ขวัญ-พิมพ์อัปสร ผู้จัดฯแม่อายสะอื้น ใส่ใจงานเกินร้อยเพราะมีพ่อสรพงศ์-แม่โยเป็นครู

เบื้องหลังของผลงานละครที่เผยแพร่ออกมาให้คนชม นอกจากจะมอบความสนุกสนานแล้ว เหนือสิ่งอื่นใดคนดูต้องได้อะไรที่ดีและมีคุณค่ากลับไปด้วย นี่เป็นความตั้งใจของผู้จัดละครสาว ขวัญ-พิมพ์อัปสร บุตรสาววัย 39 ปีของนักแสดงชื่อดัง เอก-สรพงศ์ ชาตรี และ โย-ทัศน์วรรณ เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา

คลุกคลีบรรยากาศการทำงานในกองถ่ายละครมาตั้งแต่เด็ก เพราะต้องตามไปนั่งดูคุณแม่โยแสดงละคร จากเด็กตัวเล็กๆ ที่ต้องนั่งรอหลายชั่วโมง รอทานไอศกรีมหลังคุณแม่เลิกงานแต่กว่าจะเสร็จเวลาก็เดินไปถึงเที่ยงคืน จึงทำให้เด็กหญิงพิมพ์อัปสรในตอนนั้นรู้สึกเบื่อและไม่ได้สนใจงานในวงการบันเทิงมากนัก

ขวัญ-พิมพ์อัปสรขวัญ-พิมพ์อัปสร

หลังเรียนจบปริญญาตรีและปริญญาโทจากรั้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขวัญ-พิมพ์อัปสร ได้ลองทำงานสายอื่นๆ เช่นการเป็นแอร์โฮสเตส แต่โชคชะตาคงกำหนดมาแล้วว่า สิ่งที่ไม่คิดว่าใช่แต่แรกอย่างการต้องมานั่งคลุกคลีทำงานในกองถ่ายละครทุกๆ วัน แล้วบทบาทเปลี่ยนไปในทางที่โตขึ้นในฐานะ ผู้จัดละคร นั่นคือการทำงานที่มีความสุขและสนุกในแบบที่เธอชอบที่สุดแล้ว

โดยปัจจุบันคุณขวัญเป็นผู้จัดฯ ค่าย Firstclass Entertainment Group ซึ่งผลิตละครให้แก่ช่อง 7 ไม่ว่าจะเป็น สาวน้อยร้อยเล่มเกวียน, คีตโลกา, สุดรักสุดดวงใจ, ลูกไม้ไกลต้น และที่กำลังออนแอร์ให้ทุกคนได้ชมอยู่ตอนนี้นั่นคือ แม่อายสะอื้น วันนี้ แพรวดอทคอม จึงจะพาไปรู้จักผู้จัดฯ สาวคนนี้กันให้มากขึ้นว่าเธอมีมุมมองไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน ครอบครัว ความรัก อย่างไรบ้าง

พูดคุยทุกมุมของผู้จัดฯ ขวัญ-พิมพ์อัปสร ที่กำลังมีผลงานละคร แม่อายสะอื้น ออนแอร์ตอนนี้

ขวัญ-พิมพ์อัปสร

ความรู้สึกแรกในฐานะผู้จัดฯ ที่ต้องมาดูแลละครเรื่อง แม่อายสะอื้น

คุณขวัญ: จริงๆ รู้สึกเป็นเกียรติ เพราะว่าจริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่เราอยากทำมาตลอดในฐานะผู้จัดละครอ่ะนะคะ แต่เรารู้สึกว่าเราเด็กอ่ะ หมายถึงว่าเมื่อเทียบกับผู้จัดท่านอื่นๆ ที่โอ้โหเขามีประสบการณ์มากมาย สาเหตุที่อยากทำเพราะว่าเป็นบทประพันธ์ของครอบครัวเรา คือคุณป้าชุดา ผู้ประพันธ์เรื่องแม่อายสะอื้นเป็นคุณป้าแท้ๆ ของเรา เป็นพี่สาวแท้ๆ ของคุณแม่ค่ะ แล้วแม่อายสะอื้นเมื่อตอนทำเป็นภาพยนตร์ปี 2515 เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่คุณแม่เล่นและแจ้งเกิดท่านในวงการ เพราะฉะนั้นมันก็มีความเกี่ยวพันธ์กันหลายอย่าง รู้สึกว่าถ้าเราได้มีโอกาสทำละครเรื่องนี้ในฐานะผู้จัดละครก็ถือเป็นความฝันเลย เพราะว่าอยากทำมาก สุดท้ายพอได้มีโอกาสทำจริงๆ ก็ตื่นเต้น ตอนแรกเราไม่นึกว่าผู้ใหญ่ทางช่องเขาจะมอบบทประพันธ์ระดับนี้ให้เราทำ เพราะว่าอย่างที่บอกเรายังไม่ได้มีประสบการณ์เยอะ แต่ก็ต้องขอบคุณที่ผู้ใหญ่ให้โอกาสและไว้ใจค่ะ ก็ตั้งใจว่าจะต้องทำให้ได้ดีที่สุดในตอนนั้นนะคะ ก็ดีใจมากๆ ตื่นเต้นมากๆ

แม่อายสะอื้น ถือเป็นละครขึ้นหิ้งไปแล้ว มีคนจดจำจำนวนมาก เมื่อนำมารีเมคมีวิธีเตรียมตัวทำงานตรงนี้อย่างไรบ้าง

คุณขวัญ: จริงๆ ทำละครรีเมคมาเกือบทุกเรื่องเลยค่ะ เพราะฉะนั้นเรื่องรีเมคเราไม่ห่วงเลย อย่างแม่อายสะอื้นไม่ว่าจะเวอร์ชั่นไหนคนก็รัก คนที่ทำก็รักบทประพันธ์เรื่องนี้ อยากทำให้ดีที่สุด เราเองก็เช่นกัน เพราะฉะนั้นมันคือจุดมุ่งหมายเดียวกัน ของทั้งแฟนละครเรื่องนี้ คนสร้างละครเรื่องนี้หรือหนังเรื่องนี้ เรามาทำเราก็อยากทำให้ดีเหมือนที่คนเก่าๆ ได้ทำไว้ อยากทำให้ดีที่สุดเพราะว่าเรารักบทประพันธ์เรื่องนี้ ไม่อยากให้คนดูผิดหวัง เพราะฉะนั้นเรามองว่ามีแต่เรื่องดีๆ การรีเมคไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับเรานะคะ เรารู้สึกว่ามันเป็นความท้าทาย ไม่ได้ว่าอยากทำให้ดีกว่าคนอื่น แต่อยากทำในแบบของเราให้มันดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ ซึ่งทางช่องก็น่ารักมาก เขาไม่เคยมาก้าวก่ายเลยว่า เราอยากจะทำแบบไหนไม่ได้นะ แบบนี้ขายไม่ได้ในตลาด คือเปิดโอกาสให้ได้ทำเต็มที่ค่ะ ก็สนุกมาก แล้วก็ผลงานออกมาตามที่เราได้ตั้งใจเอาไว้

ขวัญ-พิมพ์อัปสร

จะเห็นความแตกต่างของเวอร์ชั่นนี้กับเวอร์ชั่นก่อนอย่างไรบ้าง เช่น เรื่องการปรับบท

คุณขวัญ:  ค่ะ ต้องยอมรับว่า เวลาเราทำละครรีเมค เราพยายามที่จะไม่ดูของเวอร์ชั่นเก่าๆ เพราะว่าเราไม่อยากติดภาพจำอยู่ในหัวค่ะ อาจจะถาม ฟัง อ่านฟีดแบคในเนตหรืออะไรก็แล้วแต่ คือถ้าดูปุ๊ปมันจะติดแล้วเดี๋ยวจะเอามาทำ คือทำละครทุกเรื่องไม่ว่าจะรีเมค หรือไม่รีเมค เราก็เริ่มจากศูนย์ทุกครั้ง แม่อายสะอื้นก็เช่นกัน ถ้าพูดถึงเรื่องการเตรียมตัว จริงๆ เวอร์ชั่นนี้เราไม่ได้คิดนะว่าจะแตกต่างจากเวอร์ชั่นเก่ายังไง แต่เราคิดว่าทุกคนถึงทำเรื่องเดียวกัน มันออกมาไม่เหมือนกันหรอก เพราะแต่ละผู้สร้างมีลายเซ็นของตัวเอง เพราะฉะนั้นพยายามตั้งใจทำให้เหมือน มันก็ไม่เหมือน มันเหมือนงานศิลปะ อย่างให้ทุกคนเขียนเรียงความเรื่องเดียวกัน มันก็ยังออกมาไม่เหมือนกันเลย

และเราก็ตีความตามยุคสมัยค่ะ อย่างบทประพันธ์นี้เป็นบทประพันธ์เก่า เวลาเราเอามาทำมันเลยมีข้อจำกัดบางอย่าง อย่างเรื่องเทคโนโลยีจะเจอเสมอนะคะ เช่น เรื่องการหายตัวไปของนางเอก หายไปจากบ้านที่แม่อาย ซึ่งสมัยนี้คนจะหายตัวไปเวลาจะทำก็ลำบากมากขึ้น เพราะมันมี Google มีสารพัดแอพฯ ให้ช่วยตามหาใช่ไหมคะ ทีนี้เราก็ต้องปรับทุกอย่างตามยุคสมัย ไม่ใช่เราปรับแล้วเนื้อเรื่องเสียไปเลย แก่นของเรื่องคืออะไร แล้วเราทำอะไรได้มากกว่านั้นหรือเปล่า ก็ต้องให้คนดูสนุกด้วยนะ ไม่ใช่คนดูสมัยก่อนอาจสนุกอีกแบบหนึ่ง แต่คนสมัยนี้อาจจะมีชีวิตเร่งรีบ มาเอิงเอยมากๆ มันก็จะเบื่อ ก็ต้องตามคนดูสมัยนี้ด้วย แต่ทุกอย่างคุณค่าต้องเก็บไว้ สิ่งที่ดีๆ ต้องเก็บไว้

ขวัญ-พิมพ์อัปสร
มาทำบุญให้คุณป้าชุดา สุวรรณรัตน์ ผู้ประพันธ์แม่อายสะอื้น คุณแม่เล่าว่าป้าชุดาไปถ่ายหนังที่เชียงใหม่ ผ่านอำเภอแม่อาย จึงได้แรงบันดาลใจประพันธ์เรื่องแม่อายสะอื้นขึ้นมาในรถตู้ และนำมาสร้างเป็นหนังจนโด่งดังเป็นพลุแตก ขอให้ป้าชุดาอำนวยพรให้แม่อายสะอื้นของหนูในปีนี้ประสบความสำเร็จเช่นกันทั้งเรื่องเรตติ้งและทุกๆ อย่าง สร้างประโยชน์ให้ผู้ชมได้มากมายนะคะ สาธุ (IG @kwan_saeneewong)
ขวัญ-พิมพ์อัปสร
ลูกขวัญ – คุณแม่โย

ส่วนตัวคาดหวังกับเรตติ้ง กระแสตอบรับไหมคะ

คุณขวัญ: จริงๆ เราทำทุกเรื่อง เราก็คาดหวังนะคะ แต่สุดท้ายมันเป็นผลที่ตามมา ตลอดเวลาที่ทำงาน เราจะก้มหน้าก้มตาทำ แล้วพอเงยหน้าขึ้นมาอีกที ก็ถึงจะรู้ว่า ห๊ะ เรตติ้งเท่านี้เหรอ ทุกครั้งจะเป็นอย่างงี้หมดเลย เราไม่รู้หรอกว่า เราถูกออนชนเรื่องอะไร หรือเราไม่รู้หรอกว่ามันจะยังไง แต่สุดท้ายเราได้แต่คิดทุกวินาทีว่าจะทำยังไงให้มันออกมาดี แล้วสุดท้ายมันก็จะแบบว่า อุ๊ย คนดูชอบ อุ๊ย ขอบคุณมาก ก็ก้มหน้าทำต่อๆ มันจะเป็นอย่างงี้ตลอด จากความที่เราโฟกัสตรงนี้มาก ใครๆ ก็อยากทำละครแล้วกระแสตอบรับดี ใครๆ ก็อยากทำละครแล้วเรตติ้งดี สำหรับเราจะเป็นอย่างนั้นไม่ได้ ถ้าไม่ใส่เกินร้อยกับสิ่งที่เราทำ

บท “กลอง” ลูกชายดาวนิลที่พิการ มีการนำน้องที่พิการจริงมาเล่นด้วย ที่มาในการคัดเลือกเชิญน้องมาเล่นเริ่มต้นอย่างไร เพราะแฟนๆ ชื่นชมกันมาเยอะมากว่าเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กกลุ่มนี้ได้แสดงความสามารถ

คุณขวัญ: เหรอค่ะ (ยิ้ม) เราไม่ได้ดูคอมเมนต์เลย เพราะมัวแต่ก้มหน้าโฟกัสเรื่องงาน เช่น ตัดเสร็จหรือยัง (หัวเราะ) คือจริงๆ ลูกชายดาวนิลในเรื่องชื่อ น้องกลอง บทประพันธ์เดิมเป็นเด็กที่เป็นโปลิโอ แต่ว่าอย่างที่บอก พอมาสมัยนี้โปลิโอมันไม่มีแล้วอ่ะ เราจะฝืนทำเด็กที่เป็นโปลิโอมันก็แปลก เพราะฉะนั้นจึงต้องปรับให้เป็นเด็กที่พิการ จะพิการอย่างไรก็ต้องปรับอีก ปรับบทในเรื่องนิดนึงว่าทำไมน้องคนนี้ถึงพิการ ทีนี้พอตั้งโจทย์ว่าเป็นเด็กพิการ ก็มีการพูดคุยกันเยอะมากกับทางช่อง

เราไม่อยากเอาเด็กปกติที่ไม่พิการมาเล่นเป็นพิการ เพราะเราตอบตัวเองไม่ได้ว่า ทำไมต้องทำแบบนั้น ทำไมถึงใช้เด็กพิการจริงๆ ไม่ได้ ก็ขอบคุณช่อง 7 มากๆ ที่ไว้ใจเราสุดๆ เพราะว่าด้วยความที่เป็นผู้จัดอ่ะนะคะ ทุกอย่างเราต้องคุมว่า วันหนึ่งเราต้องถ่ายคน ถ่ายได้กี่ฉาก บริหารทั้งงบ เวลา เนื้องาน การที่เราเอาเด็กพิการมาก็เสี่ยงหลายอย่างคือ ไม่ใช่ว่าน้องเขาไม่ดี แต่หมายถึงว่าบางทีเด็กที่เล่นละครได้อยู่แล้ว บางทีทำให้การทำงานเราเร็วขึ้น แต่ว่าการที่เอาเด็กที่ใหม่เลย ต้องสเปคตามที่เราอยากได้ หน้าตาน่ารัก หน้าตาชวนน่าสงสาร ต้องเป็นเด็กที่เราวางคาแร็คเตอร์ว่าเขาต้องประมาณนี้ คืออย่างนี้ก็ไม่ได้ ซ้ำซ้อนก็ไม่ได้ ต้องให้ตรงกับบท และเราวางตัวละครให้เขาอยากเป็นตัวละครที่คิดบวก คือเราไม่ได้ตั้งใจว่าเอาน้องที่พิการมาเล่น เราต้องโอ้โหซ้ำเติมว่าเขาไม่ดี มีความผิดปกติ แต่เราอยากให้ตัวละครตัวนี้ แม้ร่างกายเขาจะเป็นยังไงนั่นส่วนหนึ่ง แต่ว่าเขาเป็นตัวละครที่ถึงแม้แม่ดาวนิลจะเศร้า จะป่วย ปู่ย่าจะเศร้าแค่ไหนไม่รู้ แต่ว่าตัวเด็กโลกสวย ทัศนคติด้านบวก เป็นตัวละครที่เข้มแข็งที่สุด มีความสุขที่สุดในเรื่องแล้ว เราอยากให้คนดูรู้ว่า ชีวิตมันจะเป็นยังไงไม่เกี่ยวกับทัศนคติเลย เพราะฉะนั้นก็เป็นตัวแทนในด้านนี้

ขวัญ-พิมพ์อัปสร
น้องตาร์-ด.ช.ปราการ จันรัมย์ รับบท กลอง ลูกสาวดาวนิล

คัดเลือกน้องๆ จากทั่วประเทศ

คุณขวัญ: เราคัดน้องทั่วประเทศเลยค่ะ ทางช่องก็บอกว่ายากนะ เอาเหรอ เอาจริงมันเสียเวลาอยู่นะผู้จัดฯ เอาเด็กที่เล่นได้ก็จะง่ายกว่า แต่เรารู้สึกว่าเรามีหน้าที่ในฐานะผู้จัดละคร ที่ไม่ใช่ทำละครแล้วได้แค่ความสนุก สำหรับเรามันต้องมีอะไรมากกว่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทำมาทุกเรื่อง เรื่องนี้ก็อยากให้คนเห็นว่าคนพิการทำทุกอย่างได้เหมือนเราปกติ เพราะฉะนั้นบทก็เป็นของเขา มันไม่มีเหตุผลที่จะไม่เอาเด็กพิการมาเล่น ก็คัดเลือกกันจนไปเจอ “น้องตาร์” ที่โรงเรียนศรีสังวาลย์ เป็นโรงเรียนที่สอนเด็กพิการ นักเรียนน่ารักมาก คุณพ่อคุณแม่น้องตาร์ก็น่ารักมาก และช่องจะบอกเราว่า ข้อหนึ่งต้องไม่ให้คนดูเข้าใจผิดว่า เราเอาน้องมาใช้แรงงาน ซ้ำเติม สองคือคุณพ่อคุณแม่ต้องยินยอม เพราะว่าน้องเด็ก ซึ่งเราก็ป้องกันทุกวิถีทางไม่ให้คนดูคิดไปทางที่ผิดจากที่เราตั้งใจสื่อสาร

วันที่เข้าไปเจอน้อง เราบอกคุณครูว่าอยากได้น้องที่เห็นแล้วเรายิ้มได้ ร้องไห้อยู่แต่เรายิ้มได้ ทางโรงเรียนก็จัดน้องประมาณ 10 คนมานั่งในห้อง วินาทีแรกที่หันไปเห็นน้องตาร์ ห้องสว่างอย่างนี้เลยค่ะ เขายิ้ม รู้สึกว่าเด็กคนนี้เขามีอะไรบางอย่าง พอเราต้องแคสสัมภาษณ์ทุกคนว่า ทำอะไรได้ ไหนทำหน้าเศร้า ทำหน้าดีใจ ร้องไห้ ยิ้มสิอย่างนี้ จำได้เลยว่าน้องตาร์บอกว่า ว่ายน้ำได้ครับ วิ่งได้ เตะบอลได้ คือเราห๊า เรายังว่ายน้ำไม่ได้เลย (หัวเราะ) ก็ให้เขาทำหมด ไหนตาร์ลองทำหน้าเศร้าสิ ร้องไห้ได้ไหม เขาตอบกลับมาว่า พี่..ตาร์ร้องไห้ไม่ได้ ไม่เคยร้องไห้อ่ะ คือโอ้โห ทีมงานที่ไปกับเรานี่แบบฉันอายจัง คือมันไม่เกี่ยวกับทุกอย่างจริงนะ ความสุขอ่ะ น้องตาร์ก็สอนเราเยอะมาก สอนโดยที่น้องก็ไม่รู้ตัว แล้วพอเราเอาเขามาทำงานจริงๆ ก็เริ่มสอนการแสดงให้เขา เขาต้องพูดภาษาเหนือด้วย ตาร์เป็นเด็กที่สร้างรอยยิ้มให้ทุกคนในกองจริงๆ ไม่ต้องห่วงเขาเลย เรียนรู้ไว แล้วก็เก่งอย่างที่เด็กคนหนึ่งจะเก่งได้ น่ารักอย่างที่เด็กคนหนึ่งจะน่ารักได้

เราไม่คิดเลยว่าเขาเป็นเด็กพิการ อาจจะช่วยแค่เวลาทานข้าว ช่วยอุ้มเขามา แต่นอกนั้นเขาทำอะไรเองได้หมดทุกอย่าง วิ่งนี่วิ่งเร็วกว่าคนปกติอีก ถึงบอกว่าเขาเองมีความสุขกว่าบางคนที่เราคิด คือเราไปคิดแทนเขาว่าน่าสงสาร แต่เขาน่ารักมาก แล้วเราก็ดีใจที่เขาได้ช่วยเหลือคนที่บ้าน ทำเงินให้คุณพ่อคุณแม่ ช่วยเหลือจุนเจือ เราก็อยากจะบอกว่าอย่างน้อยคนพิการก็ทำเองได้ทุกอย่างเหมือนเรานี่แหละ เขาเป็นอะไรก็ได้ที่อยากจะเป็น ไม่ใช่ว่าเราเองที่ไปจำกัดเขา รู้สึกว่าถ้าเราทำอะไรตรงนั้นได้ก็ยินดีจะทำ

ขวัญ-พิมพ์อัปสร
คุณขวัญ: แม่อายสะอื้นเป็นละครที่ใช้ทีมคุณครูเยอะมาก เพื่อให้ละครออกมาสมบูรณ์แบบมากที่สุด กราบขอบพระคุณคุณครูทุกท่านค่ะ
ขวัญ-พิมพ์อัปสร
คุณขวัญ: ขอบคุณที่พ่อยอมเรียนกลองสะบัดชัยในวัยใกล้70เพื่อลูก ขอบคุณที่ทำหลายสิ่งที่ไม่เคยทำตลอดชีวิตการแสดงที่ผ่านมาของ ‘สรพงษ์ ชาตรี‘ เพื่อลูกอีกเช่นกัน #ขอบคุณค่ะพ่อ❤

ในเรื่องนี้คุณพ่อสรพงษ์-คุณแม่โย มาเล่นด้วย ทำงานด้วยกันยากไหม หรือมีช่วยอะไรกันพิเศษหรือเปล่า

คุณขวัญ: ไม่ต้องช่วยแล้ว ทำงานด้วยกันไม่ลำบากเลยค่ะ คือคุณพ่อคุณแม่ทำงานมากี่สิบปีแล้วก็ไม่รู้ในวงการ เราเรียนรู้จากคุณพ่อคุณแม่โดยที่ท่านก็ไม่ได้มานั่งสอนอ่ะนะคะ คือส่วนสอนมันก็มี แต่ไม่รู้นะข้อดีที่เราได้ทำงานร่วมกับคุณพ่อคุณแม่ที่รู้สึกเลยคือ บางทีเห็นตัวเอง ทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้นด้วยซ้ำ บางทีเห็นคุณพ่อ คือระดับคุณพ่อคุณแม่ก็เป็นปรมาจารย์แล้ว เป็นโปรเฟสชั่นนอลกันหมดแล้ว บางทีเราเห็นตัวเองว่า เราจะได้ไหมเนี่ย รู้สึกท้อ แต่พอเห็นคุณพ่อคุณแม่ที่สู้ไม่ถอย สู้ตายอ่ะ ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ พ่ออายุจะ 70 ปีแล้ว พ่อยังต้องเล่นเป็นคนตาบอด ไม่สบาย ไอด้วย ไอจะตายอยู่แล้ว พูดเหนือก็ต้องพูด พูดเหนือเสร็จต้องตีกลองอีก คือในฉากเดียวทำเยอะมาก… แต่ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้สำหรับการทำงานของพ่อ รวมถึงแม่ด้วย

บางทีเราก็โอ้โหเกรงใจว่า ขอเขาเยอะเกินไปหรือเปล่า แต่แม่ก็จะแบบ ทำไม ไม่เคยทำ ดีออก คือทุกอย่างมันดูง่ายไปหมดเลย แล้วพอเราเห็นตัวเองว่าส่วนนี้เราคงได้มากจากพ่อแม่ว่าเขายังไม่ท้อ เราก็ต้องสู้ มันก็จะคนละฟีลกับการที่เราเป็นพ่อแม่ลูกนะคะ ไม่เหมือนกันเลย แต่พอมาทำงานก็จะอีกฟีลหนึ่งที่เราได้อะไรมากมายมหาศาล และเราก็ดีใจมากๆ ที่ได้ทำงานร่วมกับคุณพ่อคุณแม่ ท่านเองก็ทุ่มมากๆ ในฐานะนักแสดง คุณแม่ก็เป็นแอคติ้งโค้ชในกองด้วย แล้วบวกกับที่เป็นกองฯของลูก เขาก็จะยิ่งเกินร้อย

ถามถึงพระนางบ้าง ทำไมถึงเลือกปุ๊กลุก-อ๋อม มารับบทดาวนิลกับทรงพล

คุณขวัญ: การแคสติ้งนักแสดงคนนึงมาเล่น อย่างแรกเลยที่เราคำนึงเลยก็คือความเหมาะสมของตัวละครว่า คนนี้เหมาะสมแค่ไหน บางตัวละครเราอาจไม่ได้หานักแสดงที่โห ใช่ทุกอย่างร้อยล้านเปอร์เซ็น บางทีมันไม่มีอ่ะต้องบอกจริงๆ มันไม่ได้มีรายละเอียดเป๊ะขนาดนั้น แต่ว่าใครล่ะที่เหมาะที่สุด ใครที่เหมือนดาวนิลที่สุด ซึ่งอาจจะไม่ครบ 10 ข้อ อย่างปุ๊กลุกบอกได้เลยว่า เขาผิวคล้ำ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเรื่องจริง แต่เขาก็เล่นจนกลบจุดด้อยตรงนั้นที่ว่า ทำไมคนเหนือผิวคล้ำล่ะ แต่เขาทำอย่างอื่นทุกอย่างจนโห เราลืมความผิวคล้ำตรงนั้นไปเลย เรื่องนี้มันเปลี่ยนไม่ได้ แต่บางอย่างมันทดแทนกันได้ เหมือนนางเอกบางคนไม่สวย แต่โอ้โห เล่นจนลืมไปเลยว่าเขาไม่สวย เพราะฉะนั้นเราก็เลือกนักแสดงจากความเหมาะสมเป็นหลักอ่ะนะคะ

ด้านอ๋อมเอง บททรงพลก็เหมาะกับอ๋อม เป็นคนเท่ๆ นิ่งๆ แล้วเราก็ต้องช่วยกันตีความให้ทรงพลเล่นอินเนอร์ลึกๆ ได้ ส่วนการรำฟันดาบของปุ๊กลุก เราเห็นกระแสก็มั่นใจในตัวน้อง เราพาน้องไปเรียนรำ ปุ๊กก็มีดาบเป็นของตัวเอง รำจนเหมือนดาบอยู่ข้างกายตลอด เขาไปเรียนเพิ่มอีกเพราะรู้สึกสาวเหนือจะดูอ้อนแอ้น คือทุกอย่างที่เป็นรายละเอียดใส่ลงไปปุ๊บ มันทำให้เขาเป็นสาวเหนือที่สมบูรณ์แบบมากขึ้น ก็รู้สึกว่าทุกๆ คนพยายามอย่างเต็มที่ แล้วพอเล่นจริงๆ เราก็รู้สึกว่าเราเลือกไม่ผิด เพราะว่าถ้าได้นักแสดงที่อ่อนวินัยไปนิดนึง แม้กระทั่งคิวอีเว้นท์แน่น เราจะไม่สามารถได้งานที่ดีขนาดนี้ค่ะ ต้องเอาคนที่ทุ่มเทจริงๆ

ใช้เวลาถ่ายทำนานเท่าไหร่

คุณขวัญ: ใช้เวลาถ่ายทำปี 1 เต็มๆ นะคะ แต่ว่าเตรียมงานมาเกิน 6 เดือน ปี 58 เตรียมงาน ปี 59 ถ่ายทำทั้งปี ปี 60 ทำโพสต์ ก็เรียกว่าเป็นโปรเจ็กต์ที่ค่อนข้างนาน อย่างที่บอกพยายามเก็บรายละเอียดแล้วก็เรารู้สึกว่าเป็นทางถนัดของเรา เป็นแนวดราม่า แต่เราจะทำยังไงถึงจะขยี้ให้คนอินยิ่งกว่าอินไปได้ แล้วก็บางทีก็ต้องขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ในจุดนี้ เพราะบางทีเราทำบทว่า พ่อจะต้องทำแบบนี้สิ พ่อรู้ความจริงพ่อจะต้องทำแบบนี้นะ แต่ว่าเราไม่มีลูก บางทีเราคิดไม่ถึง พ่อแม่ก็จะบอกเลย คุณแม่จะช่วยเรื่องบทเยอะมาก เขาจะบอกไม่หรอก คนเป็นพ่อเป็นแม่มันไม่ทำแบบนี้ มันนึกถึงใจลูกมากกว่านั้น เราฟังก็อ๋อจริงก็รู้สึกอึ้ง เราได้เรียนรู้เลยว่าความรักของพ่อแม่ยิ่งใหญ่ มันไปไกลกว่าที่เราคิดมากเลย ก็ทำให้บทสมบูรณ์ในทุกพาร์ทเลย ซึ่งมันเยอะมาก แต่เพราะทุกคนช่วยกันทำ มันก็ไปได้ไกลเกินคาดที่เราตั้งไว้แต่แรกค่ะ

ขวัญ-พิมพ์อัปสร

ปัจจุบันทำงานในฐานะผู้จัดมาได้กี่ปีแล้ว

คุณขวัญ: ประมาณตั้งแต่ปีน้ำท่วม ตั้งแต่ปี 54 ค่ะ ตอนนี้ก็ได้ 7 ปี

จากวันแรกจนถึงวันนี้เห็นตัวเองเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง เพราะงานผู้จัดฯ ไม่ใช่งานแรกที่ทำในวัยทำงาน

คุณขวัญ: ใช่ค่ะ ก็ต้องบอกว่าโชคดีที่งานผู้จัดฯ ไม่ใช่งานแรก ไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องมาทำงานในกองถ่าย เพราะว่าเด็กๆ เราโตมาในกอง มันมีทั้งความสนุก และก็มีความที่แบบ แม่ถ่ายช้าจังฉากนึง ไหนบอกว่าจะเสร็จแล้วเดี๋ยวจะพาไปกินไอติม ก็โหจะเที่ยงคืนแล้ว นึกออกไหมคะ มีความโอ้ย ทำไมต้องมาอยู่กองทุกวันก็เบื่อ ซึ่งก็ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้มาทำงานกองถ่าย แต่โชคดีที่ได้มาทำหลังจากเราผ่านงาน ผ่านการค้นหาตัวเอง รู้ว่าอันนี้เราชอบ อันนี้เราไม่ชอบ เป็นแอร์โฮสเตสมา อันนี้ชอบไหม จนมันตกตะกอนอ่ะค่ะ จนพอได้มีโอกาสมาทำงานผู้จัดฯ จึงได้รู้ว่า เฮ้ย เราชอบงานนี้เพราะว่าเราไม่ชอบงานที่จำเจ พอทำละครเรื่องใหม่ก็เหมือนได้เริ่มต้นใหม่ ได้ท้าทายความสามารถ ได้คิดเยอะแยะมากมาย ได้สนุกสนาน ได้ทำงานกับคน ได้ฝึกตัวเอง

แล้วก็ที่สำคัญที่รู้สึกเลยว่าเราเปลี่ยนไปคือ เราเข้าใจทุกคนมากขึ้น เพราะว่าเราพยายามเข้าใจตัวละคร กลายเป็นว่าละครยังไม่ต้องสอนคนดูเลย สอนเราก่อนว่า ตัวละครนี้ทำไมถึงทำแบบนี้ ก็พยายามจะเข้าใจ กลายเป็นว่าเราเข้าใจคนอื่นมากขึ้นผ่านการตีความตัวละคร กลายเป็นว่าเราโกรธคนยากขึ้น เราเข้าใจคนโดยปริยาย เช่น คนที่เลวเขาก็ไม่ได้อยากเลวนะ แต่เขาโดนกระทำอย่างนี้มา มันก็เลยเหมือนฝึกให้เราเข้าใจคนไปด้วย

ขวัญ-พิมพ์อัปสร

เป้าหมายข้างหน้าอยากทำละครแนวไหนเพิ่ม หรืออยากจะลองกลับมาแสดงเหมือนตอนเด็กๆ ไหมคะ

คุณขวัญ: อุ้ย ตอนเด็กๆ เอาจริงไม่ได้คิดเลยว่า มาทำงานแสดง คิดว่ามาวิ่งเล่นอยู่ในกองถ่ายเหมือนปกติอ่ะ (หัวเราะ) เด็กอ่ะมันไม่ได้คิดอะไร มันก็ไม่ได้คิดว่านี่ฉันมาทำงาน แต่ว่าในฐานะผู้จัดฯ ก็อยากทำให้งานเราดียิ่งขึ้นอ่ะ เรารู้สึกว่ามันท้าทายเราไปเรื่อยๆ แล้วอ่ะ เรารู้สึกว่ามันดีได้อีก ดีกว่านี้ได้อีก แล้วเราก็ไม่รู้หรอกว่าใครจะมองละครว่า มีคนข่มขืนเพราะดูละคร แต่สำหรับเรา ตอนเด็กๆ เราก็โตมากับละคร นั่งดูมา มันก็สอนเรานะ ไม่ได้ทำให้เราอยากจะไปปล้น ฆ่า ข่มขืนหรืออะไร สำหรับเรามันเป็นสิ่งที่ดี บางทีเราได้ยินว่าไม่อยากให้เด็กดูละคร เรารู้สึกว่าเราอยากให้ละครได้มีโอกาสเป็นสื่อดีๆ เพราะเราเชื่อในความเป็นสื่อที่ดี อย่างเราเราทำละครก็อยากจะนำเสนอแต่สิ่งดีๆ เพราะฉะนั้นมันก็จะเป็นสื่อดีๆ ชนิดนึงว่าเราอยากทำละครให้สิ่งดีกับคนดู เราก็พยายามที่จะทำให้บรรลุจุดประสงค์ทุกเรื่องเลย ก็ต้องตอบตัวเองให้ได้เสมอว่าเลือกเรื่องนี้มาทำเพราะทำอะไร ความสนุกต้องทำให้มันสนุกอยู่แล้ว แต่ว่ามันให้อะไรล่ะกับคนดู ที่คนดูสละเวลา 1 นาทีของเขา วันละ 2 ชั่วโมงของมาดูเราอ่ะ ถ้าไม่ได้อะไรกับชีวิตมันก็คงเกินไปหน่อย มันต้องได้อะไรบ้างซิ มันเป็นหน้าที่ของเรา แล้วด้วยความที่เราโตมากับวงการบันเทิง เรารู้สึกว่าเราทำอะไรได้มากกว่านี้ ก็พยายามจะทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด

ตัวตนจริงๆ ของคุณขวัญเป็นคนยังไง

คุณขวัญ: เป็นคนยังไงเหรอ อืม..ก็ปกติเนี่ยแหละ อาจจะเรียกว่าบ้างานก็ได้นะ แต่ที่บ้าเพราะสนุกค่ะ ถ้าไม่สนุกก็เบื่อเหมือนกัน เพราะว่าเราก็เคยทำงานที่ไม่ได้สนุก ก็จะรู้สึกโอ้ว ไม่ขยัน แต่ว่างานผู้จัดฯ ก็สนุกตรงที่ได้คิด คิดทุกวินาที คนอื่นก็อาจจะรู้สึกว่าเราทำงานทุกวัน ทุก 7 วัน แต่ก็ไม่ได้ทุกข์ไง ไม่มีวันหยุดก็ไม่เป็นไร เพราะว่าเราสนุกแล้วก็เราเกิดมาทั้งทีเนอะ เป็นลูกพ่อลูกแม่ ท่านทำอะไรไว้มากมาย เราก็รู้สึกว่าเขาทำได้ไง เราก็อยากที่จะทำให้ได้ครึ่งนึงของเขาก็ยังดี

แล้วนอกเวลางานปกติจะทำอะไร

คุณขวัญ: อยู่บ้านค่ะ (หัวเราะ) คือรู้สึกอยู่กองก็เหนื่อยแล้ว อยู่บ้านนิ่งๆ เล่นแมวอะไรอย่างนี้ก็มีความสุขแล้ว กลับมาจากกองก็มานอนว่า โอ้ ทำไมเตียงสบายจังเลย (หัวเราะ) ก็มีความสุขแล้วค่ะ

เรื่องความรักตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง

คุณขวัญ: ตอนนี้เหรอคะ จริงๆ ถ้าเป็นรุ่นเดียวกัน เขาก็จะแต่งงานมีลูกกันไปหมดแล้วเนอะ จริงๆ ความสุขของคนมันอาจจะไม่ได้เหมือนกันในรายละเอียด เราก็ดันสนุกๆๆ อยู่กับงาน พอหันไปอ่าว เพื่อนแต่งงาน อุ้ย! ดีใจด้วยอะไรอย่างเนี่ย แต่เราไม่ได้ทุกข์อ่ะ ไม่ได้เดือดร้อน  ชอบมีคนถามเราว่า อายุเท่านี้เมื่อไหร่จะแต่งงาน เราก็ไม่รู้ค่ะ (ยิ้ม) เดี๋ยวแต่ง เราก็ไม่รู้หรอกว่าเราอายุเท่าไหร่ หรือทำอะไร แต่เรารู้สึกสนุกกับทุกวัน กับสิ่งที่เป็น ทุกอย่างก็ทำให้ดีที่สุด เรื่องความรักก็เป็นเรื่องที่ดีมากๆ เป็นกำลังใจ แต่เราก็อยากให้มันเป็นไปตามครรลอง ไม่ใช่ว่าอายุเท่านี้ โอ้ ต้องแต่งแล้วเพราะว่าอายุเท่านี้ ไม่ใช่อ่ะ มันคือชีวิตเราอ่ะ เรารู้สึกว่าเราเป็นคนกำหนด เป็นคนเลือก อยากแต่งตอนไหนเราก็จะแต่งตอนนั้น แต่ว่าตอนนี้ไม่อยากแต่งอายุเท่าไหร่ก็ไม่เกี่ยว

บางคนมีความสุขกับการเป็นแม่บ้านมีลูก เราก็หูว..ยากอ่ะการเป็นคุณแม่ การเป็นคุณแม่มันยากมาก การเลี้ยงเด็กคนหนึ่ง อย่างคุณแม่เราทำงานไปด้วย หรือบางคนแบบอู้วหูวทุ่มเทตัวเองให้กับครอบครัว เรานี่ยังดูแลตัวเองคือถ้าเราไม่มีคุณแม่ ไม่มีคนที่ดูแลบ้าน ไม่มีทีมลูกน้อง บางทีเราก็ทำคนเดียวไม่ได้ เรารู้สึกว่าคนที่เขาต้องดูแลทุกคนในบ้านได้นี่เขาเก่งมาก แต่ว่าก็นั่นแหละแต่ละคนก็มีทางของตัวเองค่ะ เพราะฉะนั้นอย่างเรื่องความรักไม่ได้ปิดกั้น เพียงแต่ว่าตอนนี้สนุกกับอะไรแค่นั้นเอง คือมันก็ควบคู่กันไป แต่ว่าเราไม่ได้เลือกที่จะความสุขของเราไม่ใช่แบบ โอ้ย เลี้ยงลูกก็เลี้ยงไม่เป็น ยากอะ มีความสุขอยากทำเป้าหมายของเรา

คนแบบไหนที่คุณขวัญชอบ

คุณขวัญ: (นิ่งคิด) เข้าใจ ก็ต้องเข้าใจเราอ่ะ เพราะว่าเราทำงานเยอะ (หัวเราะ) ก็ไม่ได้ตั้งใจทำงานเยอะ อย่างที่บอกอ่ะก็มันสนุก ก็ต้องรักและเข้าใจเรา เราก็ไม่ได้เป็นเด็กวัยรุ่นที่โอ้ ต้องหล่อหรืออะไร มันไม่ใช่จุดนั้นอ่ะค่ะ เพราะฉะนั้นเราก็อยากได้คนที่คอยอยู่ข้างๆ ซัพพอร์ตเราได้ ทั้งเรื่องให้กำลังใจ ความคิด ชี้แนะ แต่สุดท้ายมันก็คือความเข้าใจกับการที่เราจะบ้างานโดยที่เราสบายใจ (หัวเราะ)

สุดท้ายฝากละครเรื่องแม่อายสะอื้นกันหน่อย เพราะมีแฟนๆ รอชมกันมาข้ามปีเลย 

คุณขวัญ: ใช่ พอมีข่าวทุกคนก็รอติดตาม เราก็ขอบคุณนะ ไม่รู้หรอกว่าเขาจะชอบหรือไม่ชอบ แต่ก็ขอบคุณที่เขารอ รอไม่เสื่อมคลาย แล้วก็ขอบคุณที่รักบทประพันธ์นี้ อยากจะฝากแม่อายสะอื้นเวอร์ชั่นนี้นะคะ หลายคนบอกว่าอยากดูเพราะเวอร์ชั่นก่อนๆ ขึ้นหิ้งไปแล้ว เราไม่ได้คิดให้คนดูมาชอบเวอร์ชั่นนี้มากกว่า เรารู้สึกว่าแค่อยากทำบทประพันธ์ที่เรารักให้มันดีที่สุดให้คนดูได้ดูอีกหนึ่งงานที่เราอยากปั้นให้มันดี ซึ่งดีหรือไม่ดีกว่าอันที่แล้วไม่ได้คิดเลย เพราะเรารู้สึกว่ามันเทียบกันไม่ได้ แล้วทุกคนก็ตั้งใจทำกัน เพราะฉะนั้นถ้าจะรักน้อยกว่าหรือรักเท่ากัน หรือรักทุกเวอร์ชั่น เพราะเราก็รู้สึกว่าเรารักทุกเวอร์ชั่นก็มีนะ ไม่ได้จำเป็นว่า ฉันรักอันนี้แล้วฉันรักอันอื่นไม่ได้ คือเราไม่จำเป็นต้องเลือกอ่ะ แต่ว่ามันก็เป็นสิทธิของคนดูอ่ะค่ะ อยากให้คนดูให้โอกาส เปิดใจ แล้วก็สุดท้ายการเปรียบเทียบมันก็อยู่แล้วล่ะ แต่ว่ามันก็สิทธิของพวกเขาเลย จะรักเวอร์ชั่นไหน เวอร์ชั่นก่อนก็ยินดีมาก เพราะสุดท้ายมันคือบทประพันธ์ที่เรารักและงานที่เรารัก และสุดท้ายเองบทประพันธ์แม่อายสะอื้นได้ให้อะไรกับคนดูมาก ไม่ว่าคนดูจะดูเวอร์ชั่นไหน แต่ก็อยากให้เขามาดูเวอร์ชั่นเราบ้าง ก็ฝากละครแม่อายสะอื้น ที่รอกันมานานทางช่อง 7 ด้วยนะคะ

 

 

 


เรื่อง: บะหมี่กุ๊งกิ๊ง_แพรวดอทคอม
ภาพ: วรสันต์ ทวีวรรธนะ, IG @kwan_saeneewong

keyboard_arrow_up