มีกี่ล้านถึงจะพอ? ถ้าเงินเท่ากับความสุข แล้วทุกข์เท่ากับอะไร

นี่เป็นครั้งแรกของเจนในการเขียนคอลัมน์ เขียนอะไรดีน้าที่เราสนใจและผู้อ่านได้ประโยชน์บ้าง ถ้าเป็นเรื่องที่เจนรู้ดี ก็คงไม่พ้นมุมมองในการใช้ชีวิตตัวเองที่ได้เรียนรู้ระหว่างทางสักแง่มุมหนึ่ง 

ขอแบ่งปันประสบการณ์ในฐานะที่เป็นเจ้าของธุรกิจแลกเงิน คลุกคลีกับเงินสด เห็นเงินสด จับเงินสดมาตลอด ให้ดมกลิ่นก็รู้ว่าแบงก์เก่าหรือใหม่ ก็เลือกเขียนเรื่องมุมมองเกี่ยวกับการเงินของตัวเองเลยละกัน

สมัยเด็กๆเคยคิดว่ามีเงินมาก ชีวิตจะสุขสบาย…เอาแค่ฝันว่ามี 10 ล้าน โอ๊ย สบายไปทั้งชาติ ไม่ต้องทำงาน ซื้อขนมกินได้ทุกวัน เป็น High Dream ของเราที่เรายังไปไม่ถึง

ลองมองดูวันนี้มี 10 ล้านจริงๆ ถามว่าพอไหม ก็ตอบยากแฮะ เพราะสิ่งของที่เราอยากได้ บ้าน รถ นาฬิกา รองเท้า กระเป๋า ที่จริงๆเจนก็มีครบ พอใช้อยู่แล้วนะ มันก็ห้ามใจไม่อยู่ ก็อยากได้รถสปอร์ต นาฬิการุ่นลิมิเต็ด รองเท้าใหม่ กระเป๋าใหม่

และเมื่อวันที่เราได้ตามความฝัน 10 ล้านนั้นกลับกลายเป็น Low Dream ไปในทันที แถมไม่พออีก ความคิดก็วนเวียนอยู่กับที่ ทำยังไงให้หาได้มากกว่านี้ จะได้มาซื้อความสบายขึ้นไปอีก

เคยลองจินตนาการว่ามีสัก 50 ล้านแล้วอยากทำอะไร…โอ้โหววว เรื่องใช้เงินนี่มันนึกง่ายมากนะคะ…คอนโดใหม่ รถใหม่ เที่ยวรอบโลกสักเดือน นาฬิกา ไปสปา สารพัดที่จะนึกได้ แล้วจินตนาการว่าถ้ามีเป็นร้อยเป็นพันล้านล่ะ อ๋อ…สเต็ปต่อไปคงอยากได้เครื่องบิน 555

งั้นมาลองนึกถึงว่าจะหาช่องทางทางการเงินยังไงให้ได้ถึง 50 ล้านก่อนละกัน นึกถึงหานี่มันก็ยากกว่านึกถึงใช้ และกว่าจะได้มาก็คงยิ่งทำงานมากขึ้นๆ แค่คิดก็เหนื่อยเอง เลยมาดูว่า เอ…เพราะอะไรมีมากขึ้นแต่เหนื่อยขึ้น ไม่ได้น้อยลงเลย และเท่าไหร่ถึงจะพอสำหรับเรา

ก็เลยเห็นว่าตัวเองคร่ำเคร่งและเครียดกับการทำงาน เพราะอะไรเหรอ เพราะอยู่บนความกลัว…ไม่ใช่กลัวไม่มีนะคะ แต่กลัวจะมีไม่พอกับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน ยอมรับเลยว่ามีเงินมากขึ้นช่วยให้ชีวิตข้างนอกสะดวกสบายมากขึ้นได้จริง แต่มันคนละเรื่องกับความสุขข้างใน

มองไปก็เห็นหลายคนเขาก็ทุกข์ใจและทุกข์กายเพราะไม่มีเงินจริงๆ

และหลายคนก็ทุกข์ใจเพราะมีเงิน แต่ไม่พอกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นทุกวัน

เราคงเป็นแบบหลังละมั้ง…ก็เลยลองมองเรื่องจริงของชีวิตตัวเอง มีกิจการ มีครอบครัว คนที่รัก มีเพื่อน อยากกินอะไรก็ได้กิน สิ่งอำนวยความสะดวกก็มีครบ ไปเที่ยวก็ได้ พอได้เห็นแบบนี้รู้สึกเลยว่าพึงพอใจกับการเงินในชีวิตตัวเองมากขึ้น รู้สึกสบายใจ และก็ยังทำงานอยู่ทุกวันนะคะ เรื่องจริงไม่ได้ทำงานน้อยลงจากเดิมเลย มากขึ้น ขยายกิจการเพิ่มด้วย สิ่งที่ต่างออกไปคือ สนุกกับงานและสบายๆข้างใน

เลยอยากชวนท่านผู้อ่านลองมองชีวิตจริงของท่านดู คนที่เรารักยังมีชีวิตอยู่ พร้อมหน้าบ้าง ไม่พร้อมหน้าบ้าง แต่ก็มี คน งานเยอะบ้าง น้อยบ้าง แต่ก็มีงาน กินเยอะบ้าง น้อยบ้าง แต่ก็มีกินทุกมื้อพลัสขนม มีเงินซื้อแพ็คเกจอินเทอร์เน็ตไว้เล่นโซเชียลและมีเวลาอ่านแพรวได้ ชีวิตท่านก็น่าจะมีเพียงพอ เรื่องการเงินของท่านอาจไม่ได้ยากลำบากเท่าในความคิด และชีวิตมีหลายแง่มุมให้เลือกมอง ลองมองดู อาจเห็นมุมใหม่ๆในชีวิตเดิมที่ทำให้เราพอใจ ยิ้มกับชีวิตเราได้ทุกวัน สุขกายสบายใจกับชีวิตที่เราเลือกใช้ดีกว่าเนอะ Enjoy the moment…

แล้วมาพบกันใหม่คราวหน้าค่ะ

CELEB BLOG: WWW.PRAEW.COM

เรื่อง : ธณัทร์ษริน สุสมาวัตนะกุล
กรรมการผู้จัดการ สายงานพัฒนาองค์กร บริษัทซุปเปอร์ริช (ไทยแลนด์) จำกัด

 

 

keyboard_arrow_up