คนอย่างผมไม่เอาเปรียบใคร! นี่แหละ ‘โป๊ป-ธนวรรธน์’ เสียน้ำตาเป็น นักเลงพอ

คนอย่างผมไม่เอาเปรียบใคร! นี่แหละ ‘โป๊ป-ธนวรรธน์’ เสียน้ำตาเป็น นักเลงพอ

พระเอกที่มาแรงที่สุดในปีนี้ ไม่ใช่พระเอกหน้าใหม่ หรือดาราหน้าใหม่ เขาคือหนุ่มหล่อที่อยู่ในวงการบันเทิง ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายปีกว่าที่บทบาทการแสดงของเขาในฐานะ “พระเอก” จะมาอยู่ในจุดที่ทุกคนยอมรับ มีแฟนคลับมากมายจนเกิดปรากฏการณ์ห้างแตก หลังจากที่ละครเรื่องบุพเพสันนิวาสได้ออนแอร์ไปไม่กี่ตอน ที่พูดมาเชื่อว่าทุกคนคงนึกออกอยู่ว่าคือหนุ่ม “โป๊ป-ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ” นั่นเอง

นับเป็นครั้งแรกหลังจากห่างหายการถ่ายแฟชั่นมานาน เพราะเจ้าตัวเคยพูดอยู่บ่อยๆ ว่าอาจจะไม่ค่อยถนัดงานด้านนี้ การได้มาร่วมงานกับแพรวในฐานะนายแบบขึ้นปกนิตยสารในปักษ์ 10 มิถุนายน 2561 ครั้งนี้ เลยเป็นบิ๊กเซอร์ไพร้ส์ให้กับคนที่รอคอยผลงานการถ่ายแบบของเขา งานนี้นอกจากจะมีภาพทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังของหนุ่มโป๊ปในเล่มให้ทุกคนได้ฟินแล้ว การให้สัมภาษณ์ของหนุ่มโป๊ปครั้งนี้ก็พิเศษกว่าครั้งไหนๆ และยังมีอีกหลายเรื่องที่แทบไม่รู้มาก่อนเลยว่า พระเอกหนุ่มสุดฮ็อตอย่าง ‘โป๊ป-ธนวรรธน์’ ตัวตนจริงๆนั้นเป็นแบบนี้

เกเรจนทำให้แม่ร้องไห้

“สมัยเด็กผมค่อนข้างเกเร ไม่ยอมให้ใครเอาเปรียบ เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว เลยมีเรื่องทะเลาะชกต่อยกับเพื่อนเป็นประจำ เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เรียนประถมจนถึงม.3 โดนครูเรียกผู้ปกครองบ่อย แต่ผมไม่ยุ่งกับอบายมุขนะ เกเรแต่ไม่มีเรื่องยาเสพติด เหล้า หรือบุหรี่เลย

ส่วนที่เกเรที่สุดก็คือทะเลาะกับแม่จนทำแม่ร้องไห้ เสร็จแล้วก็หนีไปอยู่บ้านเพื่อน ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง แต่ก็ไม่ควรทำแบบนั้น พอเข้าเรียนที่วิทยาลัยช่างศิลป ความเกเรลดลง อาจะเพราะโตขึ้นและผมสงสารแม่ด้วยเลยอยากทำให้เขาสบายใจ ตอนนั้นแม่ก็พาเข้าวัดก็เปลี่ยนตัวเองตรงนั้นเลย นิสัยเกเรค่อยๆ ลดลง การเรียนก็ดีขึ้นจนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ถึงช่วงนั้นแม่ก็เลยไม่ค่อยห่วงแล้ว”

เสียน้ำตานับไม่ถ้วน เพราะโดนสาวเท

“ผมเสียน้ำตาให้ผู้หญิงมาเยอะ (หัวเราะ) ผมไม่ใช่ผูู้ชายโรแมนติกนะ วันวาเลนไทน์ก็ไม่ค่อยมีเซอร์ไพร้ส์อะไรให้แฟน เต็มที่ก็วาดรูปให้แค่นั้น ไม่มีคำพูดแบบ…ผมเอาของมาให้ที่รักนะ ผมทำแบบนั้นไม่เป็น รู้สึกว่าทำแล้วเหมือนพระเอกละคร ไม่ค่อยชอบ เพราะฉะนั้นคนที่อยู่กับผมได้ก็ต้องเข้าใจธรรมชาติของผมมากๆ ส่วนเรื่องจีบสาว แต่ก่อนผมจีบไม่เป็นหรอก ให้เพื่อนช่วยเข้าไปคุยก่อน ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยเลยไม่ค่อยมีแฟนที่คณะ เพราะฟอร์มเยอะ ต่อให้สวยยังไงก็แค่มอง แต่ไม่จีบ เขาต้องเข้ามาก่อน ซึ่งก็ไม่มีใครเข้ามา แต่ ณ วันนี้ จีบก่อนเลย (หัวเราะ) ชอบใครก็เข้าไปคุยได้ มุมมองความรักเปลี่ยนไป และไม่ได้คิดว่าคบใครแล้วต้องเป็นคนนี้คนเดียวดูแลไปจนแก่ตายด้วยกัน ไม่ยึดติดแบบนั้นแล้ว ถ้าวันนึงเขานอกใจหรือมันไม่ใช่จะได้ไม่เจ็บมาก ถ้าอกหักก็เสียใจแหละ แต่ไม่ได้ร้องห่มร้องไห้เหมือนตอนเด็กๆ

คนอย่างผมไม่เอาเปรียบใคร! นี่แหละ ‘โป๊ป-ธนวรรธน์’ เสียน้ำตาเป็น นักเลงพอ

ผู้ชายไม่ชอบแสดงออก

“ใครที่มาเป็นแฟนผมอาจดูไม่ออกว่าเขารักฉันอยู่หรือเปล่า เพราะผมไม่ค่อยแสดงออก แต่ใจเรารู้แหละว่านี่คือคนพิเศษสุด แต่เขิน ทำไม่เป็น ผมจะออกแนวกวนๆ ทำตลกไปเลยมากกว่า ที่เป็นแบบนี้อาจเป็นเพราะที่บ้านผมก็ไม่ค่อยแสดงออกความรักกันตรงๆ ด้วย สมัยเด็กแม่ไม่หอมแก้ม ไม่ค่อยกอด คือเขารักมากแหละ แต่เขาแสดงออกด้วยวิธีอื่น  ผมเองก็บอกรักแม่แค่ในวันแม่ว่ารักนะ ขอโทษนะที่ทำให้แม่ไม่สบายใจเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่สิ่งที่ผมพยายามทำให้แม่ตลอดคือพยายามเป็นลูกที่ดี ไม่สร้างปัญหา ไปทำบุญเป็นเพื่อน เพราะรู้ว่าแม่อยากเห็นเราเป็นคนดี มีใจเสียสละ นั่นคือสิ่งที่ทำให้แม่ตลอด แค่ไม่ค่อยบอกรักด้วยคำพูดเท่านั้นเอง”

พูดแล้วคำไหน ต้องเป็นคำนั้น

“ไม่ว่าชีวิตผมตอนนี้จะเปลี่ยนไปจากเดิมยังไง แต่ผมก็ไม่เคยเปลี่ยนตัวเองนะ ยังพูดตรงไปตรงมา คำไหนคำนั้น คนที่ทำงานกับผมก็ต้องคำไหนคำนั้นเหมือนกัน ตั้งแต่วันที่ผมไม่มีกระแสจนมาถึงวันที่ยืนตรงนี้ ผมยังเป็นคนเดิม เวลาคุยงานถ้าบอกผมว่าจะมี 1 2 3 แต่พอถึงเวลาจริงกลับเป็น 4 5 6 ผมไม่ค่อยยอมเลย ไม่ว่าคนนั้นจะใหญ่แค่ไหนก็ตาม อาจเป็นนิสัยเสียอย่างหนึ่ง แต่ผมว่ามันคือความถูกต้อง เพราะตอนทำงาน ผมก็ทำงาน 100% ไม่เอาเปรียบใครเหมือนกัน ที่ผมเป็นแบบนี้อาจเป็นเพราะแม่สอนผมว่าทำอะไรเราต้องมีสัจจะ พูดแล้วต้องทำ แม่ผมสอนหลายอย่างและทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง แม่ซื่อสัตย์มาก ไม่ขี้โกง ทั้งหมดนี้ซึมเข้ามาในตัวผม ทำให้เราเป็นคนแบบนี้ สมัยนี้มีคนเยอะแยะที่พูดปลิ้นปล้อนไปเรื่อย สังคมเลยต้องตามน้ำไปหมด บางคนจึงอาจคิดว่าคนแบบผมนิสัยไม่ดี เรื่องมาก ซึ่งผมไม่สนหรอก เพราะเราทำในสิ่งที่คิดว่าถูกต้อง ใครจะคิดอะไรก็เรื่องของเขา เราก็เดินหน้าในแนวทางนี้ต่อไป”

ความสุขของโป๊ป

“สิ่งที่ผมทำแล้วมีความสุขมาก ตอนช่วงที่ไม่ได้มีงานเยอะขนาดนี้ก็คือไปเป็นครูสอนวาดรูปกับสอนฟุตบอลให้เด็กๆ  อย่างตอนไปเป็นครูอาสาสอนศิลปะให้โครงการทูบีนัมเบอร์วันในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ผมสอนเด็ก ป.4 ที่วาดรูปไม่เป็นเลย สอนอยู่ 5 ปี สัปดาห์ละครั้ง จนเขาพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ รู้สึกชื่นใจมาก อยากทำอีก การทำงานนี้ทำให้เข้าใจคำว่าครูที่แท้จริง ผมจึงนับถือครูอาสาที่ไปสอนตามชายแดนโดยไม่หวังเงิน เขาคือผู้เสียสละที่แท้จริง นับถือหัวใจมากๆ ผมคิดว่าถ้ามีโอกาสวันหนึ่งอยากสร้างโรงเรียนที่ต่างจังหวัด หรือเป็นโปรเจ็กต์อะไรก็ได้ที่ได้ช่วยพัฒนาเด็กๆ สำหรับตัวผมจริงๆก็ไม่ได้อยากได้อะไรมาก วันหนึ่งอยากเห็นสัจธรรมจริงๆ ของชีวิตเหมือนที่พระพุทธเจ้าท่านเห็นมากกว่า อยากมีปัญญา เหมือนที่บอกกันว่า

ถ้ามีปัญญาเยอะๆ เหมือนมีมีดคมที่คอยตัดกิเลส ผมยังเข้าไม่ถึงหรอก ถ้าไปถึงวันนั้นได้ เงินร้อยล้านหรือหมื่นล้านก็คงไม่สำคัญ…

 

อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มให้ฟินกว่าเดิมได้ที่ นิตยสารแพรว ปักษ์วันที่ 10 มิถุนายน 2561

 

keyboard_arrow_up