Great Grand Wonder Canyon หนึ่งใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของโลก สถานที่ในฝันของนักเดินทาง

หากจะเอ่ยถึงความยิ่งใหญ่ทางธรรมชาติของโลก แกรนด์แคนยอนจะเป็น อันดับแรกในใจฉันเสมอ อีกหนึ่งสิ่งมหัศจรรย์ที่ทำให้ฉันรู้สึกถึงพลังบางอย่าง ที่มองไม่เห็น มนุษย์นี่หนอช่างกระจิริดยิ่งนัก เมื่อเทียบกับธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ จนน่าตกตะลึง ความมหัศจรรย์อันเป็นที่สุดของอเมริกาอยู่ที่แกรนด์แคนยอน และ ต่างตกลงกันแต่งตั้งให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของโลก ติดอันดับ สุดยอดของหลายสำนักที่ยกให้เป็นสถานที่ที่ต้องไปเยือนก่อนตาย

ฉันลองสแกนแผนที่ดูแล้ว ตกลงใจเช่ารถขับจากลอสแอนเจลิส ไปตั้งหลักที่ลาสเวกัส เลาะเลี้ยวไปเรื่อย ๆ ตามประสานักเดินทางผู้มีเวลา เหลือเฟือ ระยะทาง 300 กิโลเมตรกว่า ๆ น่าจะใช้เวลา 5 – 6 ชั่วโมง เป็นอย่างน้อย กว่าจะถึงลาสเวกัสก็ตกบ่ายค่อนเย็น แต่ถ้าใครใจร้อน ไม่อยากเสียเวลา ก็ใช้วิธีบินข้ามทะเลทรายไปนครแห่งแสงสี ใช้เวลาแค่ ไม่ถึงชั่วโมง ลาสเวกัส นครแห่งการแสวงโชคก็อยู่ในกำมือ

แสงสีแห่งราตรีที่ลาสเวกัส

แสงสีแห่งราตรีที่ Las Vegas
เป็นเพราะลาสเวกัสเป็นมุมตั้งต้นที่ดีที่สุด ฉันจึงขอใช้เวลาหนึ่งคืน เพื่อสำรวจลาสเวกัสอย่างเป็นทางการ แค่โรงแรม 3 ดาวแถวขอบ ๆ สตริป (Strip) กาสิโนยังใหญ่โตมโหฬาร แล้วถ้าเป็นพวกโรงแรมไฮเอนด์ใจกลาง สตริป กาสิโนจะขนาดไหนกัน!

กาสิโนในลาสเวกัสครึกครื้นเสมอ

พอเย็นย่ำก็ได้เวลาออกไปเดินสำรวจลาสเวกัส ไฟดวงแรกของทั้งถนน ฟรีมองต์ (Fremont Street) และย่านสตริปเปิดเมื่อใกล้เวลาที่แสงอาทิตย์ สั่งลาท้องฟ้า แค่ก้าวเท้าออกจากประตูโรงแรมไปก็พบว่าลาสเวกัสในชั่วโมงนี้ ค่อย ๆ เปล่งประกายออกมา ทั้งแสง สี และเสียง เหมือนกับว่าลาสเวกัส พร้อมจะลุกขึ้นมาอวดโฉมเย้ายวนให้แขกเหรื่อได้ชื่นชมกัน หล่อนน่า จะเป็นสาวรักปาร์ตี้ที่นอนเช้าตื่นบ่าย ตาเป็นประกายเมื่อค่ำคืนมาเยือน

กาสิโนมโหฬารในโรงแรมไฮเอนด์ใจกลางสตริป

เราเลือกอาหารมื้อค่ำเป็นบุฟเฟต์ในโรงแรมใหญ่ย่านสตริป ก่อนจะ สะบัดแข้งสะบัดขาออกท่องราตรี ลาสเวกัสยามนี้ฉูดฉาด เขย่าหัวใจ ให้ตื่นเต้นไปตามจังหวะที่กระหึ่มและแสงนีออนที่ระยิบระยับทั่วทั้ง ย่านสตริป
การย่ำราตรีที่มีแสงสีปลุกให้ชีวิตคึกคักโดยไร้แสงจันทร์และแสงดาว ไม่เหมาะกับฉันนัก ไม่ใช่ไม่ชอบลาสเวกัส แต่เมืองอึกทึกแบบนี้อยู่เที่ยว ได้ชั่วครู่ชั่วยาม อยู่นานแล้วหายใจหายคอไม่ค่อยออก…

ล่อ หรือ Mule ที่พานักท่องเที่ยว ลงเขาและขึ้นเขาอย่างผู้ชำนาญทาง

แกรนด์แคนยอน อภิมหาภูผา
เราออกเดินทางจากลาสเวกัสตั้งแต่เช้า ตลอดเวลา 3 ชั่วโมงที่นั่งมา ในรถนั้น วิวสองข้างทางโล่ง ถนนตรงแน่วตะลุยผ่าไปในผืนทะเลทราย สีน้ำตาล ไม่มีอะไรให้เห็นนอกจากทะเลทรายล้วน ๆ แม้จะไม่ได้สวยจับใจ แต่ก็รู้สึกได้ว่ามันคือความเป็นไปของธรรมชาติ มองไปสุดสายตาแทบ ไม่มีบ้านเรือน ราวกับมีแค่เราเท่านั้นที่สุดปลายขอบโลกนี้ แดดยามเช้า ที่ทอดทาบลงมาไล่สีน้ำตาลเข้มอ่อนตามแต่เงาจะบังเกิด ฟ้าที่กว้างยิ่งทำให้ เห็นสีไล่กันแทบจะครบทุกเฉด แค่วิวระหว่างทางก็สวยเกินคาด

แกรนด์แคนยอนคือเสน่ห์ของผาหิน หุบเขาที่ตั้งตระหง่านดู น่าเกรงขาม ทางน้ำที่เชี่ยวกรากกัดเซาะภูเขาหินนานนับพันปีให้กลายเป็น แกรนด์แคนยอนที่ยิ่งใหญ่ในวันนี้ ถ้าจะพูดกันเป็นภาษาภูมิศาสตร์ ดินแดนมหัศจรรย์แห่งนี้เกิดจากการยกตัวของแผ่นดินจากท้องทะเล และ ถูกกัดเซาะจากแม่น้ำโคโลราโดที่ไหลไปลงทะเลสาบมี้ด
แต่เดิมแม่น้ำโคโลราโดแห่งนี้เป็นเพียงลำธารเล็ก ๆ ที่ไหลเรื่อย คดเคี้ยว แต่เมื่อเปลือกโลกเปลี่ยนแปลง ดินแดนแห่งนี้ก็ขยับขยายเป็น อภิมหาภูผาอันกว้างใหญ่ สายน้ำเรื่อยเอื่อยก็ทวีความรุนแรง ตามทางที่ น้ำเชี่ยวกรากพัดผ่านก็จะหอบเอาทรายและตะกอนกัดกร่อนชั้นหิน ที่กีดขวางทีละน้อย ๆ ด้วยความอดทนที่ยาวนาน ดิน ฟ้า อากาศ

ความร้อน ความเย็น ต่างรู้เห็นเป็นใจให้ร่องหินถูกกัดเซาะกว้างและ ลึกลงเรื่อย ๆ จนกลายเป็นหุบเหวลึก แต่ละชั้นหินมีสีสันเฉพาะตัว ส้ม แดง เหลือง แซมด้วยดำและน้ำตาล กลายเป็นลวดลายงามน่าอัศจรรย์ และบางร่องรอยก็บอกเราว่านานแสนนานมาแล้วที่แห่งนี้เคยจมอยู่ใต้ทะเล มาก่อน…

ทางเดินลัดเลาะลงสู่ เบื้องล่างของหุบผา

เจ้าถิ่นแห่งแกรนด์แคนยอน 

ดินแดนเร้นลับกลางทะเลทรายแห่งนี้ ดั้งเดิมนั้นมีเจ้าถิ่นเป็น ชาวอินเดียนแดง ก่อร่างสร้างตัวตนถิ่นฐานอยู่ในหุบเขาแห่งนี้ ประจักษ์ พยานบ้านช่องที่แฝงตัวอยู่ในหุบเขา ลวดลายสลักเสลา ชื่อและภาพตาม ผนังผาหินแห่งนี้ยังปรากฏเป็นเครื่องพิสูจน์

ถ้าจะถามว่า…ถ้าอย่างนั้นใครเป็นผู้รุกราน…ไม่ใช่สิ! ใครกันเป็น ผู้ไขปริศนาดินแดนเร้นลับแห่งนี้

ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ยุคที่ชาวอเมริกันทั้งหลายหลั่งไหลออก ค้นหาแผ่นดินใหม่เพื่อจับจองเป็นเจ้าของ แต่กลับพบอุปสรรคในการ เดินทางข้ามดินแดนที่แห้งแล้งและเร้นลับแห่งนี้ จนกระทั่งพันตรีจอห์น เวสลีย์ พาวเวลล์ โดยการสนับสนุนจากรัฐบาล พร้อมเพื่อนร่วมบุกเบิก อีก 9 คน ก็ไขปริศนาแห่งแกรนด์แคนยอนได้สำเร็จ

พันตรีพาวเวลล์เข้าสู่แกรนด์แคนยอนด้วยการล่องสำรวจแม่น้ำ โคโลราโดที่เต็มไปด้วยอันตรายจากสายน้ำที่เชี่ยวกราก พร้อมที่จะผลัก มนุษย์ตัวเล็ก ๆ ให้ปะทะเข้ากับกำแพงหิน หรือชนเข้ากับแก่งหินนับร้อย ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนน้ำ แต่สุดท้ายพวกเขาก็ผ่านการทดสอบโดยเส้นทาง ที่หฤโหด เดินทางเข้าถึงใจกลางแกรนด์แคนยอนได้อย่างเหนือความ คาดหมาย

หุบผาสวยงามสงบนิ่งยามพระอาทิตย์กำลังจะลาลับ

พลังมหัศจรรย์…เสน่ห์ลึกลับแห่งภูผา

อุทยานแห่งชาติแกรนด์แคนยอนมีผู้เยี่ยมชมแต่ละปีราว 5 ล้านคน หุบเหวกว้างใหญ่แห่งนี้แบ่งออกเป็นฝั่งเหนือ (North Rim) และฝั่งใต้ (South Rim) มีหุบเขารูปตัววีคั่นอยู่ตรงกลาง ทางฝั่งใต้ เปิดรับนักท่องเที่ยวได้ตลอดปี เดินทางสะดวกจากลาสเวกัส ผู้คนจึง อุ่นหนาฝาคั่ง หากใครใคร่ชมวิวแบบ “Walk the Path of Eagle” ตามโฆษณา ให้ตีตั๋วเดินบนสะพานกระจกใสสกายวอล์ครูปร่างคล้ายเกือกม้า สัมผัสความเสียวจับขั้วหัวใจ

ส่วนฝั่งเหนืออยู่สูงกว่าฝั่งใต้มาก สูงประมาณ 2,500 เมตรเหนือระดับ ทะเล เมื่อถึงฤดูหนาวหิมะจะตกหนัก จึงเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าได้เฉพาะ ช่วงฤดูร้อน ช่วงที่เหมาะคือเดือนพฤษภาคมไปจนถึงตุลาคม

ใครที่หลงใหลการพักค้างคืนชมดาวท่ามกลางหุบเขาโอบล้อม ฉันขอ แนะนำให้เดินเท้าลัดเลาะลงสู่เบื้องล่างของหุบผาและตามตลิ่งของแม่น้ำ โคโลราโดไประยะทางประมาณ 16 กิโลเมตร หรือหากเดินไม่ไหวก็มีล่อ (Mule) ให้ขี่ทั้งลงและขึ้นเขาอย่างผู้ชำนาญทาง พักค้างคืนในเต็นท์สักคืน นอนนับดาวที่พราวเต็มฟ้า…น่าจะเป็นคืนแห่งความสุขราวกับเป็นเจ้าแห่ง ทะเลทราย

ฉันเลือกฝั่งเหนือเป็นจุดหมาย โชคดีที่เมื่อเราไปถึงนั้นเกือบไม่มี คนเลย จึงเหมือนหุบเหวแห่งนี้เป็นของเราเท่านั้น ไต่ขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงพอยต์ อิมพีเรียล (Point Imperial) ถือเป็นจุดชมวิวที่สูงที่สุด แล้วเลือกนั่งหันหน้า ออกสู่ฟ้าเบื้องหน้า ทะเลทรายหลากสี (Painted Desert) กว้างไกล แต่ละ องศาช่างกว้างใหญ่จนน่าใจหาย รู้สึกได้ทันทีว่าตัวเราช่างเล็กนิดเดียว

จุดชมวิวโทโรวีป (Toroweap Overlook) และนอร์ธ ไคแบ็บ เทรล (North Kaibab Trail) ก็เรียกแขกได้ไม่แพ้กัน ทางเดินแคบ ๆ ผ่านไปตาม ขอบเหวลึกชวนระทึก
ทุกเหลี่ยมมุมเว้า ๆ แหว่ง ๆ ที่โอบล้อมให้ลึกเข้าไปเป็นชั้น ทำให้บังเกิด ขึ้นเป็นแกรนด์แคนยอนที่สูงราวกับจะกั้นโลกทั้งโลกไว้ภายนอก เป็นวิว ธรรมชาติที่สวยขาดใจ ไม่เหมือนที่ใดในแบบเฉพาะตัวจริง ๆ

พระอาทิตย์กำลังจะตก ภาพสายน้ำละเรื่อยไปจนถึงหุบผาตระหง่าน ทะมึนสวยงามสงบนิ่ง ไม่เห็นสิ่งมีชีวิตอื่นใดนอกจากเรา ฉันรู้สึกอบอุ่นและ มั่นคงในอ้อมกอดแห่งภูผาอันยิ่งใหญ่ ฉันเลือกมุมดีเพื่อรอพระอาทิตย์ที่ค่อย ๆ คล้อยต่ำลง แสงที่ทาบพื้นดินเปลี่ยนจากสีน้ำตาลเป็นแดงส้ม ทอดเป็นเงา ไปตามพื้นผาขรุขระ จนกระทั่งพระอาทิตย์ดวงโตนั้นลับเส้นขอบเขาไกลหายลับ งดงามและยิ่งใหญ่สมดังฉายา

แกรนด์แคนยอน ดินแดนมหัศจรรย์แห่งธรรมชาติจริง ๆ

ภาพและเรื่อง : นิตยสารแพรวปักษ์ 917

keyboard_arrow_up