แพทย์หญิงของขวัญ ฟูจิตนิรันดร์ วินธุพันธ์ ‘Colorful of the year’

แพทย์หญิงของขวัญ ฟูจิตนิรันดร์ วินธุพันธ์ ‘Colorful of the year’
แพทย์หญิงของขวัญ ฟูจิตนิรันดร์ วินธุพันธ์ ‘Colorful of the year’

ยังเปรี้ยวไม่เคยเปลี่ยน ทั้งวิธีคิด วิธีใช้เงิน และวิธีใช้ชีวิต สำหรับหมอของขวัญ –เจ้าของไอเดียซื้อคอนโดฯเปิดแอร์ให้กระเป๋าแอร์เมสอยู่

ล่าสุดกับไอเดียและความชอบสุดล้ำ ที่เชื่อว่าใครเห็นก็ต้อง WOW ยกกำลังสาม เมื่อเธอถอยกระเป๋าเบอร์กิ้น Special Order สั่งตรงจากทุกช็อปแอร์เมสในหลายประเทศ รวมทั้งรุ่นหายากอย่าง Grey Himalayan ราคารวมแล้วเป็นเลข 8 หลัก กับรถเบนท์ลี่ย์คันละ 22 ล้าน แร็ปสีชมพูหวานแหวว โชว์โฉมครั้งแรกเพื่อ ‘แพรว’ ในคอนเซ็ปต์สีสันคัลเลอร์ฟูล เห็นแล้วมีความสุข สนุกสนานตามสไตล์หมอของขวัญทีเดียว

แร็ปรถสีชมพู เพราะ ‘อาเหลิม’

มีแต่คนถามว่า ที่แร็ปรถเป็นสีชมพู ได้ไอเดียมาจาก ‘ปารีส ฮิลตัน’ หรือเปล่า หมอบอกเลยว่าเปล่า ได้ไอเดียนี้มาจากร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุงค่ะ ในเมืองไทยมีรถคันเดียวที่ทำสีนี้ คือ รถคุณเฉลิม เป็นการทำสีมาจากโรงงานเบนท์ลีย์เลย เท่าที่รู้ตอนนี้ ในโลกมีรถแค่สองคันเท่านั้นที่เป็นสีชมพูจากเบนท์ลีย์ คือ รถของปารีส ฮิลตัน และคุณเฉลิม ทีนี้ถ้าคนรู้ว่าเป็นรถของอาเหลิม ใครจะกล้าแซง กล้าบีบแตร กล้าจอดขวาง กล้าไม่ให้ที่จอดรถ เพราะฉะนั้นเราก็สบาย (ทำเสียงชิลมาก) จึงเป็นที่มาของการแร็ปรถสีนี้ แต่ช่วงนี้อาจยังไม่เหมาะเอามาขับ คงต้องใช้คันสีม่วงแทนก่อน (หัวเราะ)

ที่เลือกซื้อรถเบนท์ลีย์คันนี้ เพราะเซลส์ขายรถบอกว่าเป็นซูเปอร์สปอร์ต รุ่นลิมิเต็ด ซึ่งคำว่าซูเปอร์สปอร์ตของเบนท์ลี่ย์คือ เอาทุกอย่างออกหมด เพื่อให้รถเบาขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเบาะปรับ 88 องศา ที่นั่งด้านหลังสองที่ และใส่โรลบาร์เข้าไปแทน ทำให้ดูเหมือนรถแข่ง จะได้ขับเร็วกว่าเบนท์ลีย์ทั่วไป และขายให้แพงขึ้น นี่คือความหมายของรถซูเปอร์สปอร์ตของเบนท์ลีย์ ซื้อคันนี้มา 22 ล้านบาท มีทุกอย่างยกเว้นความสบาย (หัวเราะ)

เหตุที่ตัดสินใจซื้อ เพราะต้องการรถซูเปอร์คาร์ที่มีแรงม้าเกิน 600 อยากได้รถที่ขับเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ เพราะความสามารถส่วนตัวที่เป็นนิสัยไม่ดี ห้ามลอกเลียนแบบ คือ ติดขับรถเร็วมาตั้งแต่อายุน้อย แต่ไม่ได้ขับตามท้องถนน ชอบขับในสภาพที่เขาจัดไว้ให้ สำหรับคนชอบขับรถเร็ว เช่น คาราวานซูเปอร์คาร์ สนามแข่งรถ

ตอนแรกจะซื้อรถลัมโบร์กินี ไม่ชอบเฟอร์รารี่ ฝังใจว่าเราไม่เหมาะกับเฟอร์รารี่ พอดูรถลัมโบร์กินีแล้ว เอ๊ะ…เราควรเป็นคนนั่ง ให้สามีขับหรือเปล่า โดยส่วนตัวแล้วจะ ‘นอยด์’ เรื่องรถเสียมาก เพราะเคยขับรถคันใหม่ จอดติดไฟแดงอยู่ดีๆ เครื่องดับกลางสี่แยกเลย เพราะฉะนั้นจะหงุดหงิด กลัวเรื่องรถเสียมาก ถ้ามีรถคันเดียว จอดแล้วสตาร์ทไม่ติด จะทำอย่างไร จึงคิดว่ามีรถสองคันดีกว่า ให้คันหนึ่งใหญ่หน่อย อีกคันจึงเลือกซื้อรถปอร์เช่
สีเหลือง คันนี้ราคาประมาณหกล้านบาท เอาไว้เปิดประทุน ขับไปเที่ยวต่างจังหวัด จะได้นั่งโล่งๆ ไม่อึดอัด

สเปเชี่ยลออร์เดอร์นี้เพื่อหมอของขวัญ (เท่านั้น)

ต้องบอกว่า เป็นการเปิดโฉมครั้งแรกของกระเป๋าเบอร์กิ้นแอร์เมส รุ่นสเปเชี่ยลออร์เดอร์ของหมอที่นำมาวันนี้ แค่ 8 ใบ และมีรุ่นหายากอย่าง ‘เกรย์หิมาลายัน’ หนึ่งใบ รวมมูลค่าแล้วประมาณเลขแปดหลัก เพิ่งได้มาเมื่อต้นปี ทุกใบเป็นสีพิเศษหมด โดยเราเลือกสั่งได้ตามชอบ เช่น หนังสีนี้กับด้ายสีนั้น หรือถ้าเราไอเดียแปลกไป หรือมิกซ์แอนด์ไม่แมทช์ เขาอาจท้วงประมาณว่า สีนี้จะดีเหรอ หรือบางครั้งเขาก็จะแนะนำว่า สีชมพูควรอยู่กับสีม่วง หรือสีดำ เพราะฉะนั้นกระเป๋าจึงเป็นรุ่นลิมิเต็ด ที่เป็นของเราไปตลอดกาลนาน ชั่วชีวิต สุดท้ายการตัดสินใจจึงอยู่ที่เราจะออร์เดอร์แบบไหน อย่างไร ซึ่งหมอสั่งสเปเชี่ยลไปหลายสิบใบเลย มีทั้งกระเป๋าเคลลี่และเบอร์กิ้น

เหตุที่หมออยากได้กระเป๋ารุ่นนี้ เพราะที่เขามาทั้งหมด เรามีแล้ว หมอจึงอีเมล์ไปถามช็อปแอร์เมสในประเทศต่างๆ ไม่ว่าเกาหลี ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส อเมริกา ว่า เราอยากสเปเชี่ยลออร์เดอร์ ต้องทำอย่างไร ช็อปแอร์เมส ก็จะบอกให้เราเดินทางไปช่วงนี้ช่วงนั้น ซึ่งเป็นช่วงที่ทางโรงงานเปิดรับสเปเชี่ยลออร์เดอร์ แค่เขาบอกมาเท่านี้ เราโปรมากพอที่จะรู้แล้วว่าต้องทำอย่างไร คือ ถ้าเรามีความสัมพันธ์ที่ดี ทำให้เขาเห็นว่าเราเป็นลูกค้าชั้นเยี่ยม ด้วยการทำตัวเป็นมาดามฟรอมไทยแลนด์ เดินเข้าไปในช็อป เลือกซื้อถ้วยไหจานชาม รองเท้าบู๊ท นาฬิกา ให้เขาจัดมาเป็นเซ็ตเลย

เพราะคำว่า ‘First come First Serve’ ไม่มีจริงในโลกใบนี้หรอก ลองคิดเปรียบเทียบดูก็ได้ว่า ระหว่างคนหนึ่งที่พร้อมจะซื้อกระเป๋าใบนี้ ในราคาสองล้านบาท กับอีกคนที่พร้อมจะซื้อกระเป๋า และถ้วยไหจานชามอีกสองล้านบาท คิดว่าทางร้านจะขายใคร อย่างเราเป็นคนแต่งตัวอยู่แล้ว รองเท้าบู๊ทของแอร์เมสคู่ละแสน ถามว่าแพงไหม แพงมาก แต่ในเมื่อเราต้องการกระเป๋า และเราเป็น End User จึงคิดว่าโอเค. เป็นการซัพพอร์ตซึ่งกันและกัน เพราะเรารู้ว่านี่คือธุรกิจและการตลาดที่แอร์เมสทำมาตั้งแต่แรก จากนั้นเขาจะเก็บเรคคอร์ดที่เราซื้อของไว้ และพร้อมที่จะเปิดให้เราออร์เดอร์ ซึ่งถ้าเราสเปเชี่ยลออร์เดอร์ได้จากช้อปนี้ ต่อไปเราก็จะสเปเชี่ยลออร์เดอร์ได้จากช็อปอื่นไปเรื่อยๆ

ฉันไม่ใช่ End User ตรงไหน?

แถมท้ายด้วยข่าวเม้าท์ ที่กระจิบกระจอกข่าวได้ยินมาว่า –หมอของขวัญไม่ได้ซื้อแอร์เมสไปใช้จริง แต่ซื้อเพื่อไปขายต่อ ประเด็นนี้ความจริงเป็นอย่างไร ฟังจากปากเธอเลยดีกว่า

สมมุติว่าเรามีกระเป๋าแอร์เมสอยู่ในสต็อกสองร้อยใบ และซื้อเพิ่มสิบใบ เป็นสองร้อยสิบใบ และขายสิบใบออกไป เพื่อให้เหลือสองร้อยใบ โดยที่ในสต็อกไม่เคยลดลงต่ำกว่าสองร้อยใบ อันนี้เรียกว่าเป็นเอ็นด์ยูสเซอร์ (End User) หรือเปล่า กับคนที่ซื้อสามใบ และใช้อยู่แค่สามใบนั้นน่ะ อันไหนเรียกว่าเอ็นด์ยูสเซอร์ และถามว่าถ้ากระเป๋าที่หมอขาย เป็นกระเป๋าที่เราไม่เห็นค่า แต่มีคุณค่ามากสำหรับอีกคนหนึ่ง ถึงเก็บไว้ ก็ไม่ได้มีคุณค่าในสายตาเรา แต่ถ้าเอากระเป๋าสองสามใบมารวมกัน แล้วได้กระเป๋าใบใหม่ที่เราชอบมากกว่า เหตุผลอะไรที่เราต้องเก็บสิ่งที่ไม่ชอบไว้ เพียงเพื่อให้คนพูดว่าเราไม่เคยขาย เพราะฉะนั้นคำว่าเอ็นด์ยูสเซอร์ ของเขาคืออะไร ถ้าจะพิสูจน์คำครหานี้ ง่ายมากคือ นัดกันเลยวันหนึ่ง โดยไม่ต้องบอกว่าวันไหน ถ่ายรูปกระเป๋าทั้งหมดที่มีเดี๋ยวนั้น วัดกันที่จำนวนเลยก็ได้ ไม่ต้องวัดกันที่ราคา

ถามว่าคนที่เม้าท์เรื่องนี้ได้อะไร ต้องการซื้อของต่อจากเรา หรือต้องการเอาของมาขายเรา หรืออยากรู้เรื่องของเรา ประเด็นคืออะไร ใครที่รู้จักหมอดีย่อมรู้ว่า มีวันไหนที่หมอไม่ถือเบอร์กิ้นบ้าง และคนที่ซื้อกระเป๋ามาใช้จริง กับ คนที่ซื้อมาแล้วไม่ใช้จริงคืออย่างไร ทุกวันนี้ ถ้าใช้กระเป๋าได้วันละสามใบ หมอใช้ไปแล้ว แต่เพราะเวียนใช้ไม่ทัน กระเป๋าหลายใบซื้อมาครึ่งปีแล้ว ยังไม่ได้ใช้ ถ้าเป็นแบบนี้ไม่เรียกว่าเอ็นด์ยูสเซอร์ ยังมีคนที่เอ็นด์กว่านี้อีกเหรอ ขอดูหน้าหน่อย

หมอถูกเม้าท์มาหมดแล้วทุกเรื่อง เช่น สวยแต่โง่ ชอบอวด หรือไม่ก็จับผู้ชาย เมื่อเราได้ยินสิ่งที่ร้ายจากปากของคนๆ หนึ่ง เราคงต้องย้อนกลับไปดูว่า เขาพูดเพื่อจุดประสงค์อะไร และที่เขาพูดจาอย่างนั้น เราเสียหายอะไรไหม

“ถ้าเราไม่ได้เป็นอย่างที่เขาพูด คนพูดๆแล้วรู้สึกดี ก็ยินดีด้วย เพราะเรากลายเป็นคนของประชาชน ถือว่าได้บุญอย่างหนึ่ง หมอแค่นั้นเอง ไม่จำเป็นต้องแคร์”

เรื่อง : ดั่มดั๊มพ์
ภาพ : โยธา รัตนเจริญโชค
ที่มา : นิตยสารแพรวฉบับ 841 คอลัมน์ Wow srories

keyboard_arrow_up