บทพิสูจน์เต้ – ปิยะรัฐ ไขความลับ The Face Thailand เขย่าความแซ่บสะเทือนโซเชียล

เบื้องหลังสถานการณ์เวลาถกเถียงกันดุเดือดขนาดไหน

คุณเต้ : (หัวเราะ)…คือเถียงกันบางที 3 – 4 ชั่วโมง และทีมงานจะว่าคุณเต้ตลอดดด เพราะคุณเต้จะเข้าเฉพาะวันที่มีแคมเปญ คือวันเสาร์ทุกคนจะรักกัน แต่วันอาทิตย์คือตัดสินแล้วเข้าห้องดำกันไง แต่ละคนก็จะแบบเอาแล้วววววว แต่คุณเต้เป็นคนกลาง และสาเหตุที่คุณเต้เข้าบ้างไม่เข้าบ้างในวันอาทิตย์ก็เพราะว่า

“คุณเต้ทำใจลำบาก ไม่อยากเป็นนกสามหัว เพราะทุกคนก็ต้องมาฟ้องเรา  และเราก็ไม่สามารถเข้าข้างใครได้เลย”

พยายามจะให้ทีมงานจัดการกันเอง ยกเว้นว่ามีอะไรคอขาดบาดตายจริงๆถึงจะเข้ามาคลี่คลายสถานการณ์ให้

ทุกวันนี้มีอะไรต้องทำเยอะมาก ชีวิตยุ่งยากขึ้นไหม

คุณเต้ : ไม่หรอก แต่ก็มีที่เปลี่ยนไปนะ คือมีลูกสาวเยอะ ครึ่งสาวครึ่งชายก็เยอะ เก้งกวางทั้งหลาย และก็มีแฟนคลับรายการเยอะ เวลาเราไปที่ไหนก็มักจะเข้ามาแสดงความยินดีกับเรา มากกว่านั้นก็เหมือนเดิม คือชีวิตมันยุ่งอยู่แล้ว และคุณเต้ไม่ได้ทำแค่รายการเดียว มันก็ยุ่งแหละ แต่เราต้องแมเนจเวลาให้ดีเท่านั้นเอง ก็พยายามรับงานเท่าที่ความสามารถเราจะทำได้ นอกเหนือจากนั้นเราก็ไม่อยากรับ เพราะเดี๋ยวจะทำให้เขาไม่ดี

เต้ ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก

ดูเป็นคนแอ๊คทีฟมาก เวลาว่างยังชอบทำอะไรที่แอ๊คทีฟด้วยหรือเปล่า

คุณเต้ : ไม่เลยยยย…คุณเต้ชอบอยู่เฉยๆ อยู่บ้านดูหนัง นอน เพราะงานของคุณเต้มันคือบันเทิง ออกงาน ทำงานสายบันเทิง ในขณะที่คนอื่นเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องบันเทิง เป็นงานอดิเรก แต่อันนี้มันเป็นงานของเรา เวลาเราอยู่เฉยๆเลยอยากนิ่ง ไม่อยากทำอะไรเลย คุณเต้บันเทิงเต็มที่จนสุดแล้ว มันแบบไม่รู้จะอะไรแล้ว และทำส่วนบริหารเองอีก ในเวลาว่างอยากอยู่นิ่งๆ จะเป็นคนมีโลกส่วนตัวสูงมาก คนที่รู้จักจะรู้ว่าคุณเต้ไม่ยุ่งกับใครเลย

ตัวตนจริงๆเป็นคนดุหรือแรงไหม

คุณเต้ : ดุนะ แต่ไม่รู้จะเรียกว่าดุหรือเปล่า จะเรียกว่าเหวี่ยงหรือเยอะก็ได้ เอาแต่ใจตัวเองก็ได้ ไม่รู้ แล้วแต่เลย จะเรียกอะไรก็เรียก แต่คุณเต้แคร์อยู่อย่างเดียวคือ ผลลัพธ์ที่ออกมาต้องดีที่สุด คุณเต้เรียกตัวเองได้ว่าเป็นเพอร์เฟ็คชั่นนิสต์ แต่ขออธิบายว่าไม่ใช่ว่าตัวเองเพอร์เฟ็คท์นะ แค่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามอยากให้ทุกอย่างออกมาเพอร์เฟ็คท์ อันนี้เป็นโรคจิต (หัวเราะ) คืออยากให้มันดีที่สุดจริงๆ เป็นสิ่งที่ทำให้เราเครียด และเราเองก็เรียนอยู่อเมริกามาตั้งแต่เด็กด้วย ก็เลยเป็นคนที่พูดเลย อะไร ทำไม ยังไง และจบในห้องประชุม แต่คนไทยเขาจะครับๆ และก็อ้อมไม่ถึงซะที และก็ครับแต่ไม่ทำ ไปแค้นที่มาสั่งด้วย มันไม่ใช่สไตล์คุณเต้ไง ซึ่งคนที่ไม่เข้าใจก็จะไม่รับคุณเต้เท่าไหร่ แต่จะรับคุณพ่อ จนวันนึงเขาจะมาเข้าใจคุณเต้เองว่า  เออ นี่คือคาแร็คเตอร์มันนะ ไม่มีไรหรอก ก็เป็นเด็กคนนึงที่อยากทำงาน บางทีเดินออกไปนอกห้องประชุมก็ลืมแล้วนะว่าพูดอะไร คุณเต้เป็นแบบนี้จริงๆ และใช้เวลาอยู่นานเหมือนกันจนเขายอมรับและปรับตัวเข้าหากันได้

เต้ ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก

พูดมาขนาดนี้คงต้องถาม ถึงจะตอบมาเยอะแล้วว่า การเป็นทายาทรุ่น 3 ของกันตนาลำบากใจอะไรบ้างไหม

คุณเต้ : ไม่ลำบากใจ แต่ก็มีกดดันอยู่แล้ว คำถามนี้โดนมาแต่เด็ก และเราต้องใช้ความคิดหาคำตอบจริงๆ จากตัวเองมา วันนี้ก็รู้แล้วว่า เออ กดดันจริงๆแหละ คือสมัยก่อนก็ไม่หรอกๆ แต่ด้วยความเป็นมนุษย์ เรากดดันนะ แต่ไม่กลัว เพราะครอบครัวก็ยังอยู่ พี่ๆทีมงานก็อยู่ด้วยกันมา 40 – 50 ปีเขาก็ยังอยู่ เห็นคุณเต้มาตั้งแต่เด็กๆ และมีน้องชายน้องสาวที่เรียนจบก็มาช่วยกัน คือในชั้นผู้บริหารมีแต่ครอบครัวของเรา และอยู่บ้านเดียวกัน ทุกคนรักกัน มีความปรารถนาดีให้กัน ไม่มีใครมาเอาประโยชน์ใส่ตัวกัน คืออันนี้มันคือจุดแข็งของครอบครัวเราเลยนะ ก็เลยไม่กลัว

เราพี่คนโตสุด เจเนอเรชั่นที่ 3 คุณปู่คือผู้บุกเบิกวงการโทรทัศน์ วงการบันเทิงด้วยซ้ำ คุณพ่อก็เป็นคนนึงที่ต่อยอดจนบริษัทไปสู่ระดับโลก ล่าสุดก็เพิ่งได้เข้าชิงออสการ์ ก็คือฝีมือคุณพ่อ เราก็ต้องทำให้ดีที่สุด แต่อย่างหนึ่งที่สำคัญมากคือ ครอบครัว คุณเต้ไม่เคยถูกคาดหวัง เขาจะไม่บังคับ ไม่กดดันเรา เขาจะพูดเสมอว่าไม่เป็นไร ขอให้เป็นคนดี ทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ ไม่เคยบังคับให้เรียนอะไรหรือให้กลับมาทำงานของครอบครัวด้วย แต่เป็นความโชคดีของพวกเราที่อยากกลับมาทำ และคุณเต้เองก็ทำอาชีพอื่นไม่เป็นด้วย ทำเป็นแต่อย่างเดียวนี่แหละ

เต้ ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก

ในฐานะทายาทรุ่นใหม่ก็เข้ามาทำงานจนถือว่าประสบความสำเร็จมาก รู้สึกอย่างไรที่คนภายนอกมองเข้ามาแบบนี้

คุณเต้ : คุณเต้พูดเสมอว่า คุณเต้โตมากับวงการบันเทิง และครอบครัวก็เป็นมาตั้งแต่สมัยคุณปู่ คุณพ่อ 3 เจเนอเรชั่นแล้ว เราเห็นวัฏจักรของงานศิลปะว่ามีดัง ดับ แล้วมาดัง หรือไม่กลางๆ เสร็จแล้วเอ๊าต์ แล้วมาอยู่ในกระแส ซึ่งตัวคุณเต้เองมองว่าตอนนี้เราโชคดีที่เราอยู่ในกระแสเท่านั้นเอง แบบว่าไม่ได้รู้สึกหลงลืมตัวลอย ไม่เคยมีตรงนี้ แต่สิ่งที่ภูมิใจคือเราได้สร้างปรากฏการณ์บางอย่างให้คนดูมีความสุขในการรับชม และมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง รวมทั้งมันเป็นผลกระทบที่ทำให้มันไปเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างของคนที่ทำคอนเทนต์และคนทำสถานีโทรทัศน์ด้วย อันนี้ต่างหากที่คุณเต้ภูมิใจมากกว่า เพราะว่าอยากให้ทำแบบนี้กันเยอะๆ มันจะได้มีความแปลกใหม่ แตกต่าง และสร้างความสุขให้กับคนดูได้ทั่วถึงครับ

นี่คือหลักการทำงานเลยหรือเปล่า

คุณเต้ : ใช่ครับ เป็นหลักการทำงานของคุณเต้เลยที่อยากทำให้ดีที่สุด และอย่าไปเสียใจว่าไม่ได้ ทำให้ดีที่สุดก่อนสิ แต่ถ้าทำดีที่สุดแล้ว มันก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างมาก คือวงการศิลปะนี่เป็นอากาศ เราสร้างฝัน สร้างจินตนาการขึ้นมา เราไม่สามารถที่จะบอกได้ว่าจังหวะของคนดูหรือบ้านเมืองตอนนั้นเขาจะสนใจไหม  บางทีอารมณ์ของคนดู ณ เวลานั้นมันก็ถูกจังหวะพอดีก็ได้ มันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ถึงต้องย้อนกลับไปถามตัวเองว่าเราทำดีที่สุดแล้วหรือยัง

เต้ ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก

มีวางแพลนอะไรบ้างไหมที่จะให้ธุรกิจที่คุณปู่สร้างมาเติบโตยิ่งกว่านี้

คุณเต้ : คือตอบเลยว่าไม่ตั้งอะไรในอนาคตเท่าไหร่ว่ากันตนาจะเป็นไง หลังจากที่คุณเต้กลับมาทำงานได้ 7 – 8 ปีนี้นะครับ มันเห็นความเปลี่ยนแปลงเยอะมาก จนกระทั่งมองว่ามันต้องการการปรับตัวให้เร็วมากกว่า ที่จะทำนายอนาคตหรือกำหนดอนาคต เพราะตั้งแต่คุณเต้เข้ามา วงการโทรทัศน์เปลี่ยนไปเร็วมาก จากทีวีแซทเทิลไลท์มาเป็นดิจิทัลภายในไม่กี่ปี และมันเห็นทุกอย่าง เลยคิดว่าเราต้องรักษาสิ่งที่มีตอนนี้ ต้นทุนตอนนี้ให้เดินไปอย่างราบรื่นที่สุด และนำทรัพยากรที่มีอย่างทรัพย์สินทางปัญญาที่คุณปู่คุณย่าคิดมา อย่างบทประพันธ์นวนิยายที่เขียน สิ่งที่สร้างเอาไว้มาต่อยอดให้ร่วมสมัยกับสังคม

อนาคตคุณเต้ตั้งใจว่าควรเป็นแบบนี้ไว้ก่อน จะขยายไปยิ่งใหญ่กว่านี้ไหมมันเป็นเรื่องของอนาคต ตอนนี้คือเราก็ขยายไปเยอะมาก ไม่รู้จะขยายไปไหนแล้ว เราก็มีสถานีโทรทัศน์อยู่ต่างประเทศด้วย มีบริษัทต่างประเทศ ทำงานให้ฮอลลีวู้ด คืออีกทีเราอาจจะสร้างหนังให้กับฮอลลีวู้ดก็ได้ เป็นไปได้ไหมมันก็อยู่ที่ทุน ก็เป็นไปได้อยู่แล้ว เพราะคนไทยมีความสามารถไม่แพ้ใครในโลกเลย แต่เราต้องได้รับการสนับสนุน ภาครัฐเองก็ต้องเข้ามาช่วยเราหน่อย

เต้ ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก

อยากฝากอะไรถึงแฟนๆรายการบ้างไหม

คุณเต้ : อยากให้ติดตามต่อแหละ เราฟังเสียงของพวกคุณอยู่ และเราก็ทำรายการเพื่อให้พวกคุณดู ไม่ใช่เราดูเอง ที่ผ่านมาก็คิดว่าน่าจะพิสูจน์ได้แล้วว่าคุณเต้ฟังเสียงของทุกคนนะ อย่างเคยมีงานที่ทำออกมาแล้วมีเสียงบอกว่าเขาไม่ชอบ ก็มีที่รื้อทำใหม่มาแล้ว โซเชียลมีเดียเป็นเรื่องที่คุณเต้คอยฟัง และเป็นสิ่งที่เชื่อมตรงกลางระหว่างคนดูกับคุณเต้ ดังนั้นมีอะไรก็บอกเรามาได้ เราก็จะฟังอยู่แล้ว

 

เรื่อง : SRIPLOI

ภาพ : วาระ สุทธิวรรณ

keyboard_arrow_up