เช็คด่วน! “ริมฝีปาก” บอกโรคได้ อาการเล็กน้อยอาจกลายเป็นปัญหาใหญ่

ริมฝีปาก
ริมฝีปาก

ริมฝีปากของเรานั้น นอกจากจะเป็นจุดดึงดูดความสนใจให้สาวๆ แล้ว ยังมีความเซ้นสิทีฟกว่าผิวหนังส่วนอื่นๆ เพราะเป็นจุดรวมของเส้นประสาทกว่าล้านเส้น ทั้งยังไม่มีน้ำมันและต่อมเหงื่อที่จะช่วยปกป้องหรือให้ความชุ่มชื้น จึงง่ายต่อการระคายเคือง ขณะเดียวกันก็สามารถบ่งบอกอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกายได้ ลองไปดูกันค่ะว่า อาการเจ็บป่วยที่ริมฝีปากซึ่งดูเหมือนเล็กน้อยนั้น จะสามารถบอกได้ว่าร่างกายอาจกำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพหนักๆ อะไรอยู่บ้าง

เช็คด่วน! “ริมฝีปาก” บอกโรคได้ อาการเล็กน้อยอาจกลายเป็นปัญหาใหญ่

ริมฝีปากบวม

ถ้าไม่ได้โดนผึ้งหรือใครต่อย แต่บวมโดยหาสาเหตุไม่เจอ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า อาจแพ้อาหารหรือสารบางชนิด แต่ถ้ามีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น คัน เจ็บ หรือลมพิษ ควรไปพบแพทย์ เพราะอาจแสดงถึงการติดเชื้อจากไวรัสบางชนิด เช่น งูสวัด หรือเริม

แผลพุพอง

แผลพุพองตามริมฝีปากบน ล่าง หรือแม้กระทั่งมุมปาก เกิดจากไวรัสบางชนิด เช่น เริม ซึ่งต้องระวังไว้ให้ดี เพราะหากคุณได้รับไวรัสเข้ามาแล้ว มันจะอยู่ในร่างกายเราไปอีกนาน และมักจะมีอาการขึ้นมาอีกเมื่อร่างกายอ่อนแอ แผลพุพองนี้มักจะเริ่มจากการปวดแปลบ คัน และแสบร้อน ที่สำคัญไวรัสมักถูกกระตุ้นให้แสดงอาการหนักขึ้นเมื่อโดนแสง อาการบาดเจ็บจากภายในปาก หรือแม้กระทั่งการมีประจำเดือน อย่างไรก็ตามแผลพุพองนี้ไม่ได้เกิดจากไวรัสชนิดรุนแรง แต่อาจบ่งบอกถึงสุขภาพร่างกายที่อ่อนเพลียและความเครียดที่มากเกินไป เพื่อให้เราพักผ่อนให้เพียงพอ หรืออย่างน้อยก็ควรทาลิปบาล์มที่ผสมสารกันแดด

ริมฝีปาก

 

กดแล้วเจ็บ

อาการเจ็บริมฝีปากบางจุดเมื่อกดลงไป ส่วนมากมักเกิดขึ้นพร้อมกับอาการอื่นๆ เช่น แผลพุพองหรือบวม ซึ่งมักบอกถึงอาการที่เกิดขึ้นภายใต้เนื้อเยื่อ แต่ถ้าริมฝีปากของคุณเริ่มเซ้นสิทีฟกับการถูกสัมผัสโดยไม่มีอาการอื่นๆ อาจแสดงถึงอาการแพ้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นลิปสติกหรือลิปบาล์มที่ใช้เรื่อยไปจนถึงยาสีฟัน ซึ่งอาจมีส่วนผสมบางอย่างที่ระคายเคืองผิวหนัง

ปากนกกระจอก

โรคปากนกกระจอกหรือการอักเสบที่มุมปาก มีอาการเจ็บ ปากแห้งและแตก เป็นแผล มักมีรอยแดง บวม และตึงที่มุมปากข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง โดยอาจมีอาการ 2-3 วันหรือนานกว่านั้น ซึ่ง ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อโรคปากนกกระจอกหรือเชื้อไวรัสอื่นๆ เช่น เริม รวมไปถึงเป็นอาการเบื้องต้นที่อาจจะบ่งชี้ถึงโรคเบาหวานได้ด้วย จึงควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจโดยละเอียด หรือในบางรายที่มีอาการไม่มาก ก็อาจเกิดจากการขาดสารอาหารบางชนิด เช่น ธาตุเหล็กที่ช่วยให้เซลล์ผิวฟื้นตัวได้เร็ว หรือการขาดวิตามินบีคอมเพล็กซ์ที่ช่วยบำรุงผิวและริมฝีปาก นอกจากนี้การกินวิตามินเอมากเกินไป (ส่วนใหญ่เกิดจากการกินอาหารเสริม) ก็อาจทำให้ริมฝีปากและมุมปากแตกแห้งได้ ดังนั้นจึงควรกินวิตามินเอจากผักและผลไม้ เช่น แครอท ผักใบเขียว เอพริคอต มะม่วง หรือเมลอน ก็เพียงพอแล้ว

ริมฝีปาก

ปากซีด

โดยปกติริมฝีปากมีสีอมชมพูจางๆ ซึ่งเกิดจากการหมุนเวียนของเลือด แต่ถ้าปากมีสีขาวซีด แสดงว่ามีเลือดไปเลี้ยงน้อย และมีปริมาณออกซิเจนในร่างกายต่ำลง อาการของโรคหัวใจและโรคปอดก็ส่งผลต่อระดับออกซิเจนในเลือด เช่นเดียวกับโรคไทรอยด์ ดังนั้นหากมีอาการปากซีดเป็นประจำหรือบ่อยๆ ก็อย่าละเลย

ริมฝีปาก

ปากแห้งและแตก

น่าจะเป็นอาการที่คนทั่วไปเผชิญมากที่สุด ส่วนใหญ่เกิดจากการใช้ชีวิตโดยไม่ได้ดูแล ป้องกันริมฝีปากให้ดี เพราะอย่างที่บอกว่า ริมฝีปากนั้นเป็นผิวหนังที่เซ้นสิทีฟ แค่เดิน ตากแดดทั้งวัน ปากก็ได้รับผลกระทบแล้ว ขณะที่ผิวหนังส่วนอื่น ๆ ยังมีครีมกันแดดหรือ เสื้อผ้าปกคลุม ดังนั้นควรบำรุงและปกป้อง ริมฝีปากด้วยลิปบาล์มผสมสารกันแดดทุกวัน และควรดื่มน้ำให้เพียงพอ

 

เมื่อรู้กันแล้วก็รีบเช็คเลยว่ากำลังเผชิญกับอาการไหนอยู่หรือเปล่า ถ้ามีต้องรีบจัดการด่วนๆ และที่สำคัญคืออย่าลืมเช็คสุขภาพร่างกายส่วนอื่นๆ เพิ่มเติมกันด้วยนะคะ


 

ที่มา : นิตยสารแพรว ฉบับ 938

keyboard_arrow_up