ริวโตะ คอนโดะ ตากล้องหนัง SHOPLIFTERS ใช้กล้องฟิล์ม 35 มม. ถ่ายทั้งเรื่อง

ริวโตะ คอนโดะ
ริวโตะ คอนโดะ

คุยกับคนเบื้องหลัง ริวโตะ คอนโดะ ผู้กำกับภาพ SHOPLIFTERS ภาพยนตร์เจ้าของรางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 2018 มีกิมมิกพิเศษ เลือกใช้กล้องฟิล์ม 35 มม. ถ่ายทำตลอดทั้งเรื่อง

เบื้องหน้าของผลงานที่ประสบความสำเร็จ ย่อมเกิดจากทีมเบื้องหลังที่ดี อย่างภาพยนตร์เรื่อง SHOPLIFTERS ภาพยนตร์ญี่ปุ่นแนวดราม่าครอบครัวของผู้กำกับชื่อดัง ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ ก็ได้ผู้กำกับภาพ ริวโตะ คอนโดะ วัย 42 ปี มาร่วมงาน และเนื่องจากประสบการณ์ของริวโตะไม่น้อยเมื่อเทียบกับอายุการทำงาน เขาจึงเป็นบุคคลที่ได้รับความสนใจในวงการภาพยนตร์มากคนหนึ่ง

ริวโตะ คอนโดะ

อย่างที่ทราบก่อนนี้ว่า ในช่วงประกาศรางวัลเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 2018 ที่ผ่านมาล่าสุด ภาพยนตร์ SHOPLIFTERS คว้ารางวัลปาล์มทองคำมาได้ และเปิดตัวขึ้นอันดับ 1 ใน Japan Box Office ประจำสุดสัปดาห์ ซึ่งเรื่องนี้ยังเป็นภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่คนแสดง แล้วทำรายได้ทะลุหลัก 1,000 ล้านเยนเร็วที่สุดอีกด้วย

ริวโตะ คอนโดะ

วันนี้จึงจะขอพาไปทำความรู้จักอีกหนึ่งคนเบื้องหลัง ผู้ประจำการตำแหน่ง ตากล้องหรือผู้กำกับภาพอย่าง ริวโตะ คอนโดะ ผู้เคยฝากผลงานกำกับภาพมาหลากหลายแนว อาทิ A Gentle Breeze in the Village (2007), My Back Page (2011), The Kirishima Thing (2012), A Story of Yonosuke (2012), The Light Shines Only There (2014) ซึ่งการมาถ่ายทำ SHOPLIFTERS ตลอดทั้งเรื่องนี้ เขาใช้กล้องฟิล์ม 35 มม.ถ่ายทำทั้งหมด ซึ่งแน่นอนละว่า การทำงาน การบันทึกภาพนั้นจะแตกต่างจากการใช้กล้องดิจิทัลที่งบน้อยกว่า และรวดเร็วกว่าแน่นอน

นี่เป็นการร่วมงานกับฮิโรคาสุ โคเรเอดะครั้งแรกใช่ไหม?

“ใช่ครับ ในที่สุดผมก็ได้ถ่ายหนังให้เขา และผมก็ดีใจมากที่เราทำงานเข้าขากันเป็นอย่างดี หลายปีมานี้ผมได้รับการติดต่อจากโคเรเอดะให้มาถ่ายงานหลายชิ้นทั้งงานโฆษณาเอย งานวิดีโอเอย แต่โชคไม่ดีที่ตารางงานของเราไม่เคยตรงกันเลย จนกระทั่งมาถึงโอกาสนี้ เราเริ่มต้นถ่ายทำ Shoplifters ด้วยฉากฤดูร้อน และเนื่องจากโคเระเอดะติดต่อผมล่วงหน้านานมาก ผมจึงมีเวลาเคลียร์คิวให้ลงตัวสำหรับการถ่ายหนัง”

ริวโตะ คอนโดะ

โคเรเอดะถ่ายหนังหลายเรื่องด้วยฟิล์ม 35 มม. ทำไมคุณถึงเลือกถ่ายด้วยฟิล์มกับหนังเรื่องนี้?

“จริงๆ แล้ว โคเรเอดะเป็นคนบอกเองแต่แรกนะครับว่า ขอถ่ายหนังเรื่องนี้ด้วยฟิล์ม 35 มม.เท่านั้น ถึงแม้ว่างบหนังจะมีไม่เยอะมาก แต่โคเรเอดะก็ยืนยันว่าจะขอถ่ายด้วยฟิล์ม (การถ่ายด้วยฟิล์มจะสิ้นเปลืองมากกว่าถ่ายด้วยดิจิทัล) ผมว่ากระบวนการถ่ายหนังแบบนี้ แบบที่ต้องรอเปลี่ยนฟิล์มทีละม้วนในการถ่าย มันก็เข้ากับสไตล์การกำกับของโคเรเอดะมากนะครับ และส่วนตัวผมเองก็รู้สึกว่าพื้นผิว (texture) ของภาพนั้นเหมาะกับเรื่องราวในหนังเรื่องนี้อีกด้วย”

มีส่วนไหนในการทำงานที่คุณประทับใจเป็นพิเศษไหม?

“ผมทึ่งทีมงานทุกคนในกองถ่ายเลย ที่พวกเขาดูจะเข้าใจและเห็นคุณค่าของวิธีการทำงานแบบโคเรเอดะ เช่น ในบทมีอยู่ฉากหนึ่งที่เหตุการณ์เกิดขึ้นตอนฝนตก แต่ว่าพยากรณ์อากาศแจ้งว่าจะเกิดหิมะตกหนักในโตเกียวในวันที่เราจะถ่ายฉากที่ว่านี้ ทีมงานทุกคนไม่มีใครหนักใจกับเรื่องนี้เลย พวกเขาใช้โอกาสนี้เพื่อถ่ายทำฉากหิมะตก ที่กลายเป็นหนึ่งในฉากที่งดงามที่สุดในหนัง ผมคิดว่างานคุณภาพของโคเระเอดะนั้นล้วนมาจากฝีมือจัดการอันเยี่ยมยอดของทีมงานทุกคน

อีกเรื่องก็คือ ทุกๆ วันของการถ่ายทำ โคเรเอดะจะตัดต่อด้วยการใช้ภาพวิดีโอแอสซิสต์ (ภาพจากกล้องวิดีโอที่บันทึกพร้อมกับกล้องฟิล์ม ซึ่งจะได้ภาพมุมเดียวกับกล้องหลัก มีไว้สำหรับบันทึกภาพให้ผู้กำกับดูหน้ามอนิเตอร์ระหว่างถ่ายทำ) เพื่อจะดูว่าฉากนั้นออกมาเป็นอย่างที่เขาคิดหรือเปล่า ถ้าตัดต่อออกมาแล้ว จะต้องมีการถ่ายเพิ่ม เขาก็จะถ่ายเพิ่ม หรืออาจจะมีการดัดแปลงบางอย่างสำหรับฉากถัดไป โดยไม่จำเป็นต้องยึดตามบทที่เขียนมาทั้งหมด เพราะฉะนั้นทุกๆ วัน คุณจะได้เห็นหนังเรื่องนี้ค่อยๆ มีชีวิตขึ้นมาระหว่างถ่ายทำ มันน่าอัศจรรย์สำหรับผมมาก และเนื่องจากหนังเรื่องนี้มีตัวละครหลัก 6 ตัวด้วยกัน แถมยังมีตัวละครเด็กอีกด้วย ผมเลยเสนอว่าบางฉากน่าจะลองถ่ายโดยใช้กล้องหลายๆ ตัวพร้อมกัน ผมเลยถามโคเรเอดะว่า ผมควรใช้กล้องสองตัวไหม แต่เขาบอกผมว่า เขาใช้กล้องตัวเดียวเท่านั้นเวลาถ่ายหนัง เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่ผมทึ่งเขามาก”

ริวโตะ คอนโดะ

เมื่อได้ดูหนังจริงๆ บนจอใหญ่แล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง?

“มันทำให้เราเห็นว่าการถ่ายฟิล์มนั้นมันให้ผลที่น่าพึงพอใจอย่างไร ผมว่าโคเระเอดะเองก็พอใจกับมันมากๆ ผมรู้สึกเหมือนตนเองประสบความสำเร็จนะ เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์หลายๆ อย่างระหว่างการทำงาน คือว่า ผมใช้ฟิล์มชนิดเดียวเท่านั้นในการถ่ายหนังเรื่องนี้ คือฟิล์มสี KODAK VISION3 500T 5219 (3-perf) สำหรับหนังญี่ปุ่นแล้ว พวกเรานิยมถ่ายด้วยฟิล์ม 3-perf (หนึ่งเฟรมมี 3 รูหนามเตย) เราไปล้างฟิล์มและแปลงสัญญาณภาพที่บริษัท IMAGICA

ตอนที่เราเริ่มถ่ายทำฉากฤดูร้อนริมทะเล ตอนนั้นบทยังเขียนไม่เสร็จ และเราก็ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าภาพของหนังจะออกมาโทนไหนดี หนังเรื่องก่อนๆ ของโคเรเอดะสีจะออกมาสะอาดสบายตา ผมก็ชั่งใจอยู่นานว่ามันควรจะออกมาเป็นแบบนั้นไหม หรือควรจะเพิ่มความจัดของสีมากขึ้นกว่าเดิมไหม เพราะหนังเรื่องนี้มันเกี่ยวกับความยากจน อาชญากรรม ที่ให้ความรู้สึกยุ่งเหยิงเล็กน้อย โคเรเอดะบอกผมว่า เขาอยากได้โทนสีฟ้า ผมจึงเลือกโทนของภาพจากสิ่งต่างๆ ที่โคเระเอดะพบเจอระหว่างเราออกไปดูโลเคชั่นกัน เช่น สีของแผ่นสังกะสีที่ใช้เป็นผนังบ้านที่ครอบครัวนี้อาศัยอยู่

ฉากที่ตัวละครทั้ง 6 คนนั่งอยู่ตรงนอกชาน และแหงนมองดอกไม้ไฟนั้นเป็นช็อตแรกที่ผมต้องถ่ายทั้ง 6 คนอยู่ด้วยกัน ภาพที่โคเระเอดะคิดในใจคือ อยากให้มีอารมณ์เหมือนฝูงปลาใต้ทะเลที่แหงนขึ้นมองผิวน้ำ และเขาเจาะจงเลยว่า กล้องควรวางจากด้านบน ส่วนสีฟ้า ก็เหมาะกับความรู้สึกที่ว่าอยู่ในก้นมหาสมุทรดี”

ริวโตะ คอนโดะ

ริวโตะ คอนโดะ

เล่าขั้นตอนโพสต์โปรดักชั่นให้ฟังหน่อย?

“เรานำฟิล์มเนกาทีฟที่ล้างเสร็จแล้วสแกนด้วยเครื่อง Cine Vivo ตอนแรกเราลังเลว่าจะใช้เครื่องสแกนตัวไหนดี แต่ Cine Vivo ให้ภาพที่ละมุนกว่า ซึ่งเหมาะกับหนังมากกว่าเครื่องอื่น แต่พูดก็พูดเถอะ เราอุตส่าห์ถ่ายหนังด้วยฟิล์ม เราก็อยากจะปรินต์หนังออกมาให้เป็นฟิล์มด้วยเหมือนกันนะ แต่ปัจจุบันมันเป็นไปไม่ได้เลย เพราะค่าใช้จ่ายมันสูง ครั้งหนึ่งตากล้องภาพยนตร์ที่ผมรู้จัก เคยกล่าวไว้ว่า สีที่อยู่บนฟิล์ม คือ “สีของความทรงจำ” เขาตั้งใจจะบอกว่า ฟิล์มนั้นสามารถแสดงสีแทนความทรงจำของเราได้ ผมเห็นด้วยอย่างมาก ผมเชื่อว่ามีสีบางอย่าง และพื้นผิวของภาพบางอย่างที่มีแต่ฟิล์มเท่านั้นที่สามารถทำออกมาได้

และนับเป็นเกียรติในชีวิตเหลือเกินที่ผมได้เป็นส่วนหนึ่งของหนังที่ได้รางวัลปาล์มทองคำจากเมืองคานส์ ผมจะตั้งใจทำงานเพื่อให้สมกับเกียรติยศที่ได้รับ ผมเชื่อว่าคงมีหลายคนมาดูหนังเรื่องนี้เพราะรางวัลจากคานส์ แต่ผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า คนดูจะได้รับประสบการณ์อันน่าประทับใจที่เกิดจากภาพที่ถ่ายด้วยฟิล์มไปพร้อมๆ กัน

 

สำหรับใครที่รอชมภาพยนตร์ Shoplifters วันที่ 2 สิงหาคมนี้ เฉพาะที่ House RCA จะได้ดูกันวันแรกจ้า

 


ภาพ: สหมงคลฟิล์ม

keyboard_arrow_up