ชีวิตจริงแซ่บได้ใจ เจี๊ยบ-โสภิตนภา กับบ้านหรูกลางกรุงและ ‘พี่เบียร์’ สามีตัวจริง!

เจี๊ยบ-โสภิตนภา กับชีวิตที่น่าอิจฉา…

ชีวิต เจี๊ยบ-โสภิตนภา ในจอเป็น ‘พุดกรอง’ แต่นอกจอเป็นคุณนายตัวจริงของบ้าน ‘ชุ่มภาณี’ ที่มีสามีสุดหล่อ ‘พี่เบียร์’ ธิตินันท์ คอยเทคแคร์ไม่มีห่าง และวันนี้เธอและเขาพร้อมเปิดให้ praew.com ชมบ้านสไตล์รีสอร์ท พื้นที่กว่า 4 ไร่กลางสุขุมวิท ซึ่งเป็นบ้านหลังแรกของการเริ่มต้นชีวิตครอบครัว 

 

‘ด้วยรัก’ และ ‘อบอุ่น’ สไตล์ Minimal

          แม้ว่ารอบบ้านจะแวดล้อมด้วยตึกสูง แต่ภายในอาณาจักรแห่งนี้ กลับให้ความร่มรื่น เย็นสบาย มีพื้นที่ส่วนกลางและสระว่ายน้ำเชื่อมบ้านสามหลังไว้ด้วยกัน มีทั้งบ้านของครอบครัวเธอ บ้านครอบครัวน้องชายพี่เบียร์ และบ้านคุณพ่อคุณแม่และน้องสาวพี่เบียร์ เธอเล่าให้เราฟังว่า

“ครอบครัวเรามีกัน 7-8 คน กินข้าวด้วยกันแทบทุกเย็น บางทีเสาร์-อาทิตย์มีเพื่อนฝูงมากินข้าวที่บ้าน เจี๊ยบชอบจัดโต๊ะเป็นธีมตามเทศกาล อย่างช่วงคริสต์มาสต์ ก็จะมีต้นคริสต์มาสต์ติดไฟสีๆ ห้อยเต็มไปหมด พอเทศกาลวาเลนไทน์ ก็จะจัดโต๊ะเป็นธีมสีแดง เลือกจานแปลกๆ ใหม่ๆ มาตกแต่ง หรือไม่ก็ย่างบาร์บีคิวกินกัน มีลูกๆ เพื่อน มาว่ายน้ำเล่นน้ำกันเต็มสระ บ้านเจี๊ยบอาจไม่ได้หรูหราไปกว่าใคร แต่อบอุ่น ต่อให้เรามีปัญหาอะไร กลับมาบ้านแล้วได้เห็นสมาชิกทุกคน กินข้าวพร้อมหน้ากัน มีเพื่อนฝูงมาหา แค่นี้มีความสุขแล้ว”

“ความสุขอีกอย่างของเจี๊ยบคือ การทำอาหาร ไม่ต้องคิดอะไรมาก ‘เบเน่’ ไม่กินขนมนอกบ้านนะคะ เขาชอบกินบราวนี่และคุกกี้ที่เจี๊ยบทำ ตกเย็นพี่เบียร์ชอบให้เจี๊ยบทำอาหาร บอกว่าอยากกินสปาเก็ตตี้บ้าง โฮมเมดบีฟรากูบ้าง เจี๊ยบเปิดดูวิดีโอว่ามีส่วนผสมอะไร แล้วเลือกซื้อของในซูเปอร์ฯ กลับถึงบ้าน เปิดวิดีโอทำตาม ซึ่งเจี๊ยบคิดว่าการที่สมาชิกครอบครัวมีโอกาสใช้เวลาทำกิจกรรมร่วมกัน โดยที่ทุกคนมีสุขภาพกายและใจที่ดี เป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ชีวิตครอบครัวมีความสุขนะ”

ฝ่ายชายได้ยินเสียงภรรยา จึงแซวว่า “โดยมีผมเป็นกำลังใจ เป็นหมอนวด เป็นคนขับรถให้เจี๊ยบนะเขาเล่าพร้อมกับยิ้มกริ่ม และเปรยว่า

“เจี๊ยบเลี้ยงง่าย ไม่ได้ต้องการอะไรมากมาย นอกจากครอบครัวที่อบอุ่น เพราะคุณแม่เขาเลี้ยงลูกมาคนเดียว เขาเสียพ่อไปตั้งแต่เด็ก เพราะฉะนั้นผมจึงมีความอบอุ่นให้เขาเต็มแม็กซ์ บางทีอาจอบอุ่นไป จนเจี๊ยบรำคาญ อะไรจะตัวติดกันมากขนาดนี้ (ยิ้ม) ความที่ผมเป็นแฟมิลี่แมน คอยดูแลบ้าน และตักเตือนเขาในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่กว่าเจ็ดปี เจี๊ยบชอบคุยให้ฟังว่าไปเจอใครมา มีโอกาสทางธุรกิจอะไรใหม่ๆ เขาชอบสำรวจ และหาอะไรใหม่ๆ ทำตลอด ไปเที่ยวสถานที่ใหม่ ลองชิมอาหารร้านใหม่ๆ โชคดีที่เพื่อนผมกับเจี๊ยบกลุ่มเดียวกัน ผมชอบอยู่กับเพื่อน และบ้านเราเหมือนรีสอร์ท บางวันเพื่อนโทร.มาถามว่าอยู่บ้านหรือเปล่า เข้ามาได้ไหม บางวันจัดปาร์ตี้ หรือไม่ก็พาลูกมาเล่นน้ำ นั่งดูทีวีด้วยกันทั้งครอบครัวเราและครอบครัวเพื่อน”

ฝ่ายภรรยาเสริมว่า “ยอมรับว่าเจี๊ยบไฮเปอร์มาก” เธอลากเสียงยาว “ส่วนพี่เบียร์เขานิ่งๆ ไม่ค่อยไปโน่นมานี่ บางวันตื่นเช้ามา พาเจี๊ยบกับลูกไปกินอาหารเช้านอกบ้าน กลับมาบ้าน สักพักตอนเที่ยง พาออกไปกินอาหารกลางวันต่อ พร้อมดูหนัง แล้วพากันกลับมาที่บ้าน สำหรับเขาแค่นั้นคือพอละ แต่เจี๊ยบยังมีออกไปทำเล็บ ไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้า กลับมาบ้านอีกที เจี๊ยบเห็นพี่เบียร์ยังนั่งอยู่ที่เดิม (ยิ้ม) เขาคงคิดว่าพาเจี๊ยบไปมาไม่รู้กี่ที่ แต่เจี๊ยบยังออกไปนอกบ้านได้อีก” เธอเล่าพลางขำไลฟ์สไตล์ตัวเอง

“บางทีในหนึ่งวัน เจี๊ยบทำธุระเป็นสิบที่ เช้าเข้าออฟฟิศ คุยงานเสร็จ ไปซื้อของ 2-3 แห่ง มีนัดคุยงานต่อ กลับมาทำอาหารที่บ้าน นำไปให้เพื่อน บางทีใส่รองเท้าแตะ วิ่งขึ้นรถไฟฟ้าโดยใส่รองเท้าส้นสูงไว้ในกระเป๋า ไปทำธุระที่โน่นที่นี่ ส่วนพี่เบียร์ไปทำงาน ออกกำลังกาย กลับบ้าน จนเขางงว่าทำไมเจี๊ยบทำอะไรเยอะแยะจัง”

ชีวิต ‘ผู้จัดไฮเปอร์’

“ถ้าเจี๊ยบไม่ได้ทำงาน จะค่อนข้างลั้นลา มีความสุข ถ้ามีปาร์ตี้ เจี๊ยบจะสนุกสุดๆ ชอบทำให้เพื่อนหัวเราะ จนกระทั่งจับพลัดจับผลูได้มาทำละคร ซึ่งพี่บอย (ถกลเกียรติ วีรวรรณ) ให้โอกาสเจี๊ยบเป็นผู้จัด สิ่งที่เจี๊ยบได้ยินมาตั้งแต่เด็ก คือ คนมักพูดว่าเราไฮโซ เป็นคุณหนูอย่างนั้นอย่างนี้ จะทำงานได้เหรอ ทำให้มีความรู้สึกมาตลอดว่า เราต้องพิสูจน์ตัวเอง ให้คนเห็นผลงานเรา เจี๊ยบคิดเสมอว่า ถ้าทำอะไรต้องทำให้ดีที่สุด จนกลายเป็นกดดันตัวเองกลายๆ

“พอเป็นผู้จัด ทุกอย่างที่สื่อออกไป จึงเป็นซิกเนเจอร์ของเราหมด ไม่ว่าจะเสื้อผ้าหน้าผม โลเคชั่น

บทละคร การเลือกนักแสดง พูดง่ายๆ คือ โสภิตนภาทำละครแบบนี้ เพราะฉะนั้นถ้าเจี๊ยบไม่ชอบเสื้อผ้าแบบไหน ก็ไม่ควรอยู่ในละครที่เจี๊ยบทำ อะไรที่ไม่ถูกหูถูกตา ก็ไม่ใช่เจี๊ยบ ทำให้เราต้องลงรายละเอียดงานเองทั้งหมด ปรกติเจี๊ยบกลับถึงบ้าน วางของนั่นนี่ไม่เป็นระเบียบ พี่เบียร์ช่วยดูแลเรื่องในบ้านให้ทุกอย่าง ตั้งแต่จัดของในลิ้นชัก ดูแลจัดเรียงในตู้เสื้อผ้าให้หมด แต่พอเป็นเรื่องงาน เจี๊ยบกลับต้องดูแลทุกอย่างเองจนเพื่อนงง ไม่เชื่อว่าเจี๊ยบจะละเอียดมากขนาดนี้”

“ถามว่าการเป็นผู้จัดละครสนุกไหม บอกเลยว่าสนุกและมีความสุขมาก ขั้นตอนการทำละครเหมือนสร้างบ้าน เจี๊ยบชอบอ่านหนังสือนิยาย อ่านแล้วเห็นภาพ ใฝ่ฝันอยากให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ใส่ประสบการณ์เราไปด้วย ในฐานะนักแสดง จากนั้นไปขายฝันกับสถานีโทรทัศน์ ว่าจะสร้างละครเรื่องนี้ เขาเห็นเหมือนเราหรือเปล่า บางทีต้องมีการปรับความฝันของเราลงมา ให้เป็นความฝันที่ขายได้ด้วย คนดูจับต้องได้ หลังจากนั้นทำเรื่องย่อ เขียนบท วางตัวแสดง ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ยาก กว่าจะปิดกล้องละครได้หนึ่งเรื่อง งานหนักพอสมควร”

ด้วยรัก + Passion

แต่เพราะงานละครคือสิ่งที่เธอรัก ทำทีไรก็มีความสุข ทว่า อาจเพราะนิสัยส่วนตัวที่ชอบความสมบูรณ์แบบ จึงทำให้ความเหนื่อยทับถมทวีคูณเรื่อยมา จนร่างกายเริ่มประท้วง

“ช่วงสองปีที่ผ่านมา เจี๊ยบไปกองถ่ายที ต้องกินยาเป็นกำ ทั้งแก้ปวดหัว กรดไหลย้อน ระบบขับถ่าย กลับถึงบ้านนอนไม่หลับ ต้องกินยานอนหลับ ตื่นเช้ามาเป็นภูมิแพ้ ต้องกินยา ไม่สบายตัวเลย ซึ่งเกิดจากความเครียด หลังจากปิดกล้องละครเรื่องที่ห้า ได้มีโอกาสพัก ก่อนเปิดกล้องละครเรื่องใหม่ เป็นเก้าเดือนที่เจี๊ยบพักผ่อนเต็มที่ ได้กลับมาออกกำลังกาย ดูแลตัวเอง รวมถึงกินสมุนไพรจีนอย่างที่คุณพ่อเพื่อนแนะนำ ปรากฏว่าสุขภาพดีขึ้น ตอนนี้จึงผันตัวเองมาทำธุรกิจอาหารเสริม LAVISH

“พอสามีรู้ว่าเจี๊ยบทำธุรกิจนี้ เขาบอก – เอาอีกแล้ว” เธอลากเสียงเนือยๆ เลียนแบบสามี  และว่า “แต่พี่เบียร์น่ารัก อะไรก็ตามที่เจี๊ยบทำแล้วมีความสุข เขาก็สุขด้วย แต่ถ้าทำแล้วร้องไห้ เครียดเหลือเกิน เขาจะให้หยุด ทั้งที่จริงเราสามารถทำงานที่รักได้โดยไม่ต้องเครียด แต่ตอนนั้นเจี๊ยบทำไม่เป็น ประมาณว่าไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา จนวันหนึ่งไม่สบาย ถึงได้เรียนรู้ ได้บทเรียนว่า บางทีต้องหัดปล่อยวางบ้าง” เธอเล่าพลางหัวเราะน้อยๆ

“เจี๊ยบทำทุกอย่างด้วยแพชชั่น ทำจากความรัก จึงมีแพชชั่นเหลือล้น ทำสู้ตาย มีแรง มีพลังตื่นมาทำ ถ้าไม่อยากทำ ก็จะคร่ำครวญ ฉะนั้นวันไหนหมดใจ หรือถ้าใครทำให้เจี๊ยบหมดใจได้คงเก่งมาก เพราะเจี๊ยบใจๆ มาก ซึ่งพี่เบียร์เป็นที่ปรึกษาที่ดี บางทีเขาอาจดูเหมือนเป็นคนดุมาก แต่เขาเข้าใจเจี๊ยบ รู้ว่าต้องพูดอย่างไร เพราะเวลาเขาพูดอะไรมา เจี๊ยบจะเถียงก่อนว่าไม่จริง แล้วก็จะเจอสิ่งที่เขาเตือนทุกอย่าง จนพี่เบียร์บอกว่าไม่เถียงและฟังเขาสักครั้งได้ไหม เจี๊ยบก็ยังบอกว่าไม่ได้ ขอเถียงก่อน บางทีเถียงกับเขาหน้าดำคร่ำเครียด อีกสองวันรู้ว่าเขาพูดถูก  ก็จะเดินมาหาเขาแบบเสียฟอร์มหน่อยๆ เขาหันมามองหน้าและยิ้ม พร้อมกับพูดว่า ‘ทุกที’ ทั้งที่เขาคงอยากพูดว่า ‘เห็นไหม’ แต่เขาไม่พูด ที่จริงเจี๊ยบฟังเขาทุกอย่างแหละ แต่ขอเก่งก่อน”

เลี้ยงลูกเป็นบัดดี้

สิบสี่ปีของชีวิตแต่งงาน และสิบปีของการเป็นคุณแม่ลูกชายวัยทีน ซึ่งเป็นวัยแห่งการเรียนรู้ ทั้งคุณเบียร์และคุณเจี๊ยบมีคอนเซ็ปต์เลี้ยงลูกเหมือนกัน คือ เลี้ยงเบเน่แบบผู้ใหญ่คนหนึ่ง ที่มีอิสระ สามารถเลือกและตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง ทำให้เขาดูโตเป็นผู้ใหญ่เกินอายุ เหมือนเป็นบัดดี้หรือพาร์ทเนอร์ของคุณพ่อคุณแม่มากกว่า

“ตอนนี้เบเน่เรียนโรงเรียนอินเตอร์ฯ เท่ากับป. 5 ปลายปีนี้ เขาจะไปเรียนซัมเมอร์ที่อังกฤษ ถ้าไปแล้วชอบ จะให้เขาบอกเองว่าอยากไปเรียนต่างประเทศ เราพร้อมให้ไป แต่ถ้าไม่อยากไป ไม่บังคับ ด้วยความที่เขาเป็นลูกคนเดียว เราเลี้ยงเขาใกล้ชิด จึงอยากให้เขาเห็นโลกกว้าง เจี๊ยบคิดว่าการที่ตาเราได้มองเห็นสิ่งใหม่ๆ ได้เดินทางท่องเที่ยว เป็นกำไรชีวิตอย่างหนึ่งและเจี๊ยบอยากให้สิ่งนั้นกับลูก ไม่ซีเรียสว่าลูกต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ให้เขาเลือกทางเดินชีวิตเอง เจี๊ยบบอกลูกเสมอว่า ถ้าอยากทำอะไรให้บอก เดี๋ยวพ่อแม่ช่วย เพราะทั้งเจี๊ยบและพี่เบียร์เห็นตรงกันว่า ถ้าชีวิตได้ทำในสิ่งที่รัก ถือว่าเกิดมาคุ้ม เป็นกำไรชีวิต

“เราให้เขาเกิดมาแล้ว ควรให้เขาทำในสิ่งที่เขารัก ถ้าให้เขาอยู่กับสิ่งที่ไม่รัก ก็เหมือนเราทรมานเขามากกว่า”

เรื่อง : ๙ ลมหายใจ

ภาพ : โยธา,ต้น เฉลิมพล

keyboard_arrow_up