เสี่ยงทุกวันทุกเวลา! มลภาวะเป็นพิษ สาเหตุร้ายทำลายภูมิคุ้มกัน

มลภาวะเป็นพิษ
มลภาวะเป็นพิษ

สิ่งแวดล้อมรอบตัวเราทุกวันนี้เต็มไปด้วยสารพิษต่างๆ มากมาย ทั้งยาฆ่าแมลงที่ตกค้างในอาหาร สารระเหยจากสีทาบ้านและสารปนเปื้อนในน้ำดื่ม โดยที่ในแต่ละปี มีสารพิษเพิ่มมากขึ้นถึง 300,000 ชนิดเลยทีเดียวนะคะทุกคน วันนี้ แพรวดอทคอม จึงมีวิธีระวังจาก มลภาวะเป็นพิษ มาฝากจาก คุณหมอคณิน ไตรพิพิธสิริวัฒน์ แพทย์ด้านเวชศาสตร์ป้องกันและฟื้นฟูแห่งศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ รพ.บำรุงราษฎร์ ได้เล่าว่า

เสี่ยงทุกวันทุกเวลา! มลภาวะเป็นพิษ สาเหตุร้ายทำลายภูมิคุ้มกัน

ระดับสารพิษและประเภทของสารพิษที่ใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไปตอนนี้อยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง ผลิตภัณฑ์หลายอย่างที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ปนเปื้อนสารพิษที่ละลายน้ำมัน (lipophilic xenobiotic) ซึ่งทำให้สารพิษทั้งหลายสะสมอยู่ในเนื้อเยื่อร่างกายของเรา

ถึงแม้ว่าร่างกายเราจะสามารถกำจัดสารพิษได้เอง แต่ก็ไม่สามารถจะต่อสู้ได้กับปริมาณและความซับซ้อนของสารพิษในทุกวันนี้ได้ซะทีเดียว สารพิษเหล่านี้เป็นสารที่ละลายได้ในไขมัน ทำให้ตกค้างอยู่ในผิวของผักและผลไม้ที่เรารับประทานเข้าไป ซึ่งถือเป็นสิ่งที่น่ากลัวเพราะร่างกายเรากำลังถูกจู่โจมจากสารพิษรอบตัวอย่างมากมายที่สามารถมีผลต่อชีวภาพของเรา ตัวอย่างเช่น ยาฆ่าแมลง หรือโลหะหนักทั้งหลาย เป็นตัวการสำคัญที่ไปรบกวนระบบการทำงานของต่อมไร้ท่อ ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ และวิวัฒนาการของทารกทั้งในขณะตั้งครรภ์และหลังคลอด

และการที่ร่างกายต้องเผชิญกับสารพิษเป็นเวลานานและต่อเนื่องกันก็สามารถจะส่งผลเสียต่อร่างกายจนเกิดโรคร้ายได้ เช่น โรคมะเร็ง และยังก่อให้เกิดโรคต่างๆ อันเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ภูมิแพ้ ผื่นตามผิวหนัง หอบหืด และอาการอักเสบต่างๆ

ซึ่งการที่จะหลีกเลี่ยงสารพิษรอบตัวเราอย่างสิ้นเชิงนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่เราก็สามารถจะระวังและหลีกเลี่ยงได้อย่างมากที่สุด เช่น

  1. ล้างผักและผลไม้อย่างละเอียด พยายามซื้อผักและผลไม้ออร์แกนิค
  2. หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เขียนว่ามีส่วนผสมของน้ำหอม
  3. งดสูบบุหรี่
  4. ปลูกต้นไม้ในบ้านเพื่ออากาศบริสุทธิ์ 

หากกำลังกังวลเรื่องสารพิษตกค้างในร่างกาย แนะว่าให้ตรวจเลือดและปัสสาวะ เพื่อตรวจหาสารพิษตกค้างในร่างกาย โดยที่สารพิษตกค้างเหล่านี้ สามารถกำจัดออกไปได้โดยหลากหลายวิธี รวมถึงการขับสารพิษ โดยที่ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

วิตามินที่ช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

เราทุกคนต่างมีคนรอบข้างที่ชอบรับประทานวิตามินเสริม และมักจะชักชวนให้เราทานวิตามินเป็นอาหารเสริมด้วย โดยเชื่อว่าวิตามินจะช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายและทำให้ร่างกายเราแข็งแรงพร้อมสู้กับโรคภัยต่างๆ ตลอดเวลา

ในความเป็นจริงแล้ว ภูมิคุ้มกันของร่างกายเราถูกสร้างและสะสมมาเป็นเวลานาน การรับประทานวิตามินเป็นอาหารเสริมที่มากเกินไปในระยะเวลาสั้นไม่ได้ส่งเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย ในทางตรงกันข้าม เราควรทำความเข้าใจกันก่อนว่าการทานวิตามินเสริมนั้น เป็นแค่ตัวช่วยในการมีสุขภาพที่ดี ไม่ใช่จะนำมาทดแทนวิถีชีวิตประจำวันเพื่อสุขภาพที่ดีได้ คนที่มีอาการเจ็บป่วยตลอดเวลาเช่นเป็นหวัดง่าย ควรพบแพทย์มากกว่าการทานวิตามินเสริมจำนวนมาก

แต่ก็มีวิตามินเสริมบางอย่างที่สามารถช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ต่อสู้กับโรคต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

Glutamine เป็น non-essential amino acid ซึ่งช่วยรักษาสมดุลในผนังระบบทางเดินอาหารและส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันโดยทั่วไป Glutamine จะลดลง เมื่อเราออกกำลังทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอไปด้วย ฉะนั้นการทานเป็นวิตามินเสริมจะช่วยให้เรามีระดับคงที่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่ควรทานต่อเนื่องนานเกินไปในเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยมะเร็ง เพราะเซลล์มะเร็งสามารถนำ Glutamine ไปใช้เป็นพลังงานได้

วิตามินซี เป็นสารอาหารอีกตัวหนึ่งที่มีการวิจัยต่างๆ ออกมาสรุปแล้วว่ามีผลต่อการส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายและเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพอีกตัวหนึ่งเลยทีเดียว โดยวิตามินซีจะไปช่วยกระตุ้น neutrophils และ lymphocytes ให้ทำงาน ซึ่งทั้งสองตัวนี้จัดว่าเป็นกองหน้าในการต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมในร่างกายเลยทีเดียว

วิตามินเอ นอกจากจะช่วยให้ผนังของเซลล์ในร่างกายมีสุขภาพที่ดีแล้ว ยังช่วยต่อสู้กับการติดเชื้อในร่างกายอีกด้วย โดยที่มีงานวิจัยค้นพบว่าถ้าร่างกายขาดวิตามินเอทำให้ติดเชื้อผ่านทางระบบทางเดินหายใจได้ง่าย ยิ่งไปกว่านั้นหากเราอยู่ในที่ๆ อากาศแห้งเช่น ห้องแอร์ ก็จะทำให้แบคทีเรีย หรือไวรัสเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

สังกะสี มีหน้าที่สำคัญต่อระบบต่างๆ ในร่างกายถึง 300 อย่างทีเดียวรวมถึงระบบภูมิคุ้มกันด้วย โดยที่สังกะสีเปรียบเสมือนน้ำมันขับเคลื่อนตัวสำคัญในต่อมไธมัส ที่เป็นตัวผลิต T-lymphocyte ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการผลิตเม็ดเลือดขาวไว้ต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมในร่างกายเราต่อไป

นอกเหนือจากวิตามินเสริมที่กล่าวไว้เบื้องต้นแล้ว น้ำผึ้ง ขิง และพริก ก็เป็นอาหารที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ที่ช่วยต่อสู้กับโรคหวัดต่างๆ ได้อีกด้วย โดยที่น้ำผึ้งเป็นสารต่อสู้กับแบคทีเรียตามธรรมชาติ ขิงและพริกช่วยให้ระบบหมุนเวียนโลหิตทำงานได้ดี

นอกจากสารอาหารที่สำคัญแล้วการดื่มน้ำก็เป็นปัจจัยสำคัญต่อการมีสุขภาพที่ดีอีกด้วย โดยที่ความชุ่มชื้นช่วยให้เซลล์มีสุขภาพที่ดีและทำงานเป็นปกติในการต่อสู้กับแบคทีเรียและไวรัส โดยเฉพาะนักกีฬาและคนทำงานในออฟฟิศที่มักจะประสบกับภาวะร่างกายขาดน้ำเป็นประจำ

ออกกำลังเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย

ประโยชน์ของการออกกำลังกายนั้นเป็นที่รู้กันอยู่กว้างขวาง เช่น คนที่ออกกำลังกายนั้นจะมีระบบหัวใจและหลอดเลือดที่แข็งแรง กล้ามเนื้อและกระดูกที่แข็งแรง และระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง แต่การออกกำลังกายก็ควรทำอย่างพอเหมาะพอดี ไม่มากหรือไม่น้อยเกินไป การออกกำลังกายที่มากเกินไปจะทำให้ร่างกายเหนื่อยล้า มีอาการบาดเจ็บและเสี่ยงต่อการเป็นหวัดได้ง่าย

การออกกำลังกายถือเป็นส่วนหนึ่งของสุขภาพที่ดี ซึ่งเพื่อการส่งเสริมภูมิคุ้มกันในร่างกาย ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่ไปกับการพักผ่อนที่เพียงพอ และการทานอาหารให้ได้สารอาหารครบตามที่ร่างกายเราต้องการ “สูตรสำเร็จของการส่งเสริมภูมิคุ้มกันในร่างกายนั้นไม่ยาก แต่ต้องมีวินัยในตัวเอง”

นักวิจัยได้ให้ความเห็นว่า การออกกำลังกายนั้นถือเป็นดาบสองคม เมื่อกล่าวถึงระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยที่การออกกำลังกายที่ถูกวิธีครอบคลุมถึงการปรับเปลี่ยนความรุนแรงและระยะเวลาในการออกกำลังกายนั้นๆ จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของระบบทางเดินหายในและลดการติดเชื้อหวัดต่างๆ แต่ถ้าหากออกหนักเกินไปหรือออกเพียงประเภทเดียว จะมีผลให้ร่างกายอ่อนแอและติดเชื้อได้ง่ายขึ้น ซึ่งการออกกำลังกายเพียงประเภทเดียวตลอดไปก็เหมือนกับการทานแครอทอย่างเดียว ถึงแม้ว่าแครอทจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่การทานแครอทอย่างเดียวนั้นก็ทำให้ร่างกายเราได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอ ร่างกายต้องการสมดุลในทุกๆ อย่าง

นักวิจัยได้พบว่า การออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว เช่น วิ่งมาราธอน ไตรกีฬา มีผลเสียต่อร่างกายมากกว่าการออกกำลังกายโดยการหายใจลึกๆ เช่น โยคะ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเราไม่แตกต่างกับกล้ามเนื้อเท่าไหร่ ต้องการพักผ่อน น้ำ และสารอาหาร เพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ถึงแม้ว่าการวิจัยจะยังไม่ได้ข้อสรุปที่แน่ชัดในเรื่องนี้ แต่การออกกำลังกายหนักๆ จะส่งผลให้เกิดการอักเสบของเซลล์และทำให้การต่อสู้ต่อสิ่งแปลกปลอมในร่างกายเป็นไปอย่างไม่ดีเท่าที่ควร ยิ่งออกหนักๆ นานแค่ไหน ร่างกายยิ่งต้องใช้เวลาในการปรับกลับสู่สมดุลนานแค่นั้น

โดยทั่วไปในทางการแพทย์จะยึดหลัก 30 นาทีของการออกกำลังกายปานกลาง จะช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และลดระยะเวลาการปรับกลับสู่สมดุลของร่างกาย สำหรับคนที่กำลังป่วยเป็นโรคหวัดคัดจมูกเล็กน้อย ควรออกกำลังกายเบาๆ แต่สำหรับคนที่รู้สึกไม่ค่อยดีเหมือนตัวเองกำลังจะป่วย ควรงดการออกกำลังกายจนกว่าจะหาย

คุณหมอคณินยังแนะนำอีกว่า สำหรับคนที่ต้องการศึกษาถึงกระบวนการป้องกันและฟื้นฟูสมรรถภาพของร่างกายควรปรึกษาแพทย์ เพื่อวางแผนไลฟ์สไตล์ และปรับสมดุลส่วนบุคคลให้ได้ผลในระยะยาว


ภาพ : Pexels

keyboard_arrow_up