อยากทำสวยต้องฉลาด แนะ “Filler” สารเติมเต็มความงามมี 3 ประเภท ใช้ผิดชีวิตเปลี่ยน!!

Filler
Filler

ด้วยวัยที่เพิ่มขึ้น ทำให้องค์ประกอบของ “สารโครงสร้าง” ในชั้นผิวหนังลดลง จึงเกิดรอยเหี่ยวย่นปรากฏให้เห็นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นร่องแก้ม ร่องใต้ตา สารโครงสร้างนี้มีองค์ประกอบหลายอย่าง โดยองค์ประกอบหลักของโครงสร้างผิวหนังคือ คอลลาเจน (Collagen) เจ้าคอลลาเจนนี้เป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง ซึ่งมีโครงสร้างที่ซับซ้อนเป็นเกลียว ซึ่งในทางการแพทย์ก็ได้คิดค้นเทคนิคและวิธีการต่างๆ ขึ้นมามากมาย เพื่อจะย้อนคืนความอ่อนเยาว์ให้ผิว และวิธีการหนึ่งนั่นก็คือการใช้สารเติมเต็ม หรือ Filler นั่นเอง

เชื่อว่าสาวๆ ที่รักสวยรักงามในปัจจุบันคงคุ้นเคยกันดีกับคำว่า Filler ซึ่งแปลตรงตัวได้ว่า “การเติมเต็ม” ซึ่งในทาง Cosmetic คำว่าสาร Filler คือสารที่ใช้ในการเติมเต็มนั่นเอง

สำหรับในประเทศไทยมีการฉีดสารเติมเต็ม (Filler Agents) เข้าผิวหนังมานานแล้ว โดยการใช้งานก็จะแตกต่างออกไปตามความต้องการ เช่น ใช้เพื่อการแก้ไขความบกพร่องของผิวหน้า ปรับรูปหน้า เสริมจมูก เสริมคาง เสริมร่องแก้ม เติมรอยหลุม แก้มตอบ เติมก้น เสริมหน้าอก ฯลฯ ซึ่งในความเป็นจริงนั้นมีหลากหลายชนิดมากมาย ไม่ได้มีแต่ Hyaluronic Acid เพียงอย่างเดียวเหมือนที่เราเข้าใจกัน และการใช้งานก็แตกต่างกันออกไปด้วย โดยจะต้องเลือกใช้ให้ตรงประเภทและความต้องการ ไม่อย่างนั้นอาจมีผลข้างเคียงที่ไม่ได้รับเชิญแน่ๆ นะจ๊ะขอบอก วันนี้ แพรวดอทคอม จึงขออาสาพามาทำความรู้จักกับเจ้า Filler นี้กันว่ามีอะไรบ้าง

Filler

Filler แบบไม่ถาวร (Temporary)

  1. คอลลาเจนที่สังเคราะห์จากสัตว์ ได้แก่ Bovine (วัว), Porcine (หมู) แต่ลดความนิยมไปในปัจจุบัน เพราะมีอัตราการแพ้ที่สูงเมื่อเทียบกับแบบอื่น
  2. Bioengineered Human Collagen แม้จะไม่มีการแพ้ แต่เพราะราคาที่แพงกว่ามาก โดยไม่สามารถอยู่ได้นานกว่าฟิลเลอร์อื่นๆ จึงไม่เป็นที่นิยม
  3. Hyaluronic Acid (HA) จริงๆ แล้วเป็นสารโครงสร้างที่มีอยู่แล้วในร่างกาย เราจึงสร้างกรดไฮยาลูโรนิกสังเคราะห์ขึ้น เพื่อทดแทนคอลลาเจนในผิวที่เริ่มสูญเสียลงตามวัย โดยสารตัวนี้จะช่วยโอบอุ้มน้ำในผิว ทำให้ผิวชุ่มชื่นและกระชับขึ้น ในระยะแรกกรดไฮยาลูโรนิกสังเคราะห์จากสัตว์ ได้แก่ Hyaform ต่อมาไฮยาลูโรนิกที่สกัดมาจากน้ำตาลที่ถูกย่อยโดยแบคทีเรียสเตร็ปโตค็อกคัส (Non-bacteria Derived Synthetic Hyaluronic Acid : NASHA) เกิดขึ้น จึงทำให้แพทย์นิยมใช้มากกว่าสารชนิดอื่นๆ เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องการแพ้ ฉีดง่าย และมีความคงตัวนาน โดยสามารถอยู่ได้ 8 – 12 เดือน (แล้วแต่ชนิดตำแหน่งที่ฉีด) เมื่อไม่พอใจผลการรักษาก็สามารถแก้ไขใหม่ได้โดยการฉีด Hyaluronidase หรือหลังจากสารได้สลายตัวเองไปตามธรรมชาติ ปัจจุบันมีมากมายหลายยี่ห้อ

Filler กึ่งถาวร

เป็น Filler ที่มีโครงสร้างเป็นสารสังเคราะห์ เมื่อฉีดเข้าไปในร่างกายไม่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้าน และจะกระตุ้นให้เกิดการซ่อมแซม ทำให้เกิดการสร้างคอลลาเจนเกิดขึ้นใหม่ได้ด้วย จึงอยู่ได้นานกว่ากรดไฮยาลูโรนิกหรือคอลลาเจนมาก โดยทั่วไปอยู่ที่ 2 – 5 ปี ตำราบางเล่มกล่าวว่า Filler ที่เป็นสารสังเคราะห์เหล่านี้ไม่สลาย ทำให้แพทย์หลายท่านไม่กล้าใช้ เพราะกลัวจะเกิดปฏิกิริยา เช่น การติดเชื้อ การเกิดพังผืดของเนื้อเยื่อโดยรอบ แต่จากผลวิจัยและจากตำรา เปอร์เซ็นต์การเกิดผลข้างเคียงเหล่านี้ไม่ได้มากกว่าการใช้กรดไฮยาลูโรนิก เช่น Calcium Hydroxyapatite, Poly-L-Lactic Acid (PLLA), Polyacrylamide (PAA), Polyamide, Hydrophilic Gel เช่น Carboxymethyl Cellulose [CMC] + Polyethylene Oxide [PEO] ซึ่งชื่อยี่ห้อที่กล่าวในที่นี้คือยี่ห้อที่มีใช้ในประเทศไทยค่ะ แต่จริงๆ แล้วยังมียี่ห้ออื่นๆ อีกมากมาย

นอกจากนี้ยังมีการนำเซลล์ไขมันของตัวเอง (Autologous Fat) จากส่วนอื่นในร่างกายมาฉีดในบริเวณที่ต้องการ เคยนิยมแล้วเสื่อมความนิยมไปแล้ว เพราะเซลล์ไขมันที่เอามาฉีดอยู่ไม่ได้นาน ถ้าการเก็บเซลล์ไขมันไม่ดีพอ แต่ปัจจุบันเริ่มกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง เพราะวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าขึ้น แต่มักเอามาใช้กับบริเวณที่ใหญ่ๆ เช่น การเสริมเต้านมด้วยไขมันตัวเอง หรือเติมแก้มตอบ เป็นต้น

Filler ถาวร (Permanent)

ที่เราคุ้นเคยกันดีคือ Silicone จริงๆ แล้วในประเทศไทยยังคงมีใช้อยู่ แต่ซิลิโคนที่ใช้ต้องเป็น Medical Grade เท่านั้น เพราะการใช้ซิลิโคนที่คุณภาพไม่ดีจะทำให้เกิดปฏิกิริยากับเนื้อเยื่อที่อยู่โดยรอบเมื่อเวลาผ่านไป เช่น เป็นก้อนแข็ง จนถึงการเกิด Granuloma และสามารถไหลได้นั่นเอง ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยไม่มีการฉีดซิลิโคนเหลวแล้ว

การเลือกใช้ Filler

Filler ต่างชนิด ยี่ห้อ รุ่น จะมีความแตกต่างกันในแง่ของความหนืด ยิ่งหนืดก็จะเกาะเป็นก้อน ปั้นรูปได้สวย อยู่ได้นาน แต่ไม่เหมาะจะฉีดในบริเวณตื้นหรือผิวบาง ดั้งนั้นในบางพื้นที่ เช่น ใต้ตา ร่องหัวคิ้ว ต้องใช้ Filler ที่หนืดน้อย ซึ่งก็จะอยู่ได้ไม่นานนัก แค่เพียง 6 เดือน ปัจจุบันตัวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือกรดไฮยาลูโรนิก เพราะมีโครงสร้างเหมือนสารในร่างกายมนุษย์ ไม่มีปฏิกิริยาต่อต้าน ร่างกายสามารถสลายได้หมด แต่ด้วยอายุการใช้งานนานสุดเพียง 18 เดือน ทำให้ต้องมีการเติมบ่อย ก็หมายถึงเปลือง และการฉีดจมูกจะไม่สามารถปั้นรูปได้สวยเท่า Filler ชนิดที่มีความเป็นสารสังเคราะห์ ซึ่งอยู่ได้ 3 – 5 ปี แน่นอนว่าราคาก็จะแพงกว่า Filler ชนิดกรดไฮยาลูโรนิก

ผลเสียที่อาจเกิดตามหลังการฉีด Filler

  1. ผิวตะปุ่มตะป่ำ ไม่เรียบเนียน เกิดจากการเติมสาร Filler มากเกินไป หรือเลือกใช้ Filler ที่มีความเหนียวมากเกินไป จึงปั้นรูปไม่ได้ มักพบปัญหานี้บริเวณใต้ตา
    วิธีแก้:
    – นวดคลึงเบาๆ เพื่อปั้นรูปให้เนื้อเจลกระจายออก
    – นวดด้วยเครื่อง RF
    – ถ้า 2 วิธีแรกไม่ได้ผล กรดไฮยาลูโรนิกสามารถสลายได้โดยใช้ Hyaluronidase ฉีดเข้าไปยังตุ่มนั้น จะทำให้ Filler นุ่มลงจนปั้นได้
    – ฉีดสารสเตียรอยด์เข้าไปยังตุ่มนั้น
  2. การอักเสบติดเชื้อ อาจเกิดจากทางฝั่งแพทย์เอง (การทำความสะอาดจุดที่ทำการฉีดไม่ดีพอ หรือการใช้ Filler ที่ไม่ผ่านการเตรียมความสะอาดที่ได้มาตรฐาน) หรืออาจเกิดจากสภาพร่างกายของคนไข้เอง เช่น มีโรคประจำตัวที่ติดเชื้อง่าย ได้แก่ โรคเรื้อรังต่างๆ (เบาหวาน ไตวาย หรือภูมิแพ้ตัวเอง)
    วิธีแก้: การให้กินยาปฏิชีวนะกันไว้ตั้งแต่แรก ถ้ามีความเสี่ยงดังกล่าว
  3. เกิดแกรนูโลมา หรือเป็นก้อนแข็งๆ อาจแข็งเหมือนเป็นเม็ดกรวดหลังจากที่ฉีดไปได้สักระยะหนึ่ง
    สาเหตุ: เกิดหลังการติดเชื้อ หรืออาจเกิดขึ้นได้เองจากปฏิกิริยาต่อต้านของร่างกายที่มีต่อสาร Filler ที่ฉีดเข้าไป กรณีหลังแม้จะพบน้อยมาก แต่ก็มีเกิดขึ้นได้
    วิธีแก้:
    – การเจาะเข็มเข้าไปดูดออก หรือเจาะบริเวณก้อนให้แตก
    – ลองฉีด Hyaluronidase หรือสเตียรอยด์
    – สุดท้ายคือการผ่าตัดเพื่อเอาก้อนนั้นออก

หวังว่ารายละเอียดคร่าวๆ เหล่านี้คงช่วยให้รู้จักกับ Filler จนสามารถเลือกใช้ได้ในเบื้องต้น และทราบถึงอาการไม่พึงประสงค์ที่ไม่สามารถทำนายได้และอาจเกิดขึ้นได้เหล่านี้ ให้เตรียมตัวเตรียมใจเผื่อเกิดขึ้นเอาไว้ด้วย ไม่ใช่คิดว่าสุดท้ายจะสวยได้อย่างเดียวนะจ๊ะ

เรื่อง : พญ.เพ็ญลดา ครุธโกษา สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย และผู้ก่อตั้ง Aime’ Clinic
ภาพ : Pexels

keyboard_arrow_up