อยู่รอบตัวเราเยอะมาก.. ภาวะสารพิษ ในร่างกาย ภัยร้ายที่ทุกคนควรทำความเข้าใจ!!

ภาวะสารพิษ
ภาวะสารพิษ

ทุกวันนี้เราต้องเจอกับสารพิษและมลภาวะมากมายตลอดเวลา เช่นจาก ยาฆ่าแมลง อาหารขาดคุณภาพที่ดี และแม้กระทั่งน้ำหรืออากาศ โดยที่ทุกวันนี้ผลิตภัณฑ์ที่เราใช้กันอยู่เป็นประจำมีสารพิษมากถึง 8 หมื่นชนิด นอกจากนั้นแล้วร่างกายยังผลิตสารพิษอันเป็นผลของปฏิกิริยาต่างๆ ในร่ายกายเรา หรือที่เรียกว่าอนุมูลอิสระอีกด้วย โดย ภาวะสารพิษ ในร่างกายจะมีความรุนแรงมากขึ้นก็เมื่อร่างกายต้องเจอกับปัญหาอื่นๆ เช่น ปัญหาจากระบบทางเดินอาหาร หรือทางเดินหายใจทำงานไม่ปกติ ความเครียด หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ โดยในทางการแพทย์นั้นได้ให้คำนิยามของ ภาวะสารพิษในร่างกาย ว่าเป็นภาวะเมื่อร่างกายต้องประสบกับสะสารที่เป็นพิษเป็นภัยแก่ร่างกาย โดยที่ผลกระทบจะขึ้นอยู่กับว่าได้รับไปปริมาณมากน้อยแค่ไหนและนานติดต่อกันแค่ไหน อาการที่เกิดขึ้นเป็นไปได้กว้างตั้งแต่อาการปวดหัวโดยไม่มีสาเหตุ คลื่นไส้อาเจียน และสามารถจะเป็นอาการที่หนักหนาสาหัสจนถึงแก่ชีวิตได้เช่นกัน ดร.นาวิน จิตเทศ แพทย์ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ ในเครือโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ได้ให้ความรู้เรื่องภาวะสารพิษในร่างกายไว้ดังนี้

อยู่รอบตัวเราเยอะมาก.. ภาวะสารพิษ ในร่างกาย ภัยร้ายที่ทุกคนควรทำความเข้าใจ!!

โดยทั่วไปแล้วภาวะสารพิษในร่างกายแบ่งเป็น 3 ประเภทจากระยะเวลาที่ได้รับสารพิษเข้าไปและ ระยะเวลาที่ร่างกายจะเกิดอาการ คือ acute toxicity, sub-chronic toxicity and chronic toxicity

Acute toxicity นั้นใช้กล่าวถึงภาวะที่ร่างกายได้รับสารพิษในระยะสั้น ในทางกลับกัน chronic toxicity ใช้กล่าวถึงภาวะที่ร่างกายได้รับสารพิษเป็นเวลานานติดต่อกันหรือหลายครั้ง โดยที่มีผลกระทบกับร่างกายในระยะยาวตลอดชีวิต ในขณะที่ sub-chronic toxicity ใช้กล่าวถึงภาวะที่ร่างกายได้รับสารพิษเป็นเวลามากกว่าหนึ่งปี และมีผลกระทบต่อร่างกายไม่ตลอดชีวิต

โดยส่วนใหญ่แล้วผลกระทบจากสารพิษนั้นไม่ถาวรและรักษาได้ แต่จะใช้เวลานาน อย่างไรก็ตาม มีสารพิษบางประเภทที่เมื่อได้รับแล้วมีผลกระทบต่อร่างกายอย่างถาวร และผลกระทบของสารพิษต่อร่างกายนั้นสามารถเกิดขึ้นในอวัยวะหรือระบบร่างกายเดียว หรือหลายอย่างรวมกันก็ได้

ภาวะสารพิษในร่างกายไม่มีอาการบ่งชี้ได้อย่างแน่นอน โดยทั่วไปแล้วผู้ป่วยที่มีอาการเช่น ปวดหัวตลอดเวลาหาสาเหตุไม่ได้ ภูมิแพ้ผื่นขึ้นตามผิวหนัง แพ้อาหาร จะไม่ตระหนักว่าอาการเหล่านั้นอาจจะเกิดจากภาวะสารพิษในร่างกายและจะทำการปรึกษาแพทย์และรักษาตามอาการ โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงระดับสารพิษในร่างกายที่สามารถจะก่อให้เกิดอาการป่วยนั้นๆ ได้ จึงไม่สามารถจะรักษาอาการดังกล่าวให้หายขาดได้

Shanghai city in the fog, China.

ตัวอย่างของอาการป่วยที่สามารถเกิดจากภาวะสารพิษในร่างกายได้ มีดังนี้

  1. ปัญหาทางผิวหนัง เช่น สิว หรือผื่นขึ้นตลอดเวลา
  2. มีกลิ่นตัวแปลกและมากกว่าปกติ
  3. ขาดพลังงานในการทำกิจกรรมปกติทั่วไป
  4. ปวดและอักเสบตามร่างกาย
  5. ขาดสมาธิ หมดอารมณ์ในกิจกรรมทางเพศ หรือภาวะร่างกายเหนื่อยล้า
  6. ปวดหัว คลื่นไส้อาเจียนอย่างไม่มีสาเหตุ
  7. ภูมิแพ้และอาการแพ้อาหาร

การรักษาภาวะสารพิษในร่างกายทำได้โดยการตรวจหาสารพิษในร่างกายมีมากกว่าปกติและตรวจเช็คสภาพร่างกายว่ามีความสามารถที่จะกำจัดสารพิษนั้นๆ ได้มากแค่ไหน ภาวะสารพิษในร่างกายไม่มีอาการบ่งชี้ที่แน่นอนและไม่มียารักษาโดยตรง การบำบัดทำได้โดยกระบวนการกำจัดสารพิษต่างๆ และการสร้างสมดุลเฉพาะบุคคลเพื่อช่วยให้ร่างกายกำจัดสารพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพที่มากขึ้น

ตับ พระเอกในการต่อสู้กับสารพิษในร่างกาย

ตับเป็นอวัยวะภายในที่ใหญ่ที่สุดและอยู่ในบริเวณด้านบนขวาของช่องท้อง ตับมีหน้าที่ต่างๆ มากมายที่มีความจำเป็นของการมีชีวิตอยู่ต่อไปของคนเรา เช่น ผลิตโปรตีนต่างๆ และจัดเก็บสารอาหารและวิตามินเช่น วิตามิน เอ ดี เค บี12 กรดโฟลิก และธาติเหล็ก นอกจากนั้นแล้วตับยังมีหน้าที่ผลิตคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ และน้ำดี รวมทั้งควบคุมปริมาณองค์ประกอบของเลือดและสารอาหารที่ผ่านเข้าสู่กระแสเลือดอีกด้วย

ตับเป็นพระเอกในกระบวนการกำจัดสารพิษในร่างกาย รวมไปถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาที่เรารับประทานเข้าไปด้วย โดยที่สารต่างๆ จะเจือปนมาในกระแสเลือดที่ส่งไปที่ตับและน้ำย่อยในตับจะทำการสลาย หรือเปลี่ยนแปลงโมเลกุลของการปนเปื้อนต่างๆ ทำให้เป็นพิษเป็นภัยต่อร่างกายน้อยลง โดยที่สารพิษเหล่านี้จะถูกส่งต่อไปกำจัดออกที่ไตหรือส่วนอื่นๆ ของร่างกายในรูปแบบของ อุจจาระ ปัสสาวะ และเหงื่อนั่นเอง

คุณหมอนาวินแนะนำว่า ควรตรวจสุขภาพการทำงานของตับอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง โดยที่เป็นการตรวจที่ละเอียดมากกว่าค่าการทำงานของตับ ซึ่งบอกได้แค่ว่าตับเราเสียไปแค่ไหนแล้ว นอกจากนี้ด้านเวชศาสตร์การชะลอวัยเพื่อชีวิตที่ยั่งยืน ยังสามารถปรับสมดุลตามบุคคลที่จะช่วยให้ตับทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในการกำจัดสารพิษออกจากร่างกายอีกด้วย

สารพิษ ร้ายแรงในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า

ทุกวันนี้ผลิตภัณฑ์ที่เราใช้กันอยู่เป็นประจำมีสารพิษมากถึง 8 หมื่นชนิด และเราต้องเจอกับสารพิษและมลภาวะมากมายตลอดเวลา เช่นจาก ยาฆ่าแมลง อาหารที่ขาดคุณภาพที่ดี และแม้กระทั่งน้ำหรืออากาศ เด็กและทารกจะมีความเสี่ยงต่อผลกระทบจากสารพิษอย่างมากเป็นพิเศษหากไม่ระวัง เพราะร่ายกายยังมีขนาดเล็ก และอวัยวะต่างๆ ยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่ ทำให้ระบบกำจัดสารพิษออกจากร่างกายยังทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ

สารพิษต่างๆ มีโทษต่อร่างกายมากมายและยังสามารถก่อให้เกิดโรคร้ายแรงได้ โดยเฉพาะในส่วนของการพัฒนาสมองของเด็กและทารก มีการวิจัยออกมามากมายที่สรุปไว้ว่า เด็กและทารกที่ต้องเจอกับสารพิษเป็นปริมาณมากส่งผลให้มีสมาธิสั้น พัฒนาช้า และส่งผลให้ผลการเรียนไม่ดี รวมถึงความเสี่ยงที่จะเป็นโรคความผิดปกติของการสื่อสารและอารมณ์ (autism) อีกด้วย

ตัวอย่างสารพิษที่เราใช้อยู่เป็นประจำในชีวิตประจำวันที่ไม่ได้ให้ความสำคัญมากนักคือ BPA ซึ่งเป็นสารที่พบได้มากในภาชนะพลาสติกทั่วไป และ phthalate ที่พบได้ในเครื่องสำอางและของเล่นเด็ก โดยที่ BPA จะไปรบกวนระบบต่อมไร้ท่อ และส่งผลกระทบต่อการพัฒนาของระบบประสาท ในขณะที่ phthalate ส่งผลให้สมาธิสั้น ทำให้ไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลทั่วไปในระดับที่ปกติได้

สารพิษสามารถส่งผลต่อสมองอย่างถาาวรในเด็กและทารก ถึงแม้ว่าจะได้รับในปริมาณที่ไม่มากและอาจจะไม่มีผลกระทบร้ายแรงใดๆ ในผู้ใหญ่เลยก็ตาม

อาการต่อไปนี้สามารถบ่งชี้ได้ว่า เด็กๆกำลังประสบอยู่กับภาวะสารพิษในร่างกายอยู่ เช่น เวียนหัว คลื่นไส้ เป็นผื่นตามผิวหนัง เหงื่อออกตลอดเวลา ปวดหัวไม่ทราบสาเหตุ หายใจติดขัด และปวดเมื่อยตามตัว ผู้ปกครองควรพาไปพบแพทย์ทันที

ภาวะสารพิษในร่างกายกับการตั้งครรภ์

ภาวะสารพิษในระบบสืบพันธุ์ ใช้อ้างอิงถึงผลกระทบร้ายจากสารเคมีต่อระบบการสืบพันธุ์และสมรรถภาพทางเพศทั้งต่อผู้หญิงและผู้ชาย โดยครอบคลุมถึงการเปลี่ยนแปลงทั้งในเชิงโครงสร้างและการทำงานของระบบสืบพันธุ์หรือระบบอื่นๆ ในร่างกายที่เกี่ยวเนื่องกับระบบสืบพันธุ์ และการเริ่มต้นของภาวะสารพิษในร่างกายของทารกในครรภ์อีกด้วย

การค้นคว้าและวิจัยส่วนใหญ่จะเพ่งความสนใจไปที่ความเสี่ยงต่อการสัมผัสสารเคมีอันเกิดจากวิชาชีพและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ด้วย  สารเคมีที่ใช้กันในหมู่แพร่หลายและคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้ตัวคือ BPA หรือ Bisphenol A ที่ใช้ในการผลิตพลาสติกต่างๆ นั่นเอง โดยที่ BPA นี้เป็นสารที่ไปขัดขวางการทำงานของต่อมไร้ท่อ ซึ่งมีผลกระทบร้ายแรงต่อระบบการสืบพันธุ์อย่างมากมาย การที่ร่างกายต้องรับสาร BPA มากๆ นั้นอาจจะส่งผลให้เกิดมะเร็งมดลูกในผู้หญิง ลดคุณภาพของสเปิร์มและสมรรถภาพทางเพศถดถอยลงในผู้ชายได้

สารเคมีต่างๆ ที่เราสะสมไว้ หรือว่าได้รับในขณะตั้งครรภ์ยังมีผลต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์อีกด้วย เมื่อไม่นานมานี้ได้มีผลการวิจัยออกมาว่าสายสะดือของเด็กแรกคลอด มีสารพิษสะสมอยู่มากกว่า 200 ชนิดเลยทีเดียว โดยที่สารพิษเหล่านี้มีผลร้ายแรงต่อพัฒนาการต่อเด็กแรกเกิดและเด็กเล็กเป็นอย่างมาก

ตัวอย่างของสารเคมีที่เชื่อว่ามีผลกระทบร้ายแรงต่อการพัฒนาระบบประสาทในเด็ก มีดังนี้

–      Chlorpyrifos และ DDT (หมู่ยาฆ่าแมลงถึงแม้ว่ายาฆ่าแมลงจะถูกห้ามใช้ในหลายๆ ประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ก็ยังพบสารตกค้างในดินหรือน้ำจนถึงทุกวันนี้ DDT ก่อให้เกิดการพัฒนาสมองที่ไม่ปกติและยังเกี่ยวโยงถึงอัลไซม์เมอร์อีกด้วย

–      ตะกั่ว ส่งผลให้การพัฒนาระบบประสาทด้อยลงไปมาก รวมถึงส่งผลให้เด็กมีไอคิวต่ำอย่างถาวรอีกด้วย

–      ปรอท องค์กรอนามัยโลกได้กล่าวไว้ว่า ปรอทมีผลต่อพัฒนาการของระบบประสาทในทารกและเกิดจากการที่แม่รับประทานปลาที่มีปรอทเป็นสารเจือปน

–      Polychlorinated biphenyls (PCBs) พบได้มากในปลาและสามารถผ่านไปยังเด็กแรกเกิดได้ผ่านทางน้ำนมแม่ มีความเกี่ยวโยงกับระบบความจำของเด็ก

เพื่อความเป็นอยู่และพัฒนาการที่ดีของเด็ก คุณหมอนาวินแนะว่า ผู้หญิงที่วางแผนว่ากำลังจะมีบุตร ควรตรวจหาและกำจัดสารพิษ รวมทั้งรับคำปรึกษาในเรื่องของการปรับสมดุลส่วนบุคคลและการหลีกเลี่ยงสารพิษต่างๆ อย่างน้อย 3 เดือนก่อนการตั้งครรภ์

keyboard_arrow_up