อย่าคิดเอง! อ้วนแข็งแรง ผอมอ่อนแอมีเยอะแยะ น้ำหนักบนเครื่องชั่งไม่ชี้วัดสุขภาพเสมอไป

น้ำหนักตัว
น้ำหนักตัว
เคยหรือไม่ที่ตั้งใจออกกำลังกายอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะขยันเข้าฟิตเนสก็แล้ว จ้างเทรนเนอร์ก็แล้ว แต่พอชั่งน้ำหนักกลับไม่เห็นตัวเลขที่ลดลง อีกทั้งการออกกำลังกายเป็นประจำกลับทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ

แม้น้ำหนักตัวเป็นเครื่องบ่งชี้สำคัญของการเจ็บป่วยง่ายหรือการเกิดโรคแทรกซ้อน แต่การทราบน้ำหนักตัวอย่างเดียวก็ไม่สามารถชี้วัดถึงสุขภาพโดยรวมได้อย่างแท้จริง เพราะร่างกายคนเราประกอบไปด้วยส่วนที่เป็นน้ำ กล้ามเนื้อ กระดูก และองค์ประกอบอื่นๆ ที่ล้วนส่งผลต่อตัวเลขบนตาชั่งที่วัดได้ นอกเหนือจากการติดตามน้ำหนักตัว เพื่อหุ่นที่ฟิตแอนด์เฟิร์ม และการดูแลสุขภาพได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ดังนี้

  1. เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย (Body Fat Percentage): ปริมาณไขมันในร่างกายเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัวสุทธิ มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงอยู่เสมอในแต่ละวัน ขึ้นอยู่กับระดับของเหลวในร่างกาย โดยการดื่มน้ำหรือแอลกอฮอลล์ การมีรอบเดือน และการออกกำลังกาย ต่างเป็นปัจจัยที่สามารถเปลี่ยนแปลงระดับไขมันในร่างกายได้ ทั้งนี้ ปริมาณไขมันของแต่ละบุคคลจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ อาชีพ และกิจกรรมที่ทำเป็นประจำ โดยการตรวจวัดและติดตามระดับไขมันในร่างกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ทราบว่ากำลังลดน้ำหนักได้ตรงจุดหรือไม่ และควรกำหนดทิศทางการออกกำลังกายและแนวทางโภชนาการอย่างไรให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด

  1. ระดับไขมันในช่องท้อง (Visceral Fat Level): ไขมันในช่องท้องเกิดจากการสะสมตัวของไขมันจากอาหารที่ร่างกายเผาผลาญเป็นพลังงานไม่หมดในแต่ละวัน พบได้บริเวณระหว่างกล้ามเนื้อท้องกับอวัยวะภายในช่องท้องที่สำคัญ โดยไขมันบริเวณดังกล่าวเป็นอันตรายกว่าไขมันในบริเวณอื่น เนื่องจากสามารถละลายเข้าสู่กระแสเลือดไปสะสมตามอวัยวะต่างๆ รวมถึงเกาะตามผนังหลอดเลือดจนขัดขวางการไหลเวียนของเลือดในร่างกาย และนำไปสู่โรคร้ายมากมาย เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน และโรคหลอดเลือดสมอง ที่สำคัญ ผู้ที่มีรูปร่างผอมเพรียวยิ่งไม่ควรชะล่าใจในสุขภาพของตน เนื่องจากภาวะไขมันในช่องท้องไม่ได้ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัว และสามารถเกิดได้กับทั้งคนอ้วนและผอมที่ละเลยการออกกำลังกาย และชอบรับประทานอาหารจำพวกเบเกอรี่และของทอด

 

  1. เปอร์เซ็นต์กล้ามเนื้อโครงร่าง (Skeletal Muscle Percentage): กล้ามเนื้อโครงร่าง คือกล้ามเนื้อที่ยึดติดอยู่ระหว่างกระดูกเพื่อใช้ในการเคลื่อนไหวร่างกาย เนื่องจากกล้ามเนื้อมีความหนาแน่นกว่าไขมัน ทำให้ในปริมาณน้ำหนักเท่ากันกล้ามเนื้อจะมีขนาดเล็กกว่าไขมันอย่างเห็นได้ชัด การเสริมสร้างกล้ามเนื้อจึงอาจทำให้มีน้ำหนักตัวมากขึ้น แต่มวลกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งจะช่วยเร่งกระบวนการเผาผลาญพลังงาน เพิ่มความสามารถและความทนทานของร่างกาย และยังช่วยลดความเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บของกระดูกและข้อต่อ อีกทั้งยังมีผลดีต่อการลดน้ำหนักในระยะยาวอีกด้วย ดังนั้น ผู้ที่กำลังฟิตหุ่น ยิ่งควรตรวจวัดเปอร์เซ็นต์กล้ามเนื้อโครงร่างของตนตลอดโปรแกรมการออกกำลังกาย เพื่อคอยติดตามพัฒนาการของร่างกายอย่างใกล้ชิด

  1. อัตราการเผาผลาญพลังงานขณะอยู่เฉย (Resting Metabolism): ทุกกิจกรรมที่ทำในแต่ละวันล้วนมีการเผาผลาญแคลอรี่อยู่เสมอ ฉะนั้น ผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนักจึงจำเป็นต้องรู้อัตราการเผาผลาญพลังงานขณะอยู่เฉย เพื่อนำมาใช้ในการวางแผนโภชนาการและตารางการออกกำลังที่เหมาะสม โดยอัตราการเผาผลาญดังกล่าว จะแตกต่างกันในแต่ละบุคคลตามปัจจัยต่างๆ เช่น อายุ น้ำหนักตัว องค์ประกอบในร่างกาย และประเภทของกิจกรรมในช่วงเวลาที่ตรวจวัด โดยอัตราการเผาผลาญพลังงานขณะอยู่เฉย จะสูงขึ้นตาม เปอร์เซ็นต์กล้ามเนื้อโครงร่างที่เพิ่มขึ้น

  1. อายุร่างกาย (Body Age): อีกหนึ่งตัวเลขที่เกี่ยวโยงกับอัตราการเผาผลาญพลังงานขณะอยู่เฉย คือ อายุร่างกาย โดยใช้น้ำหนักและเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายในการคำนวณว่าอายุร่างกายมากหรือน้อยกว่าอายุที่แท้จริงตามปีปฏิทิน การทราบอายุร่างกายจะช่วยให้เห็นภาพรวมสุขภาพเบื้องต้น ซึ่งตัวเลขที่คำนวณได้มักจะสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย การพักผ่อน และอารมณ์ความเครียด หากพบว่าอายุร่างกายแก่กว่าอายุที่แท้จริง จะช่วยกระตุ้นให้หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น

สิ่งสำคัญในการดูแลรักษาสุขภาพ คือการรู้จักกลไกของร่างกายตนเอง ผู้รักสุขภาพควรหันมาตรวจวัดค่าองค์ประกอบต่างๆ ของร่างกายด้วยเครื่องวัดองค์ประกอบในร่างกาย (Body Composition Monitor) ของ ออมรอน เฮลธ์แคร์ ที่มีฟังก์ชั่นครบครันในการตรวจวัดองค์ประกอบเหล่านี้ของร่างกายด้วยความแม่นยำสูงสุด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและส่งเสริมวินัยที่ดีในการเลือกรับประทานอาหารและการออกกำลังกาย

 

keyboard_arrow_up