ใต้ร่มฉัตร เปิดเรื่องราวชีวประวัติ หม่อมเจ้าการวิก….ยุทธการกระโดดร่มเข้าเมืองไทย (ตอนที่27)

หม่อมเจ้าการวิก
หม่อมเจ้าการวิก

หม่อมเจ้าการวิก เสี่ยงชีวิตกระโดดร่มเข้าเมืองไทย

หม่อมเจ้าการวิก และคณะเพื่อนทหารเสรีไทยที่ฝึกซ้อมการกระโดดร่มนั้น ผ่านไปด้วยดี โดยคณะทหารเสรีไทยสายอังกฤษสองคณะแรกที่เข้ามาเมืองไทยแล้ว ได้ติดต่อกับคณะเสรีไทยในเมืองไทย ซึ่งมีผู้นำคือ นายปรีดี  พนมยงค์ ที่ใช้นามแฝงในการปฏิบัติการว่า รู้ธ 

ผมขอย้อนไปถึงเรื่องการกระโดดร่มเข้าเมืองไทยของกลุ่มช้างเผือกสองคณะแรก คือ คณะแอพพริเอชั่น 1 โดยป๋วย ประทาน และเปรม กระโดดร่มเข้าไทยเมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ.2487 (ที่ชัยนาท) และคณะแอพพริเอชั่น 2 โดยสำราญ ธนา และรจิต กระโดดเมื่อวันที่ 3 เมษายน (ที่นครสวรรค์) และกลุ่มคนจีน 4 คนที่พูดไทยได้ คือ กลุ่ม ‘แดง’ ขึ้นบกโดยเครื่องบินทะเลใกล้อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ และกลุ่ม‘แดง’ อีกสี่คนกระโดดร่มลงที่นครปฐม คืนเดียวกับคณะของป๋วย ทั้งสี่คณะหายเงียบไปไม่มีการติดต่อกลับยังกองกำลัง 136 และหน่วย ISLD ก็แทงสูญสวัสดิ์กับจุ๊นเคงไป

หลังจากเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2487 เช่นกัน (มาทราบภายหลังว่า คณะ ‘แดง’ ที่กระโดดร่มลงที่นครปฐม คืนเดียวกับคณะป๋วย คนหนึ่งถูกฆ่า คนหนึ่งหนีไปได้ อีกสองคนถูกจับ)

ปรีดี พนมมยงค์ หัวหน้าเสรีไทยในประเทศ ใช้รหัสชื่อว่า รู้ธ

ในช่วงที่คณะทั้งสองหายเงียบไปนั้น ทางอังกฤษเข้าใจว่าคงถูกจับตัวไป และคิดว่าคงกลับใจไปเข้ากับญี่ปุ่นแล้ว จึงคิดจะไปทิ้งระเบิดเมืองไทยให้ราบในโอกาสต่อไป และเก็บคณะช้างเผือกที่เหลืออีกราวสิบกว่าคนไว้ทำประโยชน์อื่น ไม่คิดจะส่งเข้ามาไทยอีก อรุณบอกว่า

“ผมเชื่อว่าทั้งหมดโดยเฉพาะพวกเราทั้งแปดคน ไม่มีทางกลับใจทรยศต่ออุดมการณ์อย่างแน่นอน และอยากขอให้ส่งคนไปสืบดูให้แน่ได้ไหม”

“ไม่มีคนจะส่งเข้าไปอีกแล้ว หากส่งเข้าไปก็หายอีก คงไม่เกิดประโยชน์อะไร ถ้าอยากไปก็ไปคนเดียว เอาไหม”

อรุณจึงรับอาสาและขอคนไปด้วย ทางกองกำลัง 136 จึงจัดคนให้อีกสองคน เป็นพวกกะเหรี่ยง ทำหน้าที่ผู้ช่วยและพนักงานวิทยุ ทั้งสามคนได้กระโดดร่มลงในรัฐฉาน (SHAN STATE) ใกล้ชายแดนไทย ต่อมาได้ส่งกำแหงเข้าไปช่วยอีกคนหนึ่ง แต่ไม่ได้ข่าวคราวจากพวกของป๋วยเลย จากนั้นทั้งหมดได้รับคำสั่งให้ไปติดต่อกับจำกัด พลางกูร ที่เมืองจีน เพื่อหาทางเข้าไปช่วยกันทำงานในเมืองไทย กว่าจะเดินทางไปถึงอย่างลำบากก็ได้รับข่าวว่าคุณจำกัดเสียชีวิตแล้ว ทางอังกฤษจึงสั่งให้เดินทางกลับอินเดีย รวมเวลาที่อรุณปฏิบัติหน้าที่นานราว 8 เดือน

ต่อมาในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2487 เสรีไทยในเดลีแจ้งว่า กรมโฆษณาการไทยออกข่าวว่า พลร่ม 6 คน ถูกจับขังที่กรมตำรวจ ในเดือนต่อมาก็มีข่าวเพิ่มเติมว่า ญี่ปุ่นได้สอบปากคำพลร่มทั้งหกแล้ว ทำให้พวกเราตกใจกับข่าวร้ายนี้มาก ความลับของพวกเราคงแตกแล้ว ต่อไปนี้ญี่ปุ่นคงพร้อมที่จะจัดการกับเสรีไทยรุ่นต่อๆไป ปู่จุดเองก็ตกใจเพราะเขารักเรามาก เขากลุ้มใจว่าความผิดพลาดของเขาเองทำให้ทั้งหกต้องประสบกับชะตากรรมที่ร้ายแรง

ผมคิดว่า เมื่อพิจารณากันอย่างเป็นธรรมแล้ว จะไปกล่าวโทษว่าเป็นความผิดของเขาไม่ได้ ถ้าเป็นพวกเราก็คงไม่มีแผนการใดที่ดีกว่านี้ พวกเรายอมรับว่าการส่งป่วยเข้าเมืองไทยเป็นคนแรกนี้เป็นการหวังผลอย่างเลิศ เนื่องจากเขาเป็นผู้ที่มีความเหมาะสมที่สุดที่จะเข้าไปติดต่อกับนายปรีดี ซึ่งเป็นหัวหน้าขบวนการเสรีไทยในประเทศ เพราะนายปรีดีรู้จักป๋วยในฐานะศิษย์เก่าธรรมศาสตร์บัณฑิตรุ่นแรก และเมื่อตอนที่เขาสอบไล่ได้ปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์เกียรตินิยมอันดับหนึ่งที่มหาวิทยาลัยลอนดอน ท่านได้ส่งโทรเลขมาแสดงความยินดีด้วย ทั้งในฐานะผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต้นสังกัดและเจ้าของทุนที่ส่งป๋วยมาเรียน ฉะนั้น คงจะได้รับความไว้วางใจและความเชื่อถือดีกว่าส่งคนที่ไม่เป็นที่รู้จักของนายปรีดีหรือผู้นำขบวนการคนอื่นๆมา ซึ่งอาจเกิดความสงสัยในเจตนารมณ์ของฝ่ายสัมพันธมิตรอันทำให้ต้องเจรจากันยืดเยื้อ

พวกเราทุกคนยอมรับว่าป๋วยเป็นเสมือนเสนาธิการของเสรีไทยสายอังกฤษ มีความเสียสละเพื่อส่วนรวม จิตใจเข้มแข็งและสุขุม ทางการอังกฤษก็เป็นเช่นเดียวกับพวกเรา หากเขาเป็นอะไรไปพวกเราคงเสียใจและเสียดายมากที่ต้องสูญเสียคนที่มีความสามารถเช่นนี้ รวมทั้งเพื่อนๆทั้งห้าคนด้วย

หม่อมเจ้าการวิก ทรงชุดฝึกออกเดินป่า

แต่นับว่าโชคของพวกเรายังดี เมื่อถึงราวกลางเดือนกรกฎาคม ตัวแทนของกองกำลัง 136 ในคุนหมิงส่งวิทยุแจ้งว่า สายลับของหน่วยสืบราชการลับในประเทศไทยได้นำหนังสือ (เขียนเป็นรหัสลับ) จากป๋วยออกมาส่งให้ทางเครื่องบิน ซึ่งสายลับคนนี้ได้รับมาจากตำรวจที่อยู่ในขบวนการต่อต้านญี่ปุ่น นับเป็นข่าวที่สร้างความยินดีให้ทุกคนยิ่ง ที่ทราบว่าป๋วยยังปลอดภัยและมีตำรวจไทยอยู่ในขบวนการลับด้วย

ในจดหมายของป๋วยนั้นแจ้งว่า คณะแอพพริเอชั่นทั้งสองคณะถูกปล่อยลงใกล้หมู่บ้านและถูกจับเพราะตำรวจภูธรและชาวบ้านเชื่อตามรัฐบาลว่าพลร่มเป็นแนวที่ 5 ถือว่าเป็นศัตรูที่ต้องเป็นคนจิตใจโหดเหี้ยม แต่เมื่อทางตำรวจนครบาล สันติบาล และนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่เห็นท่าทางสุภาพอ่อนโยนของทั้งหกแล้วก็แสดงไมตรีจิตให้ความคุ้มครอง และบอกว่าเขาติดต่อกับขบวนการในประเทศได้แล้ว ทราบว่ามีกำลังมากพอใช้ ยังไม่ได้ถูกญี่ปุ่นสอบสวน และญี่ปุ่นกำลังระแวงมากพร้อมนัดเวลาให้กองกำลัง 136 ติดต่อทางวิทยุ ในที่สุดการติดต่อก็เป็นผลสำเร็จ

เรื่องการติดต่อทางหน่วยวิทยุนี้ ทุกคนไม่ว่าทหารไทยหรือฝรั่งล้วนถูกฝึกให้รับส่งวิทยุเป็น ผมเป็นคนที่แย่มากในเรื่องนี้ จนครูออกปากว่าทีหลังไม่ต้องส่งมาอีก แต่ในที่สุดก็ผ่านมาจนได้ เวลาทำงานของหน่วยวิทยุนี้จะผลัดเวรกันมาทำอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา 23 ชั่วโมง 50 นาที หยุดพักเครื่อง 10 นาที ถ้าผมจำไม่ผิด ครั้งแรกที่ป๋วยส่งสัญญาณมานั้น ผมเป็นคนได้รับอย่างบังเอิญ ถอดรหัสออกมาเป็นอักษรย่อว่า A.C.P. เป็นรหัสประจำตัวของพันโท พอยน์ตัน และ B.N.G. เป็นรหัสของป๋วย ทีแรกที่ได้สัญญาณ ผมไม่แน่ใจจึงรีบไปบอกคนอื่นๆมาช่วยฟัง ปรากฏว่าใช่จริงๆ

จากนั้นก็มีการติดต่อ โดยทราบภายหลังว่า นายตำรวจคนหนึ่งพาประทานเล็ดลอดออกมาส่งวิทยุ และพาป๋วยไปพบกับนายปรีดี ซึ่งท่านบอกว่า รัฐมนตรีหลายคนในคณะรัฐบาลชุดใหม่ นำโดยนายควงอภัยวงศ์ ที่ขึ้นมามีอำนาจแทนรัฐบาลจอมพลแปลก พิบูลสงคราม ที่ลาออกไปเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2487 เพราะแพ้โหวตในสภาฯเกี่ยวกับร่างพระราชกำหนดจัดสร้างพุทธบุรีมณฑล และระเบียบบริหารนครบาลเพชรบูรณ์นั้น อยู่ในขบวนการเสรีไทยในประเทศด้วย

ปู่จุดพอใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมาก เพราะเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นกับผู้สำเร็จราชการแทนองค์พระประมุขของประเทศ ที่เป็นมิตรกับญี่ปุ่นจะติดต่อกับกองกำลังพิเศษของประเทศคู่สงคราม ซึ่งทางกระทรวงต่างประเทศอังกฤษไม่เชื่อ กลับมีคำสั่งให้ส่งนายทหารมือดีแห่งหน่วยสืบราชการลับเดินทางมาอินเดียเพื่อสืบเรื่องราวให้แน่ชัด โดยเชื่อว่าข่าวคราวที่ส่งมาจากประเทศไทยเป็นข่าวที่ญี่ปุ่นสั่งให้ส่งมา จนกระทั่งพิสูจน์ได้ว่าข้อความที่ส่งมานั้นเป็นการติดต่อจากขบวนการในประเทศโดยตรง (ภายหลังทั้งอังกฤษและสหรัฐอเมริกาได้ใช้ฉายา “รู้ธ” (RUTH) เป็นรหัสของนายปรีดี พนมยงค์ หัวหน้าใหญ่ขบวนการเสรีไทยในประเทศในการติดต่อ

นัยว่าเป็นสมญาที่แผลงจาก ‘TRUTH’ด้วยเห็นว่าเรื่องที่ผู้สำเร็จราชการเป็นหัวหน้าขบวนการลับเป็นเรื่องจริง)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

keyboard_arrow_up