ใต้ร่มฉัตร เปิดเรื่องราวชีวประวัติ หม่อมเจ้าการวิก จักรพันธุ์ ดังดวงประทีปดับแสง (ตอนที่14)

หม่อมเจ้าการวิก
หม่อมเจ้าการวิก

หม่อมเจ้าการวิก กับเหตุการณ์น่าเศร้าอันเป็นวาระสุดท้าย

หม่อมเจ้าการวิก ได้ทรงเล่าถึงเหตุการณ์อันเป็นวาระสุดท้ายแห่งพระชนมชีพอย่างน่าเศร้าสะเทือนใจ เพราะในระหว่างที่สงครามโลกกำลังลุกลามมากขึ้น ในหลวงรัชกาลที่ 7 ก็ทรงมีพระอาการประชวรมากขึ้น สุดท้ายก็เสด็จสวรรคตอย่างสงบ

ช่วงปลายปีพ.ศ.2483 นี้เอง พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระอาการประชวรด้วยพระโรคพระหทัยเพิ่มมากขึ้น ยิ่งย่างเข้าฤดูหนาวและอากาศชื้น ทำให้พระอาการหอบยิ่งถี่ขึ้น

ในที่สุด พระองค์ทรงตัดสินพระราชหฤทัยเสด็จฯกลับมาประทับยังพระตำหนักคอมพ์ตันเฮ้าส์ (ซึ่งหม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์ฯและองค์อื่นๆ รวมทั้งผม ได้เสด็จจากเดวอนกลับมายังตำหนักบริดจ์เฮ้าส์กันล่วงหน้าแล้ว) เพราะทรงพระราชดำริว่า เยอรมันได้เปลี่ยนนโยบายที่จะบุกขึ้นเกาะอังกฤษมาบุกเข้าประเทศสหภาพโซเวียตแทน เหลือแต่ภัยทางอากาศที่อาจจะมีลูกระเบิดมาทิ้งบ้าง แต่โอกาสที่จะตกบนหลังคาพระตำหนักนั้นคงจะน้อย นอกจากจะเป็นเรื่องเลวร้ายจริงๆ ทั้งจะได้ทรงพบแพทย์ที่รักษาพระองค์ได้สะดวกขึ้นด้วย

ในหลวงรัชกาลที่ 7 และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ทรงฉายคู่กันในช่วงประท้บต่างประเทศ

เมื่อเสด็จฯกลับมาประทับที่พระตำหนักแล้ว พระอาการโดยทั่วไปก็ดีขึ้น ประจวบกับเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิ ต้นไม้ใบหญ้าเริ่มผลิใบอ่อนแตกยอดกันเขียวชอุ่ม อากาศสดชื่น ท้องฟ้าแจ่มใสปลอดโปร่ง อีกทั้งสภาวะสงครามดูจะเบาบางลงบ้าง นอกจากความเป็นอยู่ของคนอังกฤษที่ยังต้องประหยัด มีการแบ่งสันปันส่วนอาหารกัน ช่วงประมาณสัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2484 มิสเตอร์เครกได้มาเข้าเฝ้าฯ และกราบบังคมทูลว่า พระตำหนักเวนคอร์ต ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจทหารถูกยึดครองเป็นกองบัญชาการอีกแห่งหนึ่งแล้ว

ดังนั้นฝ่ายทหารจึงแจ้งมาเพื่อให้ทรงส่งคนไปเก็บสิ่งของมีค่าในพระตำหนักก่อนที่จะส่งมอบอย่างเป็นทางการต่อไป ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ก็เป็นไปตามพระราชดำริที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ตอนที่เริ่มเกิดสงครามใหม่ๆ แม้ว่าจะทรงได้รับค่าชดเชยเป็นการตอบแทน แต่ก็คงไม่คุ้มค่ากับความรักความเอาพระราชหฤทัยใส่ของพระองค์ท่านและสมเด็จพระบรมราชินี ที่ทุ่มเทลงไปในการตกแต่งปรับปรุงพระตำหนักจนสวยงาม

เหตุการณ์ในเช้าวันที่ 30 พฤษภาคม ผมมาทราบทีหลังว่า พระเจ้าอยู่หัวตื่นพระบรรทมแต่เช้าตรู่ พระอาการทั่วไปดีมาก พระองค์ท่านมีรับสั่งกับสมเด็จพระบรมราชินีว่า

“วันนี้ฉันรู้สึกสบายมาก ไปเก็บดอกไม้จากบ้าน (เวนคอร์ต) มาดูกันบ้างสิ”

ประมาณแปดนาฬิกาเศษ สมเด็จพระบรมราชินีจึงเสด็จฯออก โดยนายบวยทำหน้าที่ขับรถยนต์พระที่นั่งถวายแทนผม เพราะตอนนั้นผมยังอยู่ที่ตำหนักของหม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์ฯ พระเจ้าอยู่หัวซึ่งยังทรงฉลองพระองค์ชุดบรรทมเป็นสนับเพลาแพรและพระภูษาแขนยาว รับสั่งให้นางพยาบาลประจำพระองค์นำไข่ลวกนิ่มๆมาถวาย เสวยเสร็จตรัสชมว่า “อร่อย” และทรงขอพระเขนยมาหนุนพระหนุ (คาง) แล้วทรงหลับพระเนตรนิ่ง…ลึก…และยาวนาน

เกือบเก้านาฬิกา พระองค์เจ้าจิรศักดิ์ฯทรงโทรศัพท์ถึงผม ตรัสด้วยเสียงร้อนรนว่า

“รีบมาเถอะ ไม่ดีแล้ว” ผมตกใจรีบขึ้นรถขับมาทันที และพบนางพยาบาลบอกว่า สวรรคตแล้ว! ช่วยไปตามสมเด็จพระบรมราชินีที…

ในหลวงรัชกาลที่ 7และพระองค์เจ้าจิรศักดิ์ฯ ในวัยหนุ่ม

ความรู้สึกผมวูบใจหาย…บังเอิญมีนายทหารฝรั่งเศสคนหนึ่งที่เป็นพระสหายของพระองค์จิรศักดิ์ฯตั้งแต่ครั้งยังเรียนหนังสือด้วยกันที่สหรัฐอเมริกามาเยี่ยม ผมจึงชวนเขานั่งรถไปตามสมเด็จพระบรมราชินีระหว่างทางเจอตำรวจที่ไหนก็บอกเขาให้ช่วยประกาศสกัดรถยนต์พระที่นั่งของสมเด็จพระบรมราชินีไว้ด้วย และทางพระตำหนักนั้นก็ได้ติดต่อให้ตำรวจช่วยสกัดอีกทางหนึ่ง ต่อมาก็สามารถสกัดรถยนต์พระที่นั่งได้ครึ่งทางที่เมืองเมดสโตน (MAIDTONE) เมื่อสมเด็จพระบรมราชินีทรงรับทราบข่าวแล้วก็เสด็จฯกลับทันที

ส่วนผมล่วงหน้าไปถึงพระตำหนักเวนคอร์ต ถามทหารที่ประจำการอยู่ เขาบอกว่าไม่มีผู้หญิงมาเลย ผมคิดว่าการที่สมเด็จพระบรมราชินียังเสด็จฯมาไม่ถึง แสดงว่าทรงทราบข่าวและเสด็จฯกลับแล้ว จึงรีบกลับมา ในใจยังไม่อยากเชื่อข่าวร้ายที่ได้รับ พยายามนึกไปว่าอาจจะเป็นพยาบาลเขาตกใจเลยพูดผิดก็เป็นได้ แล้วยังหวังว่ากลับมาคงได้ยินว่าประทับสบายแล้ว…

เมื่อกลับมาถึง ผมเห็นรถยนต์สีดำคันยาวจอดอยู่ ใจแห้งเหี่ยวจนแทบจะหมดแรง…ผมตัดสินใจขึ้นไปเฝ้าฯสมเด็จพระบรมราชินี กราบพระบาทและกราบบังคมทูลว่า

“ข้าพระพุทธเจ้าจะไม่ไปไหน ขอเป็นมหาดเล็กต่อไป” ตลอดเวลานั้น สมเด็จพระบรมราชินีทรงควบคุมพระสติอารมณ์ได้อย่างดีเยี่ยม ทรงเข้มแข็งเหลือเกิน ท่ามกลางเสียงร่ำไห้รำพันจากผู้ที่อยู่ ณ ที่นั้น…

ภายหลังสมเด็จพระบรมราชินีรับสั่งว่า ขณะที่รถยนต์พระที่นั่งวิ่งออกจากพระตำหนักได้สักพักใหญ่ และไปติดหมอกที่ลงปกคลุม ทำให้คนขับรถต้องชะลอแล่นช้าลง พลันพระองค์ท่านก็ทอดพระเนตรเห็นพระเจ้าอยู่หัวทรงยืนขวางหน้าอยู่ ยังรับสั่งว่า “เห็นพิลึกแท้” และทรงรู้สึกสังหรณ์พระราชหฤทัย จนกระทั่งพบตำรวจและแจ้งข่าวให้ทรงทราบ

ความสับสนชุลมุนของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ พระตำหนักในวันนั้น ผมรู้สึกว่าผ่านไปอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความโศกสลดของทุกองค์และทุกคน เริ่มต้นด้วยการที่ต้องทำเรื่องขออนุญาตต่อทางการอังกฤษที่จะขอเก็บพระบรมศพไว้ที่พระตำหนักเกิน 24 ชั่วโมง เพราะกฎหมายที่นั่นระบุไว้ห้ามเก็บศพผู้เสียชีวิตไว้ในบ้านเกิน 24 ชั่วโมง ซึ่งก็ได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษ ข่าวการสวรรคตแพร่ไปอย่างรวดเร็ว ทำให้พระญาติวงศ์บางองค์ คนไทยและชาวต่างประเทศที่มีความสัมพันธ์รู้จักกับพระองค์ท่าน ต่างเดินทางมาถวายบังคมพระบรมศพ ที่บรรทมอย่างสงบสุขชั่วกาลนาน มิต้องทรงเหน็ดเหนื่อยอีกต่อไป…

ตลอดคืนนั้น ผมและพระองค์เจ้าวรานนท์ธวัชซึ่งยังทรงศึกษาอยู่ที่ MARLBOROUGH COLLEGEได้เสด็จมายืนเฝ้าพระบรมศพในห้องพระบรรทมด้วยจวบจนรุ่งสาง

ท้องฟ้าในเช้าวันรุ่งขึ้นถูกปกคลุมด้วยเมฆครึ้ม ทุกอย่างดูอับเฉาหมองหม่นทั้งที่เป็นวันในฤดูใบไม้ผลิ ทว่าทุกคนในพระตำหนักต่างกำลังเตรียมการครั้งสำคัญ เพื่อแสดงความจงรักภักดีแด่พระเจ้าอยู่หัวเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วจึงอัญเชิญพระบรมศพในหีบไม้แปดเหลี่ยมแบบฝรั่งขึ้นรถสีดำคันใหญ่ออกจากพระตำหนักไปยังสุสานโกลเดอร์ส กรีน (GOLDERS GREEN) ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของกรุงลอนดอนเพื่อถวายพระเพลิง ขณะที่กำลังเคลื่อนพระบรมศพลงจากพระตำหนัก สมเด็จพระบรมราชินีซึ่งประทับทอดพระเนตรอยู่ที่พระแกล (หน้าต่าง) รับสั่งว่า

“เขาเอาไปแล้ว” พร้อมกับทรงพระกันแสง หลังจากที่ทรงอดกลั้นมาตลอด ผมได้แต่กราบพระบาทและกอดพระชงฆ์ไว้ หากนัยน์ตาพร่ามัวด้วยหยาดน้ำที่เอ่อขึ้นมาคลอ…

หีบพระบรมศพถูกอัญเชิญประดิษฐานไว้บนพระจิตกาธาน (เชิงตะกอน) ภายในโบสถ์เล็กๆ ทุกองค์และทุกๆคน ต่างทยอยกันเดินเข้าไปนั่งเรียงราย ครั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว มิสเตอร์เครกได้ลุกขึ้นยืนกล่าวคำถวายราชสดุดีอย่างสั้นๆเป็นครั้งสุดท้าย

พระราชพิธีถวายพระเพลิงนั้นเป็นไปอย่างเรียบง่าย ไม่มีการถวายพระเกียรติยศใดๆที่สมกับพระราชอิสริยยศในฐานะอดีตพระมหากษัตริย์ไทยเลย และไม่มีพระราชพิธีทางศาสนาที่จะจัดถวายได้เนื่องจากเวลานั้นในอังกฤษยังไม่มีภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนาประจำอยู่ จากนั้นมีดนตรีบรรเลงเมนเดลโซน ไวโอลิน คอนแชร์โต (MENDELSSOHN VIOLIN CONCERTO) ซึ่งเป็นเพลงคลาสสิกที่พระเจ้าอยู่หัวโปรดเป็นพิเศษคลอเบาๆ

ระหว่างนั้นพระองค์วรานนท์ฯ ทรงรู้สึกเสียพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ถึงกับกันแสงด้วยเสียงอันดัง ยิ่งทำให้บรรยากาศในที่นั้นโศกเศร้ายิ่งขึ้น

ในหลวงรัชกาลที่ 7 และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพฯ

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯเสด็จฯขึ้นไปถวายบังคมพระบรมศพเป็นพระองค์แรก ตามด้วยพระญาติวงศ์และทุกคนที่อยู่ในที่นั้นเสร็จแล้วสัปเหร่อได้เข้ามากราบบังคมทูลถามสมเด็จพระบรมราชินีว่า มีพระราชประสงค์ให้เป็นเถ้าหมด หรือให้มีพระบรมอัฐิเหลืออยู่บ้าง ทรงมีรับสั่งตอบว่า ขอให้เหลือเศษอยู่บ้าง จากนั้นเขาเดินกลับขึ้นไปกดสวิตช์อัญเชิญหีบพระบรมศพค่อยๆเคลื่อนตามรางเหล็กเข้าไปในผนังทีละน้อยๆจนลับสายตา ผมรู้สึกใจหาย นับแต่นี้ผมไม่มีวันจะได้เห็นและถวายการรับใช้พระองค์ท่านอีกแล้ว หากจะเหลือก็แต่เพียงพระราชดำรัสต่างๆที่จะยังคงอยู่ในความทรงจำของผมชั่วชีวิต

เสียงกดสวิตช์ดังขึ้นอีกครั้ง เพื่อให้กระแสไฟฟ้าทำหน้าที่แปรพระราชสรีรางคารให้เหลือเพียงเถ้าธุลี ไม่ถึง 3 นาที สัปเหร่อเดินลงมากราบบังคมทูลว่า เสด็จฯขึ้นทอดพระเนตรได้ จากนั้นจึงอัญเชิญพระบรมอัฐิบรรจุลงในหีบสำริดทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า แล้วสมเด็จพระบรมราชินีอัญเชิญขึ้นรถพระที่นั่งเสด็จฯกลับพระตำหนักประดิษฐานไว้ในห้องพระบรรทมเหนือพระเศียรของพระองค์ท่านตลอดมา

ตราบจนกระทั่งถึงวันที่สมเด็จพระบรมราชินีได้อัญเชิญเสด็จฯนิวัตกรุงเทพมหานคร ในยามที่เมืองไทยคลี่คลายจากเมฆหมอกร้ายต่างๆที่คอยคุกคามพระองค์ท่าน ในอีกราว 8 ปีต่อมา…

 

 

 

keyboard_arrow_up