรงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น ดยุกแห่งเอดินบะระ ชั้นรอยัลไฮเนส

ราชวงศ์อังกฤษ

ทั้งสองพระองค์อภิเษกสมรสกัน เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2490 ณ เวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ ท่ามกลางความไม่ราบรื่นนักแต่ก็งดงาม เนื่องจากอังกฤษยังคงบอบช้ำจากสงคราม เจ้าหญิงเอลิซาเบธจึงต้องใช้บัตรปันส่วนในการจัดหาวัตถุดิบสำหรับตัดฉลองพระองค์ที่ใช้ในวันอภิเษกสมรส ซึ่งออกแบบโดยนอร์มัน ฮาร์ตเนลล์ บวกกับสายสัมพันธ์กับชาวเยอรมันของเจ้าชายฟิลิป ก็ไม่เป็นที่ยอมรับของสาธารณชนชาวอังกฤษ ที่เพิ่งจะผ่านพ้นความทุกข์ยากของสงครามมา จึงทำให้พระเชษฐภคินีทั้งสามพระองค์ของเจ้าชายฟิลิป ไม่ได้รับเชิญให้เสด็จมาร่วมพระราชพิธีอภิเษกสมรส ในขณะที่ดยุกและดัชเชสแห่งวินด์เซอร์ ก็ไม่ได้รับเชิญให้เสด็จมาร่วมพระราชพิธีเช่นกัน แต่ทั้งสองพระองค์ทรงได้รับของขวัญวันอภิเษกสมรสจำนวน 2,500 ชิ้น จากทั่วทุกมุมโลกเลยทีเดียว

ราชวงศ์อังกฤษ

หากนับจากวันอภิเษกสมรสจวบจนวันนี้ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ และเจ้าชายฟิลิป ทรงครองรักกันมายาวนานกว่า 74 ปีแล้วทีเดียว ซึ่งนับเป็นความรักที่ยาวนานที่สุดแห่งราชวงศ์อังกฤษ


เรื่อง :  ศรัณยู / Onjira

ภาพ : Pinterest

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ 

เผยเหตุผลที่ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ ทรงเลือกพระธำมรงค์องค์เรียบง่ายเป็นของหมั้น

บทพิสูจน์รัก “จักรพรรดินีมิชิโกะ” ซินเดอเรลล่าญี่ปุ่น ชีวิตในวังที่โรยด้วยขวากหนาม

เบื้องลึกรักหวานในสนามเทนนิส จักรพรรดิ-จักรพรรดินีญี่ปุ่น สู้ฟันฝ่าม่านประเพณี

Praew Recommend

keyboard_arrow_up