ใต้ร่มฉัตร เปิดเรื่องราวชีวประวัติ หม่อมเจ้าการวิก จักรพันธุ์ ตามเสด็จรับใช้อย่างใกล้ชิด (ตอนที่ 11)

หม่อมเจ้าการวิก
หม่อมเจ้าการวิก

หม่อมเจ้าการวิก กับเรื่องราวความประทับใจ เมื่อทรงตัดสินพระทัยมาถวายการรับใช้

ทำให้ทรงเห็นพระราชจริยวัตรของในหลวงรัชกาลที่ 7 และสมเด็จพระราชินี ในยามที่ต้องประทับในต่างประเทศว่า แม้ต้องทรงประสบกับความยากลำบาก แต่ก็ทรงมีพระขัตติยมานะสุขุมอย่างน่าประทับใจ

ตอนที่ผมเริ่มถวายงานเป็นราชเลขาฯนั้นผมยังเป็นแค่เด็กหนุ่ม เวลาไปติดต่องานเขามักไม่เชื่อหาว่าล้อเล่นจะอวดเบ่ง บังเอิญว่าพอผมอายุ 21 ปี ศีรษะเกิดล้านดูเป็นผู้ใหญ่ ก็ไม่ต้องเบ่งแล้ว

ผมรู้สึกตกใจเหมือนกันที่เกิดเหตุนี้กับร่างกาย มีอยู่วันหนึ่งเขียนหนังสืออยู่ที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ชำเลืองมองกระจก ใครหวา…หนังหัวแดงๆ อ้าว! เราเอง ศีรษะล้านอย่างไม่รู้ตัว เวลาหวีผมร่วงติดแปรงมาทีละนิดทีละหน่อย ทั้งที่ไม่ได้เครียดอะไร อาจจะเป็นเพราะสภาพอากาศของอังกฤษทำให้หนังศีรษะแห้งขาดวิตามินที่มีในแดด ด้วยที่นั่นฝนตกเกือบทุกวัน คนไทยหลายคนที่ไปอยู่ที่นั่นก็ศีรษะล้าน อาจจะเป็นกรรมพันธุ์ด้วยส่วนหนึ่ง ตอนหลังมีคนรู้จักผมตอนที่ศีรษะล้านแล้วได้มาเห็นรูปถ่ายเก่าๆที่ยังมีผมดก เขาสงสารและทำหน้าเศร้า บอกว่า

รัชกาลที่ 7และพระองค์เจ้าจิรศักดิ์ วัยหนุ่ม

“เมื่อก่อนนี้เกือบหล่อเหมือนกันนะ…” ฟังแล้วเศร้ามาก…

แม้ผมจะไม่ได้เรียนหนังสือมีความรู้จนถึงขั้นเป็นบัณฑิต แต่การที่ผมได้มาถวายการรับใช้อย่างใกล้ชิด ความรู้ต่างๆที่พระเจ้าอยู่หัวทรงสั่งสอนแก่ผมนั้นดีกว่าเรียนจบจากที่ไหนๆในโลกเสียอีก พระองค์ท่านทรงมีความรอบรู้มาก ทรงหนังสือถึง 3 ภาษา หลังจากสละราชสมบัติแล้วยังทรงศึกษาภาษาเยอรมันด้วยพระองค์เองด้วย เวลาเสด็จฯที่ไหนก็จะทรงอธิบายได้ว่าที่นั่นมีประวัติความเป็นมาอย่างไร มีความสำคัญอะไรบ้าง ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นความรู้ที่ผมได้รับจากพระองค์ท่านอย่างมากมาย โดยไม่ต้องอ่านหนังสือหลายเล่มกว่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร

พระราชจริยวัตรอีกหลายประการที่ผมประจักษ์ชัดคือ ทรงมีพระราชอัธยาศัยสุภาพอ่อนโยน พระราชหฤทัยเปี่ยมด้วยพระเมตตากรุณา ทรงเห็นอกเห็นใจผู้อื่นอย่างที่สุด เวลามีเรื่องร้ายที่นำความทุกข์โศกหรือความเดือดร้อนมาสู่พระองค์ท่าน ก็ทรงอดทนทุกอย่าง แม้ภายหลังที่ทรงสละราชย์แล้ว คนไทยในต่างประเทศยังวางตัวไม่ถูกเมื่อพบกับพระองค์ท่าน เพราะสถานการณ์ตอนนั้นปั่นป่วนไม่รู้ว่าใครเป็นพวกใคร หากถวายความเคารพ หรือ ‘คบค้าสมาคม’ กับพระองค์ท่าน อาจจะมีภัยถึงตัวและครอบครัวหรือไม่ จนถึงกับเคยรับสั่งด้วยความเสียพระทัยว่า

“เรามันหมาเน่า คนเห็นก็หนีหมด”

ตัวอย่างเช่น ครั้งหนึ่งเสด็จฯไปเสวยพระกระยาหารที่ภัตตาคารจีน พอเสด็จฯเข้าไป คนไทยหลายคนที่นั่งกันอยู่ ซึ่งก็รู้จักพระองค์ท่านอยู่แล้ว ต่างก้มหน้ามองจานกันหมด ทอดพระเนตรปั๊บก็ไม่ทรงทราบว่าจะทำอย่างไร และทรงเห็นใจที่เขาทำตัวไม่ถูก ผมเห็นแล้วอยากแกล้งยืนเสียตรงนั้น ดูซิว่าจะจมอยู่ในจานข้าวนานสักเท่าไหร่ ยกเว้นบางคนที่กล้าหาญ เช่น นายแพทย์สมาน มันตราภรณ์ ศัลยแพทย์มีชื่อคนหนึ่งของไทย เขาลุกขึ้นถวายคำนับ อีกคนคือ นายกลิ่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา ซึ่งเป็นข้าราชการสถานทูต ดูเหมือนพระองค์รับสั่งด้วยว่า

“นี่ไม่กลัวหรือ” (ทรงหมายถึงกลัวถูกจับ ถูกเรียกตัวกลับเมืองไทย หรือทางครอบครัวอาจเดือดร้อน)

“เกล้าฯไม่กลัว เกล้าฯเป็น D1 พะย่ะค่ะ” (เขากราบบังคมทูลล้อถึงคำว่า D1 หมายถึง ‘ผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475’ ในเมืองไทยรุ่นริเริ่ม จะมีสิทธิพิเศษต่างๆมากมาย)

พระตำหนักเวนคอร์ต 2535

ราวปีพ.ศ.2480 พระเจ้าอยู่หัวทรงย้ายที่ประทับจาก ‘พระตำหนักตามเพลงมัน’ มายังพระตำหนักเวนคอร์ต(VANE COURT) ตำหนักบิดเดนเดน (BIDDENDEN) ในมณฑลเคนต์ (KENT) ที่ทรงซื้อใหม่ ห่างจากลอนดอนประมาณ 200 ไมล์ เป็นตึกโบราณสมัยทิวดอร์ (TUDOR) สีดำขาว พระองค์ท่านโปรดที่นี่มาก เพราะอยู่ไม่ไกลทะเล เงียบสงบ และอากาศดี อย่างไรก็ตาม พระองค์ท่านยังมีพระราชกิจที่ต้องเสด็จฯเข้าลอนดอนเสมอ เกี่ยวกับการรักษาพระองค์บ้าง จึงทรงเช่าแฟลตเลขที่ 61 EATON HOUSE ที่ถนน GROVENOR ไว้อีกแห่งหนึ่งเป็นที่ประทับยามที่ต้องเสด็จฯเข้ามาในลอนดอน ตอนหลังก็ต้องทรงเลิกเช่าแฟลตนี้ไปเพื่อลดค่าใช้จ่าย เนื่องจากแฟลตนี้ตั้งอยู่ในย่านสำคัญ จึงมีราคาแพงมาก

มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพี่ต๊ะเล็กน้อย คือ เวลาทรงเล่าเรื่องอะไรแล้ว มักจะทรงเรียกคนอื่นว่าไอ้เสืออย่างโน้น ไอ้เสืออย่างนี้ จนมีอยู่ครั้งหนึ่ง เมื่อจัดโต๊ะเสวยแล้วทุกองค์ต่างก็ขึ้นนั่งกันพร้อม ขาดแต่พี่ต๊ะ พระเจ้าอยู่หัวจึงรับสั่งด้วยพระอารมณ์ขันว่า

“แล้วไอ้เสือโฮกปี๊บไปไหนล่ะ…”

เรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะพูดถึงคือ ในชีวิตผมได้เห็นคนที่มีความกตัญญูอย่างมากอยู่สองคนคือ คุณหลวงศักดิ์นายเวร ซึ่งเป็นผู้ที่มีความเสียสละมาก เดิมเขาถวายการรับใช้มาตั้งแต่ยังทรงครองราชย์ เขามีครอบครัวอยู่เมืองไทยและมีฐานะพอควร แต่เมื่อพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯมาประทับที่ต่างประเทศ และทรงต้องการผู้ที่จะถวายการรับใช้ เขากับภรรยาก็เดินทางมา แล้วเวลาจัดพระกระยาหารถวาย เขาจะเป็นคนชิมก่อน ถ้าเกิดมีคนคิดร้ายต่อพระเจ้าอยู่หัวโดยการวางยาในพระกระยาหาร เขาก็จะต้องตายก่อน จำได้ว่า คืนหนึ่งผมลุกขึ้นมาปัสสาวะราวตี 1 ตี 2 ผมเห็นคุณหลวงยังนั่งอยู่หน้าห้องบรรทม กำลังเขียนจดหมายถึงลูกสาวที่เมืองไทย ผมถามว่า

“คุณหลวงยังไม่นอนอีกหรือครับ”

            “ยังไม่บรรทม ถ้าบรรทมเมื่อไหร่ หม่อมก็จะไปนอน”

            “แล้วคุณหลวงจะทราบได้อย่างไร บรรทมเมื่อไหร่ เคาะประตูถามหรือ”

            “มิใช่กระหม่อม หม่อมดูจากแสงไฟที่ลอดใต้ประตู…” ผมยังนึกเลยว่า ถ้าพระเจ้าอยู่หัวทรงลืมปิดไฟคุณหลวงคงไม่ได้นอนกัน ผมนับถือความซื่อสัตย์ของเขาจริงๆ

หม่อมเจ้าอัชฌาและหม่อมเจ้าการวิก ทรงนอนเล่น ที่พระตำหนักเวนคอร์ต

อีกคนหนึ่ง คือ คุณรองสนิท ก็เคยถวายการรับใช้มาตั้งแต่ยังทรงครองราชย์เช่นกัน เขาทำงานที่หนังสือพิมพ์สยามนิกร และเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทอาคเนย์ประกันภัยในเวลาต่อมา นับว่าพอมีฐานะ เมื่อพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นใจคุณหลวงศักดิ์ฯที่ต้องอยู่ห่างจากบุตรสาว จึงโปรดเกล้าฯให้กลับเมืองไทย คุณรองสนิทกับภรรยาก็เดินทางมาแทนทันทีในช่วงที่พระเจ้าอยู่หัวทรงย้ายมาประทับที่แฟลตอีตัน เวลามีคนมาเข้าเฝ้าฯ และโปรดให้ร่วมโต๊ะเสวย เขากับภรรยาก็จะเป็นคนคอยตักอาหารเสิร์ฟ พอหลังเสวยแล้ว พวกที่นั่งโต๊ะก็จะเข้าไปทำความเคารพ เพราะเขาเป็นผู้ใหญ่กว่ามาก

ความกตัญญูของทั้งสองท่านนี้เป็นสิ่งที่ผมรู้สึกเคารพ เพราะในสถานะที่พระเจ้าอยู่หัวไม่มีพระราชอำนาจจะให้ประโยชน์อะไรแล้ว เขาก็ยังมีความจงรักภักดีอยู่มิเสื่อมคลาย

พระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีทรงดำเนินพระชนม์ชีพอย่างสงบสุขและสันโดษ ทรงทำสวน และปลูกดอกไม้นานาชนิด และทรงทดลองปลูกพืชโดยไม่ต้องลงดินด้วย บางครั้งก็จะเสด็จประพาสต่างประเทศบ้าง เพื่อทรงพักผ่อนสำราญพระอิริยาบถ หากยังมีเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนพระราชหฤทัยอยู่เนืองๆ อันเป็นผลจากการกระทำและคำกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีของรัฐบาลไทยสมัยนั้น แต่ก็ทรงพยายามต่อสู้เพื่อความถูกต้อง และทรงยอมรับสภาพที่เกิดขึ้นอย่างดุษณียภาพ และด้วยขัตติยมานะ ภายในพระราชหฤทัยจะรู้สึกทุกข์ทรมานเพียงใดกับสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น ยากนักที่คนภายนอกจะล่วงรู้ได้ นอกจากพระองค์ท่านเอง…

ในหลวงรัชกาลที่ 7 และสมเด็จฯ ทรงพระสำราญที่พระตำหนักเวนคอร์ต

ทุกคนที่อยู่ภายใต้พระบารมีล้วนมีชีวิตที่ร่มเย็นและสงบสุข แทบจะไม่นึกถึงเวลาที่ล่วงไปอย่างรวดเร็ว จนลืมไปว่าสักวันหนึ่ง พวกเราจะต้องได้รับความทุกข์โศกครั้งใหญ่ อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เลย

ใต้ร่มฉัตร เปิดเรื่องราวชีวประวัติ หม่อมเจ้าการวิก จักรพันธุ์ รับใช้ใต้เบื้องบาทบงสุ์ (ตอนที่ 10)

ใต้ร่มฉัตร เปิดเรื่องราวชีวประวัติ หม่อมเจ้าการวิก จักรพันธุ์ ชีวิตที่แปรเปลี่ยน (ตอนที่ 9)

ใต้ร่มฉัตร เปิดเรื่องราวชีวประวัติ หม่อมเจ้าการวิก จักรพันธุ์ ความผันผวนของบ้านเมืองและชีวิต (ตอนที่ 8)

ใต้ร่มฉัตร เปิดเรื่องราวชีวประวัติ หม่อมเจ้าการวิก จักรพันธุ์ เด็กนักเรียนฝรั่งเศส (ตอนที่ 7)

ใต้ร่มฉัตร เปิดเรื่องราวชีวประวัติ หม่อมเจ้าการวิก จักรพันธุ์ เตรียมตัวไปเรียนเมืองนอก (ตอนที่ 6)

 

keyboard_arrow_up