ใต้ร่มฉัตร เปิดเรื่องราวชีวประวัติ หม่อมเจ้าการวิก นายทหารเสรีไทยในอินเดีย (ตอนที่22)

หม่อมเจ้าการวิก
หม่อมเจ้าการวิก

หม่อมเจ้าการวิก ฝึกซ้อมรบแบบกลุ่มกองโจรที่อินเดียหนักหนากว่าการฝึกในอังกฤษนับร้อยเท่า!  

หม่อมเจ้าการวิก และคณะเสรีไทยสายอังกฤษ ต้องเจอกับการฝึกปฏิบัติการแบบกองโจรในอินเดีย ซึ่งเป็นไปอย่างสมจริงสมจัง เข้มข้น  แต่บางครั้งก็มีเรื่องราวสร้างอารมณ์ขัน ลดความตรึงเครียดจากการฝึกหนัก

ความเป็นอยู่ของพวกเราเหล่าทหารเสรีไทยในอินเดียนั้นดีขึ้นมาก ทำท่าจะเป็นนายฝรั่งมีทหารแขกคอยรับใช้ (BEARER) ทำความสะอาดที่พัก ห้องน้ำ ห้องส้วม เสิร์ฟอาหาร ซักเสื้อผ้าให้ ฯลฯ แต่ก็ต้องระมัดระวังทรัพย์สินมีค่าสักหน่อย มิฉะนั้นเขาจะช่วยเก็บรักษาให้อย่างดีจนหาไม่พบ

ทว่าการฝึกซ้อมรบแบบกลุ่มกองโจรที่ค่ายหนักหนากว่าการฝึกในอังกฤษนับร้อยเท่า ประสบการณ์การฝึกและเรื่องสนุกๆของพวกเรา ผมยังจำได้ดี

การฝึกของพวกเราต้องหัดทำอย่างมากทั้งที่ฟังดูแล้วอาจจะไม่ยากคือ วิธีล้วงความลับจากข้าศึกและวิธีรักษาความลับของฝ่ายเราไม่ให้รั่วไหล ชาวเอเชียส่วนมาก ไม่ว่าแขก จีน หรือไทย มักชำนาญในการล้วงความลับ แต่บกพร่องในการเก็บความลับ อาจเป็นเพราะชาวตะวันออกไม่ถือว่านิสัยอยากรู้อยากเห็นนั้นเป็นการเสียมารยาท (ผิดกับฝรั่ง) แล้วการที่คนไทยชอบอยากรู้อยากเห็น และหละหลวมทำให้หลายเรื่องที่ควรเป็นความลับในเมืองไทย กลับมีผู้รู้เห็นและบอกเล่ากันอย่างฮือฮาไม่น้อย ทำให้พันโทพอยน์ตัน (POINTON) ผู้บังคับบัญชากองกำลัง 136 แผนกประเทศไทย ซึ่งรู้ถึงจุดอ่อนข้อนี้ของคนไทยเป็นอย่างดี จ้ำจี้จ้ำไชพวกเราหนักหนาในเรื่องนี้ แม้แต่ตัวผมก็ประสบมาด้วยตนเองเมื่อตอนที่กระโดดร่มเข้าเมืองไทย ซึ่งผมจะเล่าต่อไป

ประจิตร ยศสุนทร หม่อมเจ้าการวิก และหม่อมเจ้ากอกษัตริย์

คืนหนึ่ง ครูฝึกสั่งให้พวกเราฝึกปฏิบัติการเป็นโจรปล้นและซุ่มโจมตี เขาให้เลือกวันเวลาว่าจะโจมตีใคร ที่ไหน แล้วทำแผนไปเสนอ เมื่อเขาพิจารณาแล้วก็อนุญาต และย้ำว่าจะทำพลาดพลั้งไม่ได้ เพราะอาจเป็นอันตรายที่ร้ายแรง

พวกเราเลือกคืนวันเสาร์เวลาประมาณสี่ทุ่มครึ่ง ณ จุดที่ห่างจากทะเลสาบหน้าค่ายไม่มากเพราะกะว่าพวกครูฝึกจะพาบรรดาทหารหญิงที่เป็นฝ่ายธุรการ ไปพักผ่อนดูหนังกินข้าวในเมืองปูนา และกลับเข้ามาที่ค่ายในเวลาประมาณนั้น แผนนี้มีคนที่รู้เห็นกับพวกเราเพียง 2 คน คือ พันตรีรูดอลโฟ (RUDOLFO) หัวหน้าคณะครูฝึกสอน และร้อยเอกรีด หรือไอ้เฟิ้ม ซึ่งพวกเราต้องคอยระวังทหารคนอื่นที่อาจจะพยายามต่อสู้ขัดขืน โดยเขาใช้ปืนพกที่ใส่กระสุนจริง แต่พวกเราใช้แค่กระสุนหลอก (ทำด้วยกระดาษ) ในการปฏิบัติการ

พวกเราเตรียมการโดยนำเสื้อกางเกงพลเรือนของตัวเองมาทำให้สกปรก และยืมเสื้อผ้าของแขกรับใช้บ้าง คนที่จะแสดงเป็นตัวผู้ร้ายได้แก่ ประโพธ ภีศเดช และผม ภีศเดชไม่ต้องแอ๊คท่าเลยเนื่องจากมีผมหยิกหยอย ผิวคล้ำ หน้าตาเหมือนแขกอยู่แล้ว ทั้งยังทำหน้าทำเสียงเหี้ยมแบบแขกได้อีก ส่วนคนอื่นๆยืนเรียงรายอยู่ริมสองข้างทาง ถือปืนติดดาบบ้าง มีดพร้าบ้าง กระบองบ้าง ทาผิวแต่งหน้าให้คล้ำ บางคนใช้ผ้าโพกหัว บางคนสวมหมวก บางคนใส่แว่นดำซุ่มอยู่ในเงามืด และประโพธกับผมเอาผ้าปูที่นอนห่มตัวและเอาปลอกหมอนโพกหัว

เมื่อได้ยินเสียงรถมา ประโพธผู้ปลอมเป็นแขกแบกฟืนก็ออกไปทำเป็นนอนตายขวาถนน นับว่าเสี่ยง เพราะถ้าเกิดคนขับรถมองไม่เห็น หรือไม่หยุดจอดเมื่อเรายิงปืนขู่ มีหวังถูกทับตายแน่ มารู้ทีหลังว่า พอแขกขับรถเห็นร่างขาวโพลนนอนอยู่ก็ตกใจสุดขีด เกือบจะขับรถทับ ดีที่พันตรีรูดอลโฟ ซึ่งนั่งอยู่ข้างๆสั่งให้หยุดแล้วลงเดินมาที่ประโพธ

จังหวะนั้นพวกเราที่ซุ่มอยู่ก็เผ่นพรวดออกมา พวกที่ตัวสูงใหญ่ก็เข้าล้อมรอบรถอยู่ห่างๆ คนอื่นก็ออกมายืนปรากฏร่างริมถนนทุกคนบนรถ ยกเว้นทหารหญิง ถูกตะคอกให้ยกมือขึ้นและสั่งลงจากรถ ยืนหันหลังให้พวกเรา ผมกรากเข้าไปเอาดาบมัวร์จี้คนขับ และหันมาขู่พันตรีรูดอลโฟ และทุกคนด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงแขกว่า

          “อย่าเล่นตลกนะ ตายนะ พวกเราเป็นผู้ร้าย สุภาพบุรุษ ต้องการเงินเท่านั้น ไม่ต้องการทำร้ายใคร”

พันตรีรูดอลโฟกรากเข้าแย่งมีดจากผม จึงลงไปปล้ำกันกลิ้งไปมา ผมได้ทีขึ้นคร่อมอกแล้วแกล้งจับศีรษะเขากระแทกพื้น เขาก็ทำเสียงด้วยความเจ็บปวด แล้วพวกเราคนหนึ่งเอาดาบปลายปืนจ่อไว้ ส่วนไอ้เฟิ้มทำทีสู้กับประทานแล้วแกล้งทำเป็นล้มลง จึงถูกนั่งคร่อมอกและเหยียบแขนไว้ ประโพธลุกขึ้นเดินวางมาดเป็นผู้ร้ายรี่เข้าไปรวบรวมกระเป๋าเงิน นาฬิกา และเครื่องประดับของทุกคน แต่มีคนหนึ่งชื่อร้อยเอก ชิสซ่อม (CHISHOLM) เป็นนายทหารฝ่ายธุรการ ทำท่าจะขัดขืนจริงๆ ซึ่งปกติแล้วพวกเราไม่มีใครชอบหน้า เพราะเขาชอบทำหยิ่งใส่พวกเรา ตัวผอมๆ แล้วเดินกวนๆ เขาดูเหมือนจะเป็นโฮโมเซ็กชวลด้วย สั่งให้เอากระเป๋ามาก็ไม่ยอม จึงถูกกระชากคอเอาดาบจ่อคอหอย ถามว่า

“จะหยิบให้เอง หรือจะให้เชือดก่อนแล้วเราจะหยิบเอง” เขาถึงยอมหยิบให้และพูดกวนๆ เราเลยจับให้ยืนหันหลังเกาะรถแบบในหนัง แล้วถือโอกาสเตะตูดเสียหลายป้าบ เป็นการระบายความหมั่นไส้!

แล้วไอ้เฟิ้มก็ทำเป็นดิ้นและปล้ำกับประทานอีก จนถูกเหวี่ยงล้มลงไปและร้อง ‘ฟัค’ ตามประสาของเขา ร้อยโทหญิงพอร์เตอร์ (PORTER) ทหารแม่บ้านของค่ายคนหนึ่งตกใจจนฉี่ราด แขกขับรถกลัวจนตัวสั่นเทิ้ม พนมมือแต้ร้อง ‘ราม ราม ราม’

เมื่อปลดทรัพย์แล้วก็สั่งให้ทุกคนขึ้นรถและขับออกไป พวกเราได้คะแนนเต็มในการปฏิบัติงานคืนนั้น รุ่งเช้าก็แสดงทรัพย์สินที่ปล้นมาได้และคืนกลับไปยังเจ้าของอย่างครบถ้วน พวกเรานึกแล้วสงสารแม่บ้านพอร์เตอร์มาก คิดจะไปขอโทษก็รู้สึกว่าไม่ควรไป เพราะอาจจะทำให้เธอกระดากต่อพวกเราก็ได้

ประทาน เปรมกมล สำราญ วรรณพฤกษ์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์

หลังจากนั้น พวกเราได้รับอนุญาตยกโขยงเข้าไปเที่ยวพักผ่อนที่บอมบ์เบย์ 4 วัน ก่อนจะกลับมาเตรียมตัวเข้าป่าเพื่อฝึกกลยุทธกองโจรและการดำรงชีพในป่า มีครูฝึก 2 คน เป็นแขกอัสสัมชื่อ ร้อยโทราม มหันตา และทหารพม่าชื่อร้อยโทบีทสัน ซึ่งเป็นลูกครึ่งพม่า-อังกฤษ สองคนนี้สอนพวกเราอย่างละเอียด ตั้งแต่วิธีทำเตาไฟ การหารากไม้ใบไม้ที่กินได้และกินไม่ได้ วิธีตัดไม้ วิธีสร้างที่พัก วิธีสังเกตทิศทางในป่า วิธีใช้สมุนไพรบางอย่าง วิธีป้องกันทากที่คอยดูดเลือด วิธีหลบสัตว์ร้ายเมื่อจวนตัว ฯลฯ เรื่องต่างๆที่เขาสอนล้วนเป็นความรู้ใหม่สำหรับพวกเรา โดยเฉพาะผมที่ไม่คุ้นเคยกับป่าในแถบร้อนเลย

เปรมและรจิต บุรี ซึ่งเป็นนักเรียนแพทย์ ไม่ได้เข้าร่วมกับพวกเราเพราะถูกส่งไปอยู่กับหน่วยแพทย์ในสมรภูมิอาราข่าน ซึ่งอยู่ประชิดพรมแดนอินเดีย และขับเคี่ยวกับกองทัพอังกฤษของอินเดียอยู่ในบริเวณนั้นเกือบปี ผู้บัญชาการของเราต้องการให้เขาทั้งสองได้เรียนรู้งานแพทย์สนาม เผื่อว่าอาจจะเป็นประโยชน์แก่พวกเราด้วย ที่ผมรู้สึกเสียดายมาก คือ หม่อมเจ้ากอกษัตริย์เกิดป่วยด้วยต่อมไทรอยด์ทำงานไม่ปกติร่างกายทรุดโทรม แพทย์ทหารตรวจแล้ว ลงความเห็นว่าจะทนการฝึกหนักไม่ไหว ต้องออกจากหน่วยฝึกกลุ่มกองโจร ท่านเสียใจมากทั้งที่ก่อนหน้านี้แข็งแรงและเป็นนักกีฬาเก่า ความไม่จีรังของสังขารเป็นสิ่งที่แน่นอนนัก ต่อมาท่านจึงเดินทางไปปฏิบัติงานกับเสรีไทยที่กระทรวงการสนเทศในเดลี และได้พบรักกับมิสเนลลี่ วอง (NELLY WONG) ลูกสาวของเศรษฐีใหญ่ชาวสิงคโปร์ ซึ่งทำงานกระจายเสียงในแผนกประเทศมลายู และแต่งงานกันที่อินเดีย มีธิดา 2 คน

ปลายเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2486 พวกเราที่เหลือขึ้นรถไฟออกเดินทางไปยังเมืองอาหมัดนคร (AHMADNAGAR) เพื่อเข้าป่าเบลกอม (BELGAUM) ที่อยู่ทางใต้ของบอมบ์เบย์ ครูฝึกของเราประกอบด้วยพันตรีแบล เฮนดรี้ (BAL HENDRY) ร้อยโทบีทสัน และไอ้เฟิ้ม อาวุธคู่มือหลักของพวกเรา คือ ปืนไรเฟิล นอกนั้นยังมีปืนสเต็น (STEN GUN) ซึ่งเป็นปืนกลมือ ปืนกลเบาเบร็น มีปืนไรเฟิลขนาด .450 สำหรับยิงสัตว์ใหญ่ ปืนลูกกรด .22 ปืนลูกซองสำหรับยิงสัตว์เล็ก เสบียงอาหาร ยา และอุปกรณ์ปฐมพยาบาล

การฝึกยังชีพในป่า

เย็นวันแรก  ทศได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าเลือกทำเลตั้งค่ายค้างคืน พื้นที่ที่เลือกเป็นดินทราย สามารถขุดหลุมปักเสาได้ง่าย รอบๆค่ายยังมีต้นไม้ใหญ่หนาทึบ พวกเรากองมันฝรั่งและหอมหัวใหญ่ไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ขณะที่ยังกั้นรั้วล้อมเสบียง มีฝูงลิงมามองดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทันใดนั้น ลิงตัวหนึ่งใจกล้าวิ่งพรวดจากกิ่งไม้เข้ามาคาบมันฝรั่งไปหัวหนึ่ง แต่เพราะความตะกละของมันนั่นเอง จึงทำให้มันกลายเป็นลิงย่างด้วยฝีมือของพรานเก่าอย่างประเสริฐ โดยหมู่บีทสันเป็นผู้ช่วยในการถลกหนังเสียบคานคร่อมกองไฟ พันตรีแบลและไอ้เฟิ้มเห็นลิงย่างเข้าก็โกรธ หาว่าหมู่บีทสันเป็นพวกป่าเถื่อนเดินหนีเลี่ยงไปนั่งกินข้าวห่างๆ เพราะทนดูคนกินลิงไม่ได้ พวกเราหลายคนก็กินลิงไม่ลงเช่นกัน

หลังจากมื้อลิงย่างตัวแรกแล้ว ในมื้ออื่นๆก็ไม่มีใครยิงสัตว์ที่เป็นบรรพบุรุษมากินอีก แต่มีอยู่วันหนึ่ง พวกเราไปเดินป่าผจญกับทากที่คอยดูดเลือดเสียจนอิดโรย เสนาะเท้าพองและริดสีดวงกำเริบจนเดินโขยกเขยกรั้งท้ายตามมา ขณะที่คนอื่นกำลังล้อมวงเตรียมกินนกย่างจากการล่าของประเสริฐ พอเสนาะเดินมาถึง ประโพธลุกขึ้นยืนชี้ไปพลางทำหน้าเครียดขรึม ตะโกนว่า

“ดีเป๋า (ประเสริฐ) อย่ายิงลิงใหญ่ตัวนี้นะโว้ย มันเหมือนคนมาก และเนื้อมันเหม็นเขียว กินไม่ลง” ทุกคนในที่นั้นหัวเราะครืนแต่มีเสียงสบถจากเสนาะลอยมาว่า ‘ไอ้เห้-ย’ ปกติเพื่อนเรียกเขาว่า ‘ไอ้จิ๋วจ๋อ’ เขาไม่ว่า

คราวนี้บอก ‘เหมือนคน’ กลับโกรธ …!!!

 

keyboard_arrow_up