ROMANTIC DANUBE

ขอชวนเที่ยวตามสายน้ำกันค่ะ เป็นแม่น้ำดานูบ ซึ่งเป็นแม่น้ำสายยาวอันดับสองของยุโรป ไหลผ่านประเทศอันงดงามถึง 10 ประเทศ ตั้งแต่บริเวณป่าดำไปจนจรดทะเลดำ อันเป็นจุดสิ้นสุดของสายน้ำ โดยในการชวนเที่ยวตามสายน้ำครั้งนี้ ดิฉันเลือกพาคุณผู้อ่านไปแวะเที่ยวเมืองสวยๆ รายทางกันค่ะ

Start @ Vienna

เริ่มต้นกันที่กรุงเวียนนา เมืองหลวงของประเทศออสเตรียที่มีประวัติอันยาวนาน เคยเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิออสโตร – ฮังกาเรียน สถานที่แรกที่น่าชมคือ ริมแม่น้ำดานูบ ซึ่งมีโบสถ์ใหญ่สะดุดตาด้วยรูปทรงคล้ายปราสาทและหลังคายอดแหลมสีแดง ชื่อว่าโบสถ์เซนต์ฟรานซิสแห่งอะซีซี่ (St. Francis of Assisi Church) เป็นโบสถ์คาทอลิกในสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์ สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองการเสด็จขึ้นครองราชย์ครบ 50 ปีของจักรพรรดิฟรานซ์โจเซฟที่ 1 แห่งออสเตรีย จากโบสถ์แห่งนี้แวะเข้าไปเที่ยวชมใจกลางกรุงเวียนนาหน่อยค่ะ

ระหว่างทางเห็นชิงช้าสวรรค์อันใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ภายในสวนสนุกที่ใหญ่ที่สุดของกรุงเวียนนา มีความสูงถึง 212 ฟุตหรือ 65 เมตร สร้างมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1827 ในสมัยจักรพรรดิฟรานซ์โจเซฟที่ 1 เช่นกัน แล้วก็มาถึงที่ที่ดิฉันตั้งใจพามาชมค่ะ คือ มหาวิหารเซนต์สตีเฟน (St. Stephen’s Cathedral) มหาวิหารในสไตล์กอทิกอันอลังการ และหลังคามหาวิหารแห่งนี้เป็นลวดลายเรขาคณิต ทำจากกระเบื้องโมเสกหลากสีกว่า 200,000 แผ่น นับเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของกรุงเวียนนา อีกส่วนที่โดดเด่นมากๆ ของมหาวิหารแห่งนี้คือ หอคอยทางทิศใต้ที่ยอดบนสุดประดับด้วยมงกุฎทองคำกับเหยี่ยวคู่ อันเป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์ฮับส์บูร์ก ราชวงศ์ที่ปกครองออสเตรียและยุโรปตะวันออกนานกว่า 6 ศตวรรษ

เมื่อชมมหาวิหารนี้จนอิ่มใจแล้ว สามารถช็อปปิ้งได้อย่างจุใจเช่นกัน เพราะมหาวิหารนี้อยู่ใกล้ทั้งถนนคาร์นท์เนอร์ (Kãrntner Str.) ซึ่งเป็นถนนที่ตั้งของห้างสรรพสินค้าและร้านค้าต่างๆ มากมาย และถนนกราเบน (Graben) ถนนช็อปปิ้งที่มีทั้งร้านค้า ร้านกาแฟ ร้านอาหาร และก่อนจะจากกรุงเวียนนาไป ไม่ควรพลาดที่จะหาเวลาไปชมพระราชวังเบลเวเดียร์ (Belvedere Palace) พระราชวังฤดูร้อนของเจ้าชายยูจีนแห่งซาวอย แม่ทัพราชวงศ์ฮับส์บูร์ก ซึ่งปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใครๆ มาที่นี่ต้องตั้งใจมาชมภาพเขียนแบบอาร์ตนูโวอันโด่งดังชื่อ The Kiss ของกุสตาฟ คลิมต์ นอกจากนี้ที่นี่ยังมีมาร์เบิลฮอลล์ (Marble Hall) สำหรับจัดแสดงโอเปร่าอีกด้วย ไหนๆ ก็ชวนคุณผู้อ่านมาชมพระราชวังฤดูร้อนแล้ว จะไม่ชมพระราชวังฤดูหนาวด้วยก็กระไรอยู่ แวะไปชมพระราชวังฮอฟบวร์ก (Imperial Palace-Hofburg) ซึ่งส่วนของพระราชวังเก่านั้นสร้างมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์บาเบนเบิร์ก ต่อมาเมื่อราชวงศ์ฮับส์บูร์กเข้ามาปกครองก็ได้ต่อเติมส่วนต่างๆ ออกไปอีกหลายส่วน ด้านหน้าพระราชวังเก่ามีพระราชานุสาวรีย์ของจักรพรรดิฟรานซ์โจเซฟที่ 1 ประดิษฐานอยู่ ปัจจุบันพระราชวังฤดูหนาวแห่งนี้เป็นพิพิธภัณฑ์และโรงเรียนสอนขี่ม้าแบบสเปน

Beautiful @ Dürnstein

จากกรุงเวียนนา ล่องตามสายน้ำดานูบมาอีกนิด จะพบกับเมืองสวยของออสเตรียอีกเมือง ชื่อว่าดูร์นสไตน์ (Dürnstein) เมืองที่ได้รับยกย่องว่าเป็นเมืองมรดกโลกในแง่ความสวยงามตามธรรมชาติและสถานที่ทางประวัติศาสตร์โดยองค์การยูเนสโก นั่นเพราะเมืองดูร์นสไตน์มีประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ย้อนไปถึงสมัยปี ค.ศ. 1150 เมื่อป้อมปราการหินแห่งแรกได้สร้างขึ้น ณ จุดที่ปัจจุบันเป็นซากปรักหักพังของปราสาทโดยตระกูลกึนริงเกอร์ (Kuenringer) ผู้ที่ปกครองอาณาเขตแถบนี้จนถึงปี ค.ศ. 1355 ประวัติศาสตร์ของเมืองนี้ยังมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าริชาร์ดที่ 1 แห่งอังกฤษ หรือริชาร์ดใจสิงห์ (Richard I “The Lionheart”) ด้วยเหตุที่ว่าเมื่อปี ค.ศ. 1192 ระหว่างที่ริชาร์ดใจสิงห์เดินทางกลับจากการสงครามครูเสดครั้งที่ 3 และผ่านมาทางเมืองนี้ พระองค์ถูกศัตรูของพระองค์ เลโอโปลด์ที่ 5 แห่งออสเตรีย จับเป็นเชลย และถูกขังไว้ในปราสาทดูร์นสไตน์เป็นเวลาถึง 14 เดือน ว่ากันว่าไม่มีใครทราบเลยว่าพระองค์ถูกขังไว้ที่ใด จนกระทั่งนักร้องประจำพระองค์ที่ชื่อว่าบลอนเดล (Blondel) ได้ออกเดินทางร้องเพลงไปทั่วทุกปราสาทที่อยู่ในเขตที่เคยเป็นสนามรบของพระองค์

ในที่สุดเมื่อมาร้องเพลงที่ปราสาทในดูร์นสไตน์ เขาได้ยินเสียงร้องเพลงตอบ จึงทราบว่าพระองค์ถูกขังอยู่ที่นี่ ในใจกลางเมืองนี้ยังมีสถานที่ที่ตั้งชื่อเป็นที่ระลึกแก่บลอนเดลเลยนะคะ คือ โรงแรมแซง-เกอร์บลอนเดล (Gasthof Sänger Blondel) มีเหล็กสีทองทำเป็นรูปนักร้องดีดพิณอยู่ด้านหน้าด้วย แต่เนื่องจากปัจจุบันปราสาทแห่งนี้เหลือเพียงซากปรักหักพังจากการทำลายของกองทัพสวีเดนเมื่อปี ค.ศ. 1645 ดิฉันจึงขอพาคุณผู้อ่านไปชมสถานที่ที่ยังสวยงามอยู่ดีกว่า คือ อารามออกัสติเนียน (Augustinian Abbey) หรือสติฟต์ ดูร์นสไตน์ (Stift Dürnstein) ซึ่งเป็นที่ตั้งของหอคอยสีน้ำเงินขาวอันสะดุดตาตั้งแต่ล่องมาตามดานูบแล้ว เป็นโบสถ์แบบบาโรก ตกแต่งภายในด้วยไม้แกะสลักสวยงาม

ส่วนกลางของโบสถ์ทางด้านทิศตะวันออกมีหน้าต่างกระจกสีเป็นรูปไข่ที่มีรูปพระผู้เป็นเจ้า อันเป็นสัญลักษณ์ของการรู้แจ้งเห็นจริง สว่างใสด้วยแสงอาทิตย์ที่ทะลุผ่าน เมื่อขึ้นไปบนระเบียงโบสถ์สามารถชมวิวเมืองได้โดยรอบ จากโบสถ์เดินมาอีกไม่ไกล (เพราะเมืองเล็กนิดเดียวค่ะ) ก็เจอกับถนนฮอปต์สตราส (Hauptstraße) ถนนสายหลักที่มีบ้านเรือนแบบโบราณตั้งอยู่ บางหลังย้อนกลับไปถึงสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 16 และสองข้างของถนนสายนี้เป็นร้านรวงและโรงแรมเล็กๆ ที่ตกแต่งด้านหน้าไว้สวยงาม และตลอดริมฝั่งดานูบจะเห็นต้นแอพริคอต ซึ่งเป็นผลไม้ขึ้นชื่อของเมืองดูร์นสไตน์แห่งนี้ว่าหวานและฉ่ำมาก

Attractive @ Melk

ถัดจากเมืองดูร์นสไตน์ไม่ไกลนัก เราก็มาถึงเมืองเมลค์ (Melk) อีกเมืองสวยและเป็นเมืองมรดกโลกของออสเตรียริมดานูบที่มีสถานที่สำคัญที่ต้องมาชม คือ โบสถ์ขนาดใหญ่สีเหลืองตัดกับท้องฟ้าสีฟ้าใส ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนเนินเขา โบสถ์นี้ชื่อว่าอารามเมลค์ (Melk Abbey) เหตุที่มีความใหญ่โตโอฬารขนาดนี้ เพราะเดิมทีถูกสร้างด้วยจุดมุ่งหมายให้เป็นปราสาทของราชวงศ์บาเบนเบิร์ก ผู้ครองอาณาจักรออสเตรีย ก่อนจะตกอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ฮับส์บูร์ก แต่ต่อมาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 11 เลโอโปลด์ที่ 2 ได้มอบปราสาทนี้ให้กลุ่มนักบวชนิกายเบเนดิกติน เมื่อมาถึงด้านหน้าของโบสถ์ใหญ่แห่งนี้เราจะเห็นรูปปั้นของนักบุญเลโอโปลด์ (St. Leopold) ตั้งอยู่บนแท่นสูงทางด้านขวา และ นักบุญโคโลแมน (St. Coloman) บนแท่นสูงทางด้านซ้าย ส่วนที่ดิฉันว่าน่าทึ่งมากๆ ของโบสถ์แห่งนี้คือ ห้องสมุดอลังการที่มีผนังรอบด้านเป็นชั้นหนังสือทำจากไม้อย่างสวยงาม บนเพดานสูงเป็นภาพเขียนสีบนปูนเปียกสไตล์เฟรสโก้ที่ใช้สีได้อย่างกลมกลืนกับผนังไม้และทองรอบๆ บอกเล่าเกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนา ฝีมือของพอล โทรเจอร์ (Paul Troger) ว่ากันว่าภายในมีหนังสือถึง 100,000 เล่มทีเดียว มีต้นฉบับตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 9 – 15 ถึง 1,200 ชิ้น และคริสต์ศตวรรษที่ 17 – 18 ถึง 600 ชิ้น และมีสิ่งพิมพ์ที่ผลิตขึ้นด้วยวิธีเรียงพิมพ์ในยุโรประหว่าง ค.ศ. 1450 – 1501 ถึง 750 ชิ้น ซึ่งเป็นระยะ 50 ปีแรกที่มนุษย์คิดค้นการเรียงพิมพ์ขึ้น น่าทึ่งมากๆ

ต่อจากห้องสมุดมาเป็นส่วนของโบสถ์ใหญ่ที่ตกแต่งอย่างวิจิตรด้วยภาพเขียนสีบนปูนเปียกและเครื่องประดับประดาต่างๆ ในโทนสีทอง สีส้ม สีเหลือง สีเทา และสีเขียว สถาปัตยกรรมแบบบาโรกภายในโบสถ์แห่งนี้ถือว่าสวยที่สุดแห่งหนึ่งในออสเตรีย นับเป็นสถานที่ที่เหมาะสมกับการเป็นห้องต้อนรับแขกของพระเจ้าจริงๆ

เมืองสวยต่อมาบนแม่น้ำดานูบคือ เมืองลินซ์ (Linz) เมืองหลวงของออสเตรียตอนบนที่มีประวัติยาวนานไปถึงสมัยโรมัน จึงเป็นเมืองที่เป็นศูนย์กลางการค้าขายมาเป็นพันๆ ปี และยังเป็นเมืองที่ทั้งโมสาร์ทและบีโธเฟนเคยมาประพันธ์บทเพลงซิมโฟนีของพวกเขาที่นี่ และไม่ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องรื่นรมย์เท่านั้นที่เกิดขึ้นที่เมืองลินซ์ ประวัติศาสตร์อันโหดร้ายก็เกิดขึ้นที่นี่ เพราะอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เรียนหนังสือที่เมืองลินซ์ แล้วรักเมืองนี้มาก จึงเป็นเหตุให้เมืองนี้ถูกฝ่ายสัมพันธมิตรถล่มด้วยระเบิดอย่างหนักเมื่อปี ค.ศ. 1945 ดังนั้นเมื่อเดินเข้ามาถึงบริเวณจัตุรัสใจกลางเมืองจะเห็นตึกใหญ่สีโอลด์โรส เลขที่ 1 ฮอปต์พลาตซ์ (Hauptplatz) ระเบียงของตึกนี้เองเป็นที่ที่ฮิตเลอร์มายืนประกาศให้ออสเตรียเป็นของเยอรมนี ปัจจุบันตึกนี้เป็นศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยว

ฝั่งตรงกันข้ามจะเห็นอนุสาวรีย์ที่เป็นเสาสูง เรียกว่า The Central Trinity Column สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1723 เพื่อเป็นที่ระลึกแก่ผู้เสียชีวิตในภัยพิบัติโรคระบาดครั้งใหญ่ เดินมาเรื่อยๆ ก็เจอบ้านเลขที่ Altstadt 17 ที่โมสาร์ทมาอยู่และประพันธ์บทเพลงซิมโฟนีหมายเลข 36 Linzer โดยใช้เวลาเพียง 3 วันเท่านั้น โมสาร์ทกล่าวว่า เหตุเพราะดนตรีลอยอยู่ทั่วไปในอากาศแล้ว เขาเพียงมีหน้าที่นํามาเขียนลงไปเท่านั้น เขาจึงไม่ต้องใช้เวลาในการประพันธ์นาน เมื่อเราเข้ามาบริเวณเขตเมืองเก่าของลินซ์ จะเห็นว่ามีร้านขายเหล้าเรียงรายสองข้างทาง คุณไกด์บอกเราว่าร้านเหล่านี้เพิ่งปิดไปเมื่อตีสี่นี้เอง แต่หน้าร้านสะอาดสะอ้านไร้ร่องรอยใดๆ เนื่องจากทุกร้านที่นี่เขาทำความสะอาดหน้าร้านของเขาก่อนปิดพักผ่อนเสมอ เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ดีจริงๆ

ก่อนจะจากลินซ์ไป ต้องบอกคุณผู้อ่านสักนิดว่าสะพานทอดข้ามแม่น้ำดานูบที่เมืองนี้เคยเป็นสะพานที่ยาวที่สุดในโลกเมื่อปี ค.ศ. 1845 – 1855 ชื่อสะพานนิเบลอังเกนบรูค (Nibelungenbrücke) ค่ะ

The End @ Bratislava

ดิฉันขอปิดท้ายการพาเที่ยวท่องล่องดานูบด้วยกรุงบราติสลาวา (Bratislava) เมืองหลวงของประเทศสโลวาเกีย เมืองหลวงที่ใหม่ที่สุดของยุโรป เพราะเพิ่งเป็นเมืองหลวงเมื่อปี ค.ศ. 1993 นี้เอง หลังจากในอดีตต้องมีสภาพเป็นสนามรบแย่งชิงอำนาจระหว่างฮังการี ออสเตรีย และจักรวรรดิเตอร์กิชอยู่หลายศตวรรษ ปัจจุบันกรุงบราติสลาวาสวยงาม สงบ เหมาะกับการเดินท่องเที่ยวชมอาคารบ้านเรือนแบบบาโรกที่ก่อสร้างอย่างใหญ่โตอลังการตั้งแต่สมัยที่เป็นเมืองหลวงของฮังการี เมื่อปี ค.ศ.1536 – 1784

ขอเริ่มที่จุดชมวิวที่ดีที่สุด คือ ปราสาทบราติสลาวา ในอดีตเคยเป็นป้อมปราการที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 907 สวยจนไม่น่าเชื่อว่าครั้งหนึ่งสมัยทำสงครามกับนโปเลียนเคยถูกไฟเผาทำลาย ปราสาทแห่งนี้ตั้งอยู่บนเนินเขา จึงสามารถชมวิวทั้งเมืองได้แบบ 360 องศาเลยทีเดียว จากที่นี่เราไปชมศาลาว่าการเมืองเก่า (Old City Hall) กัน อาคารสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 13 อันสวยงาม ซึ่งเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ของเมือง ใกล้กันนั้นเป็นที่ตั้งของอัพโพนยีเฮ้าส์ (Apponyi House) สถานที่จัดแสดงประเพณีการปลูกองุ่นและทำไวน์ของบราติสลาวา ติดกันเป็นพระราชวังไพรเมต (Primate’s Palace) ที่เป็นสถาปัตยกรรรมแบบนีโอคลาสสิก สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1778 – 1781 เป็นที่ตั้งของฮอลล์ ออฟ มิเรอร์ส (Hall of Mirrors) สถานที่ที่ใช้ในการลงนามสนธิสัญญาเพรสบูร์ก (The Treaty of Pressburg) เมื่อปี ค.ศ. 1805 ที่ทำให้บราติสลาวาถูกนโปเลียนลดฐานะจากการเป็นเมืองหลวงของฮังการี กลายเป็นแค่เมืองหนึ่งเท่านั้น ทุกวันนี้พระราชวังแห่งนี้เป็นแกลเลอรี่แสดงภาพวาดและพรมที่ทอขึ้นตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ. 1630

จากนั้นเดินข้ามเมืองมาอีกฟากฝั่งถนนจะพบกับมหาวิหารเซนต์มาร์ติน (St. Martin’s Cathedral) มหาวิหารที่ใช้ในการประกอบพระราชพิธีขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์ฮังการีหลายศตวรรษ ภายในมหาวิหารเป็นศิลปะแบบกอทิกที่มีบาโรกแทรกอยู่บางส่วน จุดที่น่ารักของเมืองนี้คือ ถนนที่มุ่งมาสู่มหาวิหารแห่งนี้มีรูปมงกุฎสีทองเล็กๆ ติดไว้กลางถนนเป็นระยะๆ เป็นสัญลักษณ์ของทางไปสถานที่สวมมงกุฎกษัตริย์ค่ะ หลายเมืองในยุโรปมักจะมีสิ่งเล็กน้อยแต่น่ารักเช่นนี้อยู่เสมอ อ้อ! ก่อนจะมาถึงตอนจบบริบูรณ์ของการเที่ยวท่องล่องดานูบที่ปิดท้ายที่กรุงบราติสลาวา ต้องบอกว่ามาที่นี่อย่าลืมแวะมาถ่ายรูปกับรูปปั้นนโปเลียนขนาดเท่าคนจริงที่กำลังยืนเท้าแขนกับพนักเก้าอี้ หมวกปิดตา ตั้งอยู่บริเวณจัตุรัสกลางของเมือง ชาวสโลวักเขาทำขึ้นมาล้อเลียนนโปเลียนซึ่งเคยยกทัพมาตีบราติสลาวาถึงสองครั้งสองครา

เมืองงามตามริมฝั่งแม่น้ำดานูบที่ดิฉันพาเที่ยวชมยังคงตราตรึงใจ และแอบหวังว่าคงจะเป็นแรงบันดาลใจให้คุณผู้อ่านคว้ากระเป๋าก้าวขึ้นเครื่องบินมาเที่ยวตามน้ำกันบ้างนะคะ

เรื่องและภาพจากคอลลัมน์สารคดีท่องเที่ยว นิตยสารแพรว ฉบับ 914

 

 

keyboard_arrow_up