อย่างนี้ก็มีด้วยหรือ? 5 โรคแปลกประหลาด ไม่น่าเชื่อหมอยังงง

โรคแปลกประหลาด
โรคแปลกประหลาด

สิ่งของหลายอย่าง ยิ่งหายากยิ่งมีราคาสูง แต่โรคภัยไข้เจ็บนั้นไม่ใช่ ไม่ว่าโรคแปลกประหลาด  หรือโรคใดๆ ก็ไม่มีใครอยากเป็นทั้งนั้นแหละ โบราณท่านถึงว่า ความไม่มีโรคเป็นลาภก้อนมหึมายิ่ง

พูดถึงโรคภัยไข้เจ็บนั้นไม่ว่าเล็กน้อยหรือกระจิดริดก็ไม่มีใครอยากเป็น ยิ่งเป็นโรคที่ไม่ค่อยมีใครเป็นยิ่งน่ากังวล เพราะนอกจากลุ้นว่าจะหายหรือไม่หายแล้ว ยังต้องลุ้นเรื่องยารักษาด้วย ยิ่งคนเป็นน้อย ยายิ่งหายาก ซึ่งวันนี้ “แพรว” มีเรื่องราวของ 5 โรคแปลกประหลาด มาเล่าสู่กันฟัง ไปศึกษากันสักนิดว่าโรคเหล่านี้เกิดจากอะไรกันแน่ ไม่ว่าโรคอะไรก็ตามยิ่งพบเร็วยิ่งมีโอกาสหายมากขึ้น

โรคกินทุกอย่าง

โรคแปลกประหลาด

ใครเจริญอาหาร เขาว่าชีวิตมีปกติสุขดีมาก แต่หากกินอาหารทุกอย่างที่ขวางหน้า นี่ส่อเค้าว่าอนาคตชีวิตมีปัญหาแน่ และถ้ายิ่งกินทุกอย่างที่ขวางหน้า ยกเว้นแต่อาหารแล้วล่ะก็ แสดงว่าเขาคนนั้นกำลังเจ็บป่วยด้วยโรคทางจิตเวชที่ชื่อว่า พิก้าดิสออร์เดอร์ (Pica Disorder) จากที่มีการบันทึกกันมา ขอยกตัวอย่างวัตถุสิ่งของที่ผู้ป่วยโรคนี้เอาเข้าปาก ซึ่งต้องเรียกว่าทุกอย่างที่ขวางหน้าจริงๆ ไม่ว่าจะเป็น เส้นผม อุจจาระ เถ้าอัฐิ รากไม้ ดิน โคลน หิน ปูน ทราย ขี้เถ้า บุหรี่ ชอล์ก ดินสอ กระดาษ กาว สี สบู่ ยาสีฟัน น้ำยาขัดเงา ผงซักฟอก กระจก น้ำยาทำความสะอาด โลหะ กระจก เหรียญ ตะปู เป็นต้น ความรู้ทางการแพทย์ในปัจจุบันยังไม่สามารถค้นพบถึงต้นตอว่าอะไรเป็นตัวการสำคัญ แต่ทราบว่าโรคนี้พบเจอได้ทั่วโลกและเกิดได้ทั้งกับเพศชายและหญิง ทว่าส่วนใหญ่แล้วพบมากในผู้ป่วยที่เป็นหญิงตั้งครรภ์หรือไม่ก็เด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กเล็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ความร้ายแรงของโรคนี้คงอยู่ที่วัตถุสิ่งของที่กลืนกินเข้าไป ซึ่งหลายอย่างนั้นสุ่มเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดอันตรายตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ เช่น อาจสำลัก หายใจไม่ออก ลำไส้อุดตัน ติดเชื้อในร่างกาย รับพิษจากสารพิษหรือโลหะที่เป็นพิษ เป็นต้น

โรคปัสสาวะหอม

โรคแปลกประหลาด

ปัสสาวะใครว่าหอม? หากกล่าวเช่นนี้ เด็กบางคนรู้ความก็อาจจะสวนกลับไปว่าหนูเองแหละว่าหอม เหตุเพราะหนูๆ เหล่านี้เป็นโรคที่ชื่อว่า เมเปิ้ลไซรัป ยูรีนดีซิส (Maple Syrup Urine Disease) ที่แปลว่า โรคปัสสาวะน้ำเชื่อมเมเปิ้ล หรือเรียกกันง่ายๆ ว่า โรคฉี่หอม โรคนี้มักเกิดกับเด็กทารก เป็นโรคทางพันธุกรรม ซึ่งร่างกายของทารกที่ป่วยไม่สามารถย่อยสลายโปรตีนหรือกรดแอมิโน 3 ชนิด ได้แก่ ลิวซีน ไอโซลิวซีน และวาลีน ซึ่งทำให้กรดแอมิโนพวกนี้ไปสะสมเพิ่มระดับมากขึ้นในกระแสเลือด จนกลายเป็นโรคนี้ อาการเริ่มต้นคือ เบื่ออาหาร ดูดนมได้ไม่ดี เซื่องซึม น้ำหนักตัวลด หายใจเร็ว และที่โดดเด่นเป็นพิเศษคือ ปัสสาวะจะมีกลิ่นคล้ายกับเมเปิ้ลไซรัป อันเป็นที่มาของชื่อโรคนั่นเอง จากนั้นหากยังไม่ได้รับการดูแลรักษา อาการของทารกจะหนักขึ้น คือ ง่วงนอน อารมณ์แปรปรวน ร่วมกับอาเจียน และตามมาด้วยภาวะแทรกซ้อน เกิดกรดในเลือดสูง ชักเกร็ง สมองบวม สมองพิการ ไปจนกระทั่งเสียชีวิตในที่สุด โรคปัสสาวะหอมนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ทารกที่ป่วยจะต้องกินอาหารสูตรพิเศษที่ไม่มีหรือมีกรดแอมิโน 3 ตัวนั้นต่ำมาก และกินยาเพื่อลดระดับ กรดแอมิโนที่คั่งค้างอยู่ในร่างกายอีกด้วย

โรคผิวสีน้ำเงิน

โรคแปลกประหลาด

สเมิร์ฟมีตัวเป็นสีน้ำเงินก็ดูน่ารักดี หรือผิวสีน้ำเงินของชาว Na’vi ในหนังเรื่อง Avatar ก็ดูเท่ไปอีกแบบ แต่ถ้ามนุษย์เรามีผิวเป็นสีน้ำเงินบ้าง เขาคงดูเป็นคนประหลาดและต้องเจ็บไข้ได้ป่วยอย่างแน่นอน ความจริงก็เป็นเช่นนั้น เพราะมีโรค อยู่ 2 โรคที่ทำให้ผิวของคนเราแปรเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินได้ หนึ่งคือ โรคเลือดที่เกิดจากพันธุกรรมผิดปกติ ชื่อว่า โรคเมตฮีโมโกลบิเนเมีย (Methemoglobinemia) ซึ่งมีสาเหตุจากร่างกายของผู้ป่วยสร้างเมตฮีโมโกลบิน (Methemoglobin) หรือฮีโมโกลบินรูปแบบหนึ่งในปริมาณสูงเกินกว่าปกติ ด้วยเหตุที่ฮีโมโกลบินมีหน้าที่ส่งผ่านออกซิเจนไปสู่เนื้อเยื่อทั่วร่างกาย เมื่อเกิดความผิดปกติจนออกซิเจนถูกส่งผ่านไปอย่างไร้ประสิทธิภาพ จึงส่งผลให้ผู้ป่วยมีเลือดเป็นสีช็อกโกแลตและผิวเป็นสีน้ำเงิน นอกจากนี้ยังมีโรคผิวสีน้ำเงินอีกโรคหนึ่งชื่อว่า อาร์ไกเรีย (Argyria) ซึ่งเกิดจากผู้ป่วยรับสารซิลเวอร์คอลลอยด์ในปริมาณมากจนเกินไป ซิลเวอร์คอลลอยด์คือ สารที่มีแร่เงินเป็นส่วนประกอบ มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรค ในสมัยก่อนที่จะมีตู้เย็นนั้น ฝรั่งเขาจะใช้เหรียญเงินแช่ในน้ำนมเพื่อช่วยกันบูดได้ ต่อมาจึงมีการนำแร่เงินมาใช้เป็นยาปฏิชีวนะกันอย่างแพร่หลาย แม้กระทั่งทุกวันนี้ซิลเวอร์คอลลอยด์ก็ยังเป็นที่นิยมสำหรับผู้สนใจการแพทย์ทางเลือก อย่างนายพอล คาราสัน ผู้ป่วยโรคอาร์ไกเรียชาวอเมริกันที่โด่งดังจนได้ชื่อว่าป๊ะป๋าสเมิร์ฟนั้น ได้ใช้ซิลเวอร์คอลลอยด์เพื่อรักษาโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรัง แต่เขารับประทานมากเกินไปจนแร่เงินไปสะสมอยู่ตามเนื้อเยื่อ และเมื่อโดนแสงแดดเข้า ผิวหนังของเขาก็เปลี่ยนสีกลายเป็นสีน้ำเงินไปในที่สุด

โรคไม่เจ็บปวด

โรคแปลกประหลาด

เคยฝันกันไหมว่า ถ้าร่างกายเราไม่รู้สึกเจ็บปวดเหมือนพวกซูเปอร์ฮีโร่ก็คงจะดี แต่รู้ไหมว่า โลกเรามีคนเช่นนั้นอยู่จริง เพียงแต่ว่าเขาไม่ใช่ยอดมนุษย์เป็นแค่ผู้เจ็บป่วยด้วยโรคไร้ความรู้สึกเจ็บปวดตั้งแต่กำเนิดที่มีชื่อเป็นสากลว่า คอนจินิตัลอินเซนสิทิวิตี้ทูเพน (Congenital Insensitivity to Pain) หรือ คอนจินิตัลอนัลจิเซีย (Congenital Analgesia)
ถึงแม้ความเจ็บปวดจะเป็นสิ่งที่คนปกติทั่วไปไม่ชอบนัก แต่ต้องยอมรับว่าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการอยู่รอดปลอดภัยของชีวิต เพราะความเจ็บปวดเปรียบเสมือนเซ็นเซอร์ คอยแจ้งเตือนร่างกายเมื่อมีอันตรายกล้ำกรายเข้ามา หากไม่มีเซ็นเซอร์เสียแล้ว ร่างกายย่อมไม่อาจรับรู้ถึงอันตราย จึงไม่สามารถหลบลี้หลีกเลี่ยง หรือไม่ดูแลรักษาเมื่อได้รับอันตรายนั้นๆ ดังเช่นผู้ป่วยด้วยโรคไร้ความรู้สึกเจ็บปวดนี้ที่บางรายกัดลิ้นตัวเองหน้าตาเฉย หลายรายมีบาดแผลจากของมีคม จากความร้อน หรือเป็นแผลฟกช้ำดำเขียวโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว ซึ่งบาดแผลภายนอกอาจสังเกตเห็นได้ แต่ถ้าอวัยวะภายในบาดเจ็บ เกิดแผล มีอาการติดเชื้อ เป็นเนื้องอก หรือกระดูกหัก ก็เป็นเรื่องยากมากที่จะรับรู้ได้ ส่งผลให้ผู้ป่วยไม่ได้รับการดูแลรักษาได้ทันท่วงที จึงมีโอกาสเสียชีวิตได้ง่าย โรคไร้ความรู้สึกเจ็บปวดนี้มีต้นเหตุมาจากการกลายพันธุ์ของยีนตัวหนึ่งชื่อว่า SCN11A ซึ่งควบคุมการทำงานของโซเดียมไอออนที่มีหน้าที่รับส่งกระแสประสาทไปสู่สมอง เมื่อยีนบกพร่อง ความเจ็บปวดที่ส่งผ่านกระแสประสาทจึงติดขัด ทำให้สมองไม่อาจรับรู้ถึงความเจ็บปวดได้ และในปัจจุบันโรคนี้ยังไม่มีหนทางรักษา ผู้ป่วยหรือคนรอบข้างจำเป็นต้องระวังและคอยสังเกตร่างกายเป็นพิเศษ

โรคแวมไพร์

โรคแปลกประหลาด

หากเจอะเจอผู้ป่วยโรคแวมไพร์เข้าก็ไม่ต้องอกสั่นขวัญผวาไป เพราะพวกเขาไม่ได้เป็นผีดูดเลือดเหมือนอย่างแดรกคูลาในโลกภาพยนตร์แต่อย่างใด โรคนี้มีชื่อเป็นงานเป็นการว่า พอร์ไฟเรีย (Porphyria) เป็นโรคทางพันธุกรรมที่สารพอร์ไฟรินส์ (Porphyrins) ในร่างกายผู้ป่วยเกิดความผิดปกติขึ้น โดยสารตัวนี้เป็นส่วนประกอบสำคัญในฮีโมโกลบิน หรือเม็ดเลือดแดง มีหน้าที่ช่วยนำพาออกซิเจนไปกับเม็ดเลือดแดงเพื่อไปหล่อเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย อาการของโรคแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด นั่นคือ ชนิดเฉียบพลัน แต่ว่าเป็นเพียงแค่ช่วงสั้นๆ ราว 1–2 สัปดาห์ ซึ่งอาการที่พบก็อย่างเช่น ปวดท้อง ปวดหน้าอก อาเจียน รู้สึกสับสน ท้องผูก เป็นไข้ ความดันสูง หัวใจเต้นเร็ว แต่หากในรายที่เป็นหนักๆ อาจจะมีอาการขยับเนื้อตัวไม่ได้ ระดับโซเดียมในเลือดต่ำและชัก ส่วนอีกชนิดหนึ่งเป็นชนิดเรื้อรังที่เกิดความผิดปกติขึ้นกับผิวหนัง ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการคือ แพ้แสงแดด โดยหากผิวหนังไปโดนแสงแดดเข้าก็จะเกิดผื่นแดง ปวดแสบ เป็นตุ่มเป็นหนอง ตามมาด้วยแผลเป็น และด้วยเหตุที่มีอาการกลัวแสงแดดจนต้องใช้ชีวิตอยู่ในเงามืดหรือในเวลากลางคืนซึ่งดันไปเหมือนกับพฤติกรรมของพวกแวมไพร์เข้า ผู้คนจึงเรียกชื่อโรคนี้กันแบบง่ายๆ ว่าโรคแวมไพร์นั่นเอง โรคนี้ถือเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หายขาด คุณหมอทำได้เพียงแค่คอยประคับประคองรักษาตามอาการเท่านั้นเอง


ที่มานิตยสาร แพรว ปีที่ 39 ฉบับที่ 932  เรื่องจาก โรมรัน

keyboard_arrow_up