มิโด (Mido) เรือนเวลาจากสวิสฯ ออกคอลเล็คชั่นน่าสอย ฉลองครบรอบ 100 ปี

เรือนเวลาหรูสัญชาติสวิสเซอร์แลนด์ ‘มิโด’ (Mido) เฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี แห่งความสำเร็จ พร้อมสร้างสรรค์ประดิษฐกรรมแห่งเวลาคุณภาพสูงจาก 4 ดีไซน์ระดับตำนาน รวมถึงได้แนะนำเทคนิคการเลือกนาฬิกาให้เหมาะสมกับคาแร็คเตอร์ของผู้สวมใส่

สำหรับผู้ชายแล้วการสวมใส่นาฬิกานอกจากจะใช้บ่งบอกเวลา ยังสามารถใช้เป็นเครื่องประดับเพื่อแสดงถึงคาแร็คเตอร์ รสนิยม ซึ่ง มิโดแบรนด์นาฬิกาในเครือ สวอทช์ กรุ๊ป (Swatch Group) ก็นับเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ได้การยอมรับถึงความสวยงามของดีไซน์ และคุณภาพมาตรฐานตามแบบฉบับ Swiss Made ส่งผลให้นาฬิกาของ ‘มิโด’ ถูกเลือกให้เป็นสิ่งสะท้อนตัวตนจากเหล่าคนรักนาฬิกาทั่วทุกมุมโลกในทุกยุคสมัย ต่อเนื่องยาวนานเป็นระยะเวลา 100 ปี

ในปี ค.ศ. 1939 ‘มิโด’ ยังได้สร้างเสียงฮือฮาให้กับเหล่าแฟนคลับแบรนด์ด้วยการเปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์ Mido Robot หรือ Robi. หุ่นยนต์เหล็กที่เป็นสัญลักษณ์ของความทนทานด้วยดีไซน์ที่มีความทันสมัย เปรียบเสมือนทูตสันติภาพที่อยู่คู่กับแบรนด์ และปี ค.ศ. 2018 ในวาระครบรอบ 100 ปีนี้ แบรนด์นาฬิกาสัญชาติสวิสเซอร์แลนด์ มิโดได้นำรุ่นนาฬิกาที่เป็นไอคอนกลับมาเผยโฉมอีกครั้ง ซึ่งยังคงงานดีไซน์หรูหราเหนือกาลเวลาตามแบบฉบับของแบรนด์เอาไว้ พร้อมผนวกเข้ากับนวัตกรรมการผลิตแบบใหม่ซึ่งจะทำให้นาฬิกามีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น ด้วยเทคโนโลยี Caliber 80 Chronometer Silicon ที่ยกระดับกลไกสำคัญสูงสุดของคาลิเบอร์ 80 ด้วยซิลิคอนบาลานซ์สปริง ซึ่งนอกจากคุณสมบัติการต้านทานสนามแม่เหล็กแล้ว ส่วนประกอบนี้ยังช่วยเพิ่มความเที่ยงตรงในระยะยาวที่มากยิ่งกว่าบาลานซ์สปริงแบบมาตรฐาน รวมถึงระบบกันกระแทกที่ดีกว่า ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการประดิษฐ์เรือนเวลาหรู

 

‘มิโด’ (Mido) เฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี

 

โดยนาฬิกา 4 ดีไซน์ระดับตำนานที่ได้ถูกนำมาอวดโฉมให้ได้ชมในครั้งนี้ เริ่มจาก คอมมานเดอร์ บิ๊ก เดท (Commander Big Date) นาฬิกาออโตเมติกอันสง่างามที่ยังคงงานดีไซน์ตามแบบฉบับของรุ่นคอมมานเดอร์ไม่เสื่อมคลาย ด้วยหน้าปัดขนาดใหญ่ ที่มีจุดบอกเวลาเป็นตัวเลขแบบขีด และมีช่องบอกวันที่ตรงบริเวณเลข 6 ของหน้าปัด ผลิตโดยช่างทำนาฬิกาชั้นสูงที่ผสานกลไกทรงประสิทธิภาพด้วยพลังงานสำรองยาวนานกว่า 80 ชั่วโมง เมื่อเทียบกับกลไกนาฬิกามาตรฐานทั่วไปที่มีระยะเวลาเพียง 42 ชั่วโมง

Mido

 

รุ่นถัดมา มัลติฟอร์ท เดย์โทมิเตอร์ (Multifort Datometer) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากนาฬิกาสไตล์วินเทจ ซึ่งเผยโฉมครั้งแรกในปี ค.ศ.1939 ที่มีลักษณะเฉพาะคือเข็มบอกวันที่ โดยครั้งนี้ได้นำกลับมาปรับโฉมอีกครั้งในรุ่นลิมิเต็ด พร้อมเส้นผ่านศูนย์กลางหน้าปัดขนาด 40 มม. เผยความหรูหราผสานความคลาสสิกในโทนสีอบอุ่น เพื่อสื่อถึงรสนิยมยุคใหม่ที่จะยังคงไม่ล้าสมัย แม้เวลาจะผ่านไปอีก 100 ปี

Mido

 

ต่อมาที่รุ่น คอมมานเดอร์ เฉด (Commander Shade) แรงบันดาลใจอย่างอิสระจากรุ่นนาฬิกามิโดในช่วงปี ค.ศ. 1970 ด้วยการนำหน้าปัดเรืองแสงมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้งในเวอร์ชั่น 2018 โดยผสานความสง่างามเข้ากับความเรียบง่ายและยังคงกลิ่นอายวินเทจ ด้วยกรอบหน้าปัดขนาด 37 มม. และกระจกหน้าปัดคริสตัลอะคริลิคมาพร้อมกับสายโลหะแบบถัก Milanese mesh ที่ทำให้นึกถึงนาฬิกายุคเก่า

Mido

 

ปิดท้ายที่รุ่น บารอนเชลลี่ ทรีลโลจี้ (Baroncelli Trilogy) นาฬิกาที่มีดีไซน์โดดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ สะท้อนถึงงานออกแบบตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน ไปจนถึงอนาคตของมิโดได้ดียิ่งกว่ารุ่นใด โดยในปีนี้ได้มีการออกรุ่นลิมิเต็ดออกมา 3 แบบด้วยกัน โดยยังคงเอกลักษณ์ของหน้าปัดขนาด  38 มม. โดดเด่นด้วยเข็มนาฬิการูปทรงใบไม้ทั้งสามแบบในรูปลักษณ์ที่ต่างกัน เพื่อเผยถึงบุคลิกลักษณะที่ต่างกันออกไป โดยรุ่นแรก 1918 ที่มีรูปลักษณ์อันคลาสสิก ด้วยพื้นหน้าปัดสีงาช้างที่มีความคล้ายคลึงกับนาฬิกาในสมัยศตวรรษที่ 19

รุ่นถัดมา 2018 ดีไซน์ร่วมสมัยสื่อถึงเมืองยุคใหหม่ ด้วยพื้นหน้าปัดสีขาวเรียบหรู และสายนาฬิกาสแตนเลสสตีลแบบห้าข้อ และสุดท้ายกับรุ่น 2118 งานออกแบบที่มีความทันสมัยตามแบบฉบับของโลกอนาคตด้วยหน้าปัดสแตนเลสสตีล PVD สีดำ รวมถึงตัวเลขและเข็มสีดำ เพิ่มความหรูหราด้วยสายคอร์ดูร่าสีดำประดับด้วยหนัง ตัดสีสันด้วยเข็มวินาทีสีแดง สื่อถึงความมาสคิวลีนได้อย่างลงตัว

Mido

 

keyboard_arrow_up