‘เชฟเอียน’ พ่อครัวกระทะเหล็ก ครีเอตเมนูใหม่ไร้เนื้อสัตว์ โปรตีนทางเลือก เอาใจฟู้ดดี้สายคลีน

โปรตีนทางเลือก
โปรตีนทางเลือก

เพราะไลฟ์สไตล์คนเมืองของไทยในปัจจุบันเป็นไปด้วยความเร่งรีบ มีเวลาน้อย แต่ขณะเดียวกันเทรนด์รักสุขภาพของคนกลุ่มนี้ก็มาแรง ทั้งการหาเวลาออกกำลังกายมากขึ้น รวมถึงต้องการอาหารอร่อยรสชาติดี แต่ทานเนื้อสัตว์น้อยลงหรือไม่ทานเลย จึงเกิดไอเดีย “ควอร์น” โปรตีนทางเลือก ไร้เนื้อสัตว์ เพราะ “ควอร์น” ทำมาจากมัยคอโปรตีนที่มีรูปแบบเสมือนเนื้อสัตว์จริงๆ ทั้งรสสัมผัส เส้นใยแบบเนื้อสัตว์ ไม่มีคอเลสเตอรอลและไขมันอิ่มตัวต่ำ ไม่มีส่วนประกอบจากถั่วเหลือง จึงไร้กลิ่น มีคุณค่าทางโภชนาการและตอบโจทย์คนรักสุขภาพอย่างแท้จริง

ดังนั้นเพื่อเอาใจเหล่าฟู้ดเลิฟเวอร์ที่คลั่งไคล้อาหารเพื่อสุขภาพ Monde Nissin Thailand จึงได้อิมพอร์ต “ควอร์น” ผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือก ไร้เนื้อสัตว์ แบรนด์ดังจากอังกฤษ นวัตกรรมอาหารตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่รักสุขภาพและอาหารการกินเข้ามาในไทยเป็นรายแรก โดยได้สาธิตเมนูอาหารต่างๆจากผลิตภัณฑ์ควอร์น โดยเชฟมือทองของประเทศไทย “เชฟเอียน-พงษ์ธวัช เฉลิมกิตติชัย” ได้แก่ เมนูแกงมัสมั่นควอร์น และลาบคั่วเมืองเหนือควอร์น จะเห็นว่า “ควอร์น” โปรตีนทางเลือก สามารถนำมาครีเอตได้หลากหลายเมนู ทั้งอร่อยและสุขภาพดี

ซึ่ง แพรวดอทคอม ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ เชฟเอียน – พงษ์ธวัช เฉลิมกิตติชัย ถึงไลฟ์สไตล์ส่วนตัวมาฝากสาวกฟู้ดเลิฟเวอร์ด้วย

“โดยส่วนตัวตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือและทำงานที่ต่างประเทศ ก็ใส่ใจในเรื่องสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ โดยทานอาหารเป็นมื้อเล็กๆ 5 มื้อ ออกกำลังกายเป็นประจำอยู่แล้ว เชื่อว่าควอร์นเป็นโปรตีนที่สามารถใช้ทดแทนเนื้อสัตว์ได้ แต่ยังให้รสชาติและองค์ประกอบที่ขณะรับประทานยังให้ความรู้สึกว่าเป็นเนื้อสัตว์ได้

“แนวโน้มการทานอาหารของคนไทยเปลี่ยนไปในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา โดยจะให้ความสนใจกับรสสัมผัสของอาหารมากขึ้น อย่างเมื่อก่อน ถ้าจะทำปลาราดพริก เนื้อปลาจะต้องกรอบไปทั้งตัว แต่ในเทรนด์ใหม่ ปลาจะต้องกรอบนอกนุ่มใน ซึ่งจุดนี้ผลิตภัณฑ์ของควอร์นสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ทั้งในเรื่องของรสชาติและความรู้สึกของเนื้ออาหาร

“นอกจากเรื่องการดูแลสุขภาพและรสชาติแล้ว เมื่อควอร์นนำมาทำเป็นอาหารไทยก็สามารถให้รสชาติที่จัดจ้านของอาหารไทยได้ เนื่องจากอาหารไทยมีจุดเด่นด้านเครื่องเทศสด ซึ่งเมื่อมาผสมผสานกับผลิตภัณฑ์ควอร์นก็สามารถได้อาหารที่ดีต่อสุขภาพแบบรสชาติจัดจ้านได้ โดยเมนูง่ายๆที่แนะนำ ได้แก่ ผัดกะเพรา แกงมัสมั่น ลาบคั่วเมืองเหนือ หรือถ้าเป็นอาหารฝรั่ง อาทิ Chicken Pot Pie เป็นต้น”

ทำอาหารเยอะ ก็ต้องชิมเยอะ มีวิธีดูแลตัวเองอย่างไรคะ
เป็นคนออกกำลังกายเยอะ แล้วก็อยากจะทานอะไรที่แบบว่าเป็นโปรตีนที่เข้ามาซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ซึ่งปกติวิ่งวันละ 10 โล ว่ายน้ำชั่วโมงนึงประมาน 2.5 โล จึงควรที่จะทานโปรตีนเยอะๆ หลังจากที่ออกกำลังกายเสร็จเรียบร้อยแล้ว เวลาที่เผลอทำงานเป็นเวลานานจนดึกกว่าจะกลับบ้านก็เกือบเที่ยงคืน บางทีก็อยากทานอะไรที่มีสุขภาพที่ดีต่อตัวเราด้วยเหมือนกัน สองสามปีที่ผ่านมาก็พยายามที่จะรักษาสุขภาพตัวเอง”

มีแรงบันดาลใจอะไรที่กลายเป็นก้าวสำคัญของการเริ่มต้นเป็นเชฟ
ที่บ้านขายกับข้าว ตอนเช้าขับรถไปตลาดให้แม่ ซื้อกับข้าวกับแม่ นอนอยู่ในรถ เพราะตอนนั้นยังเด็กอยู่ต้องไปเรียนหนังสือ ไปโรงเรียนกลับมา แม่ทำข้าวแกงขายที่บ้านก็เอาข้าวแกงใส่รถขายรอบหมู่บ้าน หลังจากนั้นทุกคนก็ย้ายไปอยู่ต่างประเทศกันหมด เชฟก็ไปเรียนต่อที่ต่างประเทศเหมือนกันที่อังกฤษ ก็เลยจับพลัดจับผลูไปทำงานที่โรงแรม เค้าให้ทุนการศึกษาส่งเราไปเรียนทำอาหาร แต่ว่าตอนนั้นยังเด็กเกินไป อายุยังน้อย 16 ปี แล้วอยู่ที่นั้นได้ 2 ปี หลังจากนั้นก็ย้ายไปอยู่ที่ออสเตรเลียกับครอบครัว ที่บ้านมีร้านอาหารไทย ก็เลยเข้าไปอยู่ 6 เดือน หลังจากนั้นก็เลยกลับไปเรียนต่อ เพราะยังเรียนไม่จบ จึงได้ทำอาชีพนี้มาตลอด ถือเป็นอาชีพก็เรียกว่าทำตั้งแต่อายุ 16 ปีเลยละ”

มีช่วงที่หมดแรงบันดาลใจแล้วมีวิธีฮึดสู้บ้างไหมคะ
ถ้าเราท้อก็หยุด เหมือนกับการชาร์จแบตเตอรี่ มาดูซิว่าเกิดอะไรขึ้น อาจจะมีสิ่งผิดพลาด หรือทำงานเหนื่อยเยอะเกินไป เราก็ต้องหาเวลาให้กับตัวเราเองด้วย มันก็จะดีตรงที่ว่าได้ทบทวน ได้คิด แต่ส่วนใหญ่เราทำงานเหนื่อยกลับมาก็จะไม่ได้คิด งานเป็นรูทีน แต่สมมุติเราได้พักก็มาดูตัวเองว่าเราบกพร่องตรงไหน หรืองานหนักเกินไป ทำเยอะไม่ดี ทำเยอะไม่ได้ ดูชั่วโมงการทำงาน งานเราจะก้าวหน้าขึ้นไหม สรุปคือให้เวลาตัวเองคิด ทบทวน แ้ล้วพลังจะมา”

ปกติทำอาหารให้กับครอบครัวทานบ้างไหมคะ
ทำๆ นี่ครัวก็เพิ่งเสร็จ เพิ่งย้ายบ้านใหม่ จริงๆทุกวัน เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมากินข้าวที่บ้านสี่วัน แต่กินตอนดึกประมาณห้าทุ่ม ก็จะทำทานเองตลอดเลย”

สุดท้ายนี้มีอะไรอยากฝากถึงเชฟรุ่นใหม่บ้างไหมคะ
เชฟก็รู้เหมือนกันว่างานในครัวมันหนักมาก ก็คือว่าเราต้องสู้ สู้กับงานที่เราทำ มีโอกาสที่เราท้ออยู่แล้ว แต่ว่าท้อตรงนั้นเนี่ยมีโอกาสให้เราคิดทบทวนไตร่ตรอง เสร็จแล้วเราก็กลับมาสู้ใหม่ เพราะฉะนั้นเนี่ย ก็คืออย่าหยุด แล้วก็ทำให้สำเร็จ”

 

เรื่อง : PP_แพรวดอทคอม
ภาพ : Thongchai Sailabath 

keyboard_arrow_up